เธอหอบเอาผักกลับไปเก็บที่บ้านรอบหนึ่ง แล้วค่อยย้อนกลับมาเก็บใหม่อีกที... กว่าจะขนหมดก็ปาเข้าไปสามรอบ เล่นเอาทิงเสวี่ยเหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว ทั้งปวดหลังปวดเอว ขาเป็นตะคริว เดินแทบไม่ไหว
ถั่วแขกกับถั่วฝักยาวที่เก็บมาได้ เธอตั้งใจจะเอาไว้ทำไส้ซาลาเปา ส่วนมะเขือยาวกับแตงกวาก็เก็บไว้กินเอง แต่ปริมาณมันก็ยังเยอะเกินไปอยู่ดี โดยเฉพาะแตงกวา กินให้ตายยังไงก็ไม่หมด แถมในสวนก็ยังมีลูกอ่อนๆ รอให้เก็บอีกเพียบในไม่กี่วันข้างหน้า
ทิงเสวี่ยหวนนึกถึงตอนที่คุณย่ายังอยู่... ท่านมักจะเอาแตงกวามาดองเค็ม
แตงกวาดองและผักดองสูตรคุณย่านั้นรสชาติเป็นเลิศ ทุกครั้งที่ทำเสร็จ ท่านจะแบ่งปันไปให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอ ใครได้ชิมต่างก็ติดใจในรสชาติ จนบางครั้งถ้าใครอยากกินก็จะแวะมาขอ ซึ่งถ้าที่บ้านยังมีเหลือ คุณย่าก็ไม่เคยหวง มักจะตักแบ่งให้ด้วยความเต็มใจ
เมื่อก่อนตอนที่คุณย่าลงมือทำผักดอง ทิงเสวี่ยจะคอยเป็นลูกมือเฝ้าดูอยู่ข้างๆ ขั้นตอนทุกอย่างจึงถูกบันทึกไว้อย่างแม่นยำในความทรงจำ
ในชาติก่อน หลังจากที่ทิงเสวี่ยต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่วจนกระทั่งได้มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง เธอหัดทำแตงกวาดองตามสูตรที่คุณย่าเคยสอน ไม่น่าเชื่อว่าทำครั้งเดียวก็สำเร็จ รสชาติออกมาใกล้เคียงกับรสมือคุณย่ามาก แถมเธอยังลองปรับสูตรเดิมเล็กน้อย ทำให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นไปอีก
แม้ตอนนี้คุณย่าจะไม่อยู่แล้ว แต่วิชาความรู้ที่ท่านทิ้งไว้ก็สมควรได้รับการสืบทอดต่อไป
ในอนาคตถ้าพ่อไปเปิดร้านซาลาเปาในเมือง ผักดองรสเด็ดสูตรคุณย่านี่แหละที่จะกลายเป็นจุดขายสำคัญ ช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้านได้ไม่แพ้ซาลาเปาเลยทีเดียว
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อย ทิงเสวี่ยก็คว้าถังพลาสติกขนาดห้าชั่งอย่างละใบ เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังร้านขายของชำ
ปกติเวลาซื้อเครื่องปรุงอย่างซีอิ๊วหรือน้ำส้มสายชู ชาวบ้านมักจะใช้ขวดใส่ แต่เพราะคราวนี้เธอต้องใช้ปริมาณมากสำหรับดองผัก ทิงเสวี่ยจึงเตรียมถังใบใหญ่ไปใส่โดยเฉพาะ
ไม่นานนักเธอก็มาถึงร้านขายของชำ
เหมือนเช่นเคย... ทิงเสวี่ยส่งเสียงทักทายเจ้าของร้านมาแต่ไกล เรียก 'คุณป้าคะ คุณป้าขา' เสียงเจื้อยแจ้ว เด็กหญิงปากหวานช่างฉอเลาะแบบนี้ มีหรือที่ผู้ใหญ่จะไม่เอ็นดู?
