ตอนที่ 20 ตึกสมบัติ
ยอดเขาจงเหอซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักหลินกวงถูกแบ่งเป็นห้าเขต เขตเหนือเป็นที่พักