ตอนที่ 17 ทะเบียนบ้าน (2)
ชุยกวงกุ้นมองซย่าเสี่ยวฉานด้วยความกังวลเล็กน้อย ซย่าเสี่ยวฉานจึงบอกว่า “วันพรุ่งนี้ข้าจะพาพวกท่านไปที่ตำบล”
เพราะว่ากลัวหนทางมั่งคั่งจะ ‘รั่วไหล’ แม่ลูกตระกูลชุยจึงทำได้เพียงแค่เดินกระมิดกระเมี้ยนกลับบ้านไป
คล้อยหลังที่คนตระกูลชุยกลับไปแล้ว ซย่าเสี่ยวฉานจึงใช้โอกาสนี้พูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า “ท่านลุงเจ้าคะ ตอนนี้พวกข้ายังกลับไปที่ตำบลไม่ได้ ท่านลุงให้พวกข้าค้างแรมที่นี่สักคืนเถิด นี่คือค่าที่พัก หวังว่าท่านลุงจะรับไว้”
นางหยิบเงินหนึ่งร้อยอีแปะออกมา
อันที่จริงเงินครึ่งตำลึงที่นางให้ ก็เพียงพอที่ผู้ใหญ่บ้านและภรรยาจะให้พวกนางพักที่นี่แล้ว
ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้เกรงใจแต่อย่างใด ส่งสัญญาณให้ภรรยารับเงินร้อยอีแปะแล้วกล่าวว่า “เอาละ พวกเจ้าสามารถค้างแรมที่นี่ได้หนึ่งคืน ส่วนธุระของพวกเจ้า พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปที่ตำบลแล้วจะจัดการให้ เพียงแต่หากผ่านด่านตรวจแล้ว ที่เหลือเจ้าก็ไม่มีทางให้ถอยกลับแล้วนะ”
ผู้ใหญ่บ้านคนนี้เฉลียวฉลาดยิ่งนัก มองออกว่าซย่าเสี่ยวฉานกลัวสิ่งใดมากที่สุด
“เช่นนั้น พวกเราสองคนพี่น้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ”
หลังจากที่ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านยกบะหมี่สามชามมาต้อนรับคนทั้งสามแล้ว นางก็พาคนเหล่านี้ไปที่ห้องพัก
แต่ว่า เป็นดังที่ซย่าเสี่ยวฉานคาดไว้ เจ้าเด็กทึ่มนี้ในขณะที่ต้องแยกจากนาง เขาก็กุมมือไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่ยอมปล่อย
เดิมทีซย่าเสี่ยวฉานพาเจ้าทึ่มมาเพราะร่างกายสูงใหญ่กำยำ คิดจะเอามาใช้เพื่อปกป้องตนเอง ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ด้วยถึงดึกดื่น กลับกลายเป็นปัญหาตามมา
ซย่าเสี่ยวฉานเอ่ยว่า “เป็นเด็กดีแล้วไปนอนเถอะ ข้าไม่ไปไหนหรอก เจ้าเด็กทึ่มเอ๋ย ข้าจะพาเจ้าไปด้วยแน่ๆ”
เจ้าเด็กทึ่มส่ายหัวแล้วกำชายเสื้อนางไว้ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอยู่หลายส่วน
ซย่าเสี่ยวหงที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า “น้องสาว เจ้าเด็กทึ่มคนนี้เป็นใครหรือ”
ซย่าเสี่ยวฉานถอนหายใจพลางตอบกลับ “เก็บได้จากข้างทาง กำลังถูกขอทานทำร้าย เกรงว่าจะถูกตีตาย”
“น้องสาวยังคงใจดีเช่นเดิม จำได้ว่าเมื่อก่อน เหยียบมดเพียงแค่ตัวเดียวเจ้าก็กลัวและเสียใจแล้ว”
คำพูดของซย่าเสี่ยวหงทำให้ซย่าเสี่ยวฉานหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของตน ตอนที่นางยังเด็ก ตัวเองก็เคยมีช่วงเวลาแบบนี้ จำได้ว่าปีนั้นแล้งหนัก เด็กในหมู่บ้านยิงนกกระจอกเพื่อเป็นอาหาร มีเด็กไม่น้อยที่หยิบหินออกมาทุบ บ้างก็หยิบหนังยางออกมายิง ไม่นานก็ได้นกมาจำนวนมาก ในตอนนั้นที่มีคนส่งเนื้อนกกระจอกมาให้นางตัวหนึ่ง กลิ่นเนื้อของมันหอมยิ่งนัก แต่นางกลับกลัวจนตัวสั่น
ทั้งที่แต่เดิมก็มีชีวิตอยู่แท้ๆ แต่ต้องมาตายเช่นนี้
แม้ว่านางจะหิวมาก แต่นางก็ยอมหิวตายดีกว่า ไม่ยอมกินเพื่อเอาชีวิตรอด
ในตอนนั้นที่นางหิวโหยจนเกือบตาย ก็ยังเป็นซย่าเสี่ยวหงที่แอบขโมยข้าวจำนวนหนึ่งมาเคี่ยวเป็นโจ๊กให้นางกิน นางจึงมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้
ทว่าจากเด็กที่เคยไม่กล้าแม้แต่จะกินเนื้อนกกระจอก ยอมอดตายดีกว่าจะกินมัน ตอนนี้กลับกลายเป็นสตรีที่ไม่รู้ถึงความโหดเหี้ยมของตน
เมื่อเห็นซย่าเสี่ยวฉานนิ่งเงียบ ซย่าเสี่ยวหงก็เอ่ยว่า “น้องสาว เจ้าเอาเงินมาจากไหนกัน เจ้า...เจ้าคงมิได้ขโมยมาใช่หรือไม่ หรือว่าท่านแม่ให้เงินเจ้ามาเพื่อไถ่ตัวข้ากลับไป”
ซย่าเสี่ยวฉานส่ายหัวพลางตอบ “พี่หญิง นี่คือเงินที่ข้าหามาเอง ไม่ได้บอกให้ท่านพ่อกับท่านแม่รู้”
ซย่าเสี่ยวหงตะลึงไปชั่วครู่ “เจ้าหาเงินมาจากที่ใด คงไม่ได้ทำผิดกฎหมายใช่หรือไม่ น้องสาว เจ้าอย่าได้เข้าไปพัวพันกับสิ่งผิดกฎหมายเชียว”
“ไม่ใช่เช่นนั้น เงินนี้ข้าได้จากการขายสูตรอาหาร ได้เงินมาอย่างภาคภูมิใจ”
ซย่าเสี่ยวหงคิดขึ้นมาว่าน้องสาวและน้องสามพอรู้ตัวอักษรบ้าง ก็รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ พยักหน้าพลางเอ่ย “น้องสาวเติบโตแล้ว”
สักพักหนึ่ง ซย่าเสี่ยวหงก็พูดขึ้นอีก “ท่านพ่อ ท่านแม่…และท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง พวกท่าน…เคยพูดถึงข้าบ้างหรือไม่”
ซย่าเสี่ยวฉานเหลือบมองนาง พลางฟังเสียงลมจากหุบเขาพัดมา นางกล่าวอย่างขมขื่นว่า “พวกท่านสบายดี ใครไม่สบายดีแต่คนเหล่านั้นล้วนสบายดี พี่หญิง แต่เดิมพวกเขาก็ไม่เคยพูดถึงท่านเลย!”
ถึงแม้จะเจ็บปวดเป็นอย่างมาก แต่ซย่าเสี่ยวฉานก็ต้องพูดไปตามจริง