“อ้าว! เสียวเสวี่ย... หนูจะซื้อซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ จะถือไหวรึเปล่าลูก?” เจ้าของร้านถามด้วยความเป็นห่วงพลางรับถังพลาสติกสองใบที่ทิงเสวี่ยวางบนเคาน์เตอร์ไปถือไว้
ทิงเสวี่ยฉีกยิ้มกว้าง “ไหวสิคะคุณป้า หนูตัวเล็กแค่นี้แต่แรงเยอะนะจะบอกให้”
เจ้าของร้านหัวเราะชอบใจ “ป้ารู้จ้ะว่าเสียวเสวี่ยเก่ง แต่ก็อย่าฝืนตัวเองนักเลย เอาอย่างนี้ไหม... ให้ป้าตวงให้ครึ่งถังก่อน ถ้าไม่พอค่อยกลับมาซื้อใหม่ก็ได้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้า เต็มถังทั้งสองใบเลยค่ะ หนูถือไหวจริงๆ” ทิงเสวี่ยยืนยันหนักแน่น
เมื่อเห็นเด็กน้อยยืนกรานเช่นนั้น เจ้าของร้านจึงยอมตามใจ ไม่นานถังพลาสติกทั้งสองใบก็ถูกเติมจนเต็มไปด้วยซีอิ๊วและน้ำส้มสายชู
นอกจากเครื่องปรุงสองอย่างนี้แล้ว ทิงเสวี่ยยังซื้อน้ำตาลทรายขาวอีกหนึ่งชั่งและเกลืออีกหลายถุง และเมื่อเหลือบไปเห็นขนมที่ตัวเองชอบ เธอก็ไม่ลืมที่จะหยิบติดมือมาด้วย
เพราะซื้อของเยอะ เจ้าของร้านใจดีจึงแถมไอศกรีมแท่งรสนมให้เธอฟรีๆ อีกหนึ่งแท่ง
ทิงเสวี่ยจัดการไอศกรีมจนหมดแท่งแล้วจึงหอบหิ้วข้าวของเดินกลับบ้าน
ถังพลาสติกสองใบรวมกันน้ำหนักก็ปาเข้าไปสิบชั่งแล้ว ยังไม่นับรวมของจิปาถะอื่นๆ อีก สำหรับเด็กตัวเล็กๆ อย่างทิงเสวี่ย น้ำหนักสิบกว่าชั่งถือว่าเป็นภาระที่ไม่เบาเลยทีเดียว ช่วงแรกยังพอเดินไหว แต่พอเดินไปได้สักพักแขนขาก็เริ่มล้า จนต้องวางของลงพักหายใจเป็นระยะ
ในตอนนั้นเอง สวรรค์ก็ทรงโปรด...
หลินฉางจื้อเดินสวนทางมาพอดี “อาเล็ก? ซื้ออะไรเยอะแยะขนาดนั้น ให้ผมช่วยถือไหม?”
สำหรับทิงเสวี่ย การปรากฏตัวของหลินฉางจื้อในเวลานี้ช่างประเสริฐดั่งหยาดฝนทิพย์ชโลมใจ “ดีเลยฉางจื้อ! นายช่วยฉันถือหน่อย กลับถึงบ้านแล้วฉันจะเลี้ยงขนม”
หลินฉางจื้อมองค้อนนิดๆ “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ จะเอาขนมมาล่อทำไม”
ทิงเสวี่ยสวนกลับทันควัน “ถึงนายจะตัวโตกว่าฉัน แต่ฉันเป็นอาเล็กของนายนะ ในสายตาฉัน นายก็คือหลาน เป็นเด็กน้อยที่ฉันต้องเอ็นดูเข้าใจไหม!”
เด็กหญิงตัวกระเปี๊ยกคนนี้คือ 'อาเล็ก' ของเขา...
ความจริงแล้วตอนเด็กๆ หลินฉางจื้อไม่ค่อยอยากจะยอมรับความจริงข้อนี้นัก ทำไมยัยเปี๊ยกที่อายุน้อยกว่าแถมยังตัวเตี้ยกว่าเขา ถึงกลายมาเป็นอาที่เขาต้องเคารพได้? แต่พอโตขึ้น เริ่มรู้ความ เขาก็จำใจยอมรับความจริงที่ว่าศักดิ์ของตนต่ำกว่าในผังตระกูล จึงต้องเรียกเด็กหญิงคนนี้ว่าอาอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลินฉางจื้อก็เป็นเด็กที่มีนิสัยเฉพาะตัว เขาจะสุภาพอ่อนน้อมกับญาติผู้ใหญ่ที่นิสัยดีและถูกชะตาด้วยเท่านั้น แต่สำหรับพวกผู้ใหญ่รุ่นเล็กที่เขาไม่ชอบหน้าและนิสัยแย่ เขาแทบจะไม่ไว้หน้าเลย อย่างเช่นหลินหงเหมยกับหลินหงจวิน เขาจะเรียกพี่อย่างไพเราะก็ต่อเมื่ออารมณ์ดีจริงๆ เท่านั้น ปกติก็เรียกชื่อห้วนๆ ตลอด
เมื่อถึงบ้าน ทิงเสวี่ยก็รักษาสัญญา หยิบขนมที่ซื้อมาแบ่งให้หลินฉางจื้อกิน
“เทอมหน้านายก็จะขึ้น ม.1 แล้วนี่นา จากนี้ไปก็ต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ อาทิตย์หนึ่งถึงจะได้กลับบ้านที ตอนนั้นอย่าแอบร้องไห้คิดถึงบ้านล่ะ ฮ่าๆ” ทิงเสวี่ยแซวพลางยิ้มตาหยีมองหลานชายตัวโข่ง
สมัยนั้นโรงเรียนประถมเรียนแค่ 5 ปี เทอมหน้าหลินฉางจื้อต้องย้ายไปเรียนชั้นมัธยมต้นที่ตำบล ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านต้าเหอไปหลายกิโลเมตร ต้องกินนอนอยู่ที่โรงเรียน กลับบ้านได้แค่ตอนบ่ายวันเสาร์และต้องกลับไปเรียนเย็นวันอาทิตย์ สมัยนั้นยังไม่มีรถรับส่ง นักเรียนต้องปั่นจักรยานไปกลับกันเอง ความลำบากไม่ต้องพูดถึง
แต่ดูเหมือนหลินฉางจื้อจะไม่ตื่นเต้นกับชีวิตเด็กหอเท่าไหร่ “ผมไม่คิดถึงบ้านหรอก อีกอย่างผมก็ไม่ชอบเรียนด้วย เรียนจบ ม.ต้น เมื่อไหร่ผมก็จะเลิกเรียนแล้ว”
“โถ... เจ้าหลานชาย ถ้าไม่เรียนหนังสือแล้ว นายจะไปทำอะไร? จะกลับมาทำนาหรือไง?” ทิงเสวี่ยถามเสียงจริงจัง
เมื่อสบตากับดวงตาคู่สวยที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของอาเล็ก หลินฉางจื้อก็ไม่กล้าพูดเล่น “ผมไม่ชอบเรียนจริงๆ นี่นา เห็นตัวหนังสือทีไรมันง่วงทุกที อย่างมากก็กลับมาช่วยพ่อเพาะถั่วงอกขายก็ได้”
ดูจากท่าทางแล้วเขาคงพูดเรื่องจริง ผลการเรียนของเขาก็แค่พอถูไถสอบผ่านไปได้เท่านั้น
ทิงเสวี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเตือนสติหลานชาย “นายยังไม่เคยตามพ่อไปขายของที่ตลาดเลยสักครั้ง เห็นแต่พ่อเพาะถั่วงอกขายได้เงิน รู้ไหมว่าเบื้องหลังมันลำบากแค่ไหน? ฉันว่านายควรจะกัดฟันเรียนให้จบ ม.ต้น ดีกว่า ถ้าสอบเข้า ม.ปลาย ไม่ได้ก็ค่อยไปเรียนต่อสายอาชีพ หาวิชาติดตัวสักอย่าง... หรือว่านายอยากจะจมปลักอยู่ที่ชนบทไปตลอดชีวิตจริงๆ?”
หลินฉางจื้อเกาหัวแกรกๆ “อาเล็กพูดจาเหมือนครูฝ่ายปกครองเลยแฮะ... นี่อาอายุเก้าขวบจริงเหรอเนี่ย?”
ทิงเสวี่ยจ้องหน้าหลานชายเขม็ง ปรับสีหน้าให้ดูขึงขัง “อย่าลืมสิว่าฉันเป็นอาของนาย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของนาย! ฟังนะเจ้าหลานชาย... ถ้านายไม่ตั้งใจเรียนตอนนี้ ไม่ช้าก็เร็วนายจะต้องเสียใจทีหลัง หรือไม่... ปิดเทอมนี้นายก็ลองไปทำนาดูสิ ลองตามพ่อไปขายถั่วงอกที่ตลาดดู จะได้รู้ซึ้งว่าระหว่างทำงานหาเงินกับเรียนหนังสือ อันไหนมันเหนื่อยกว่ากัน!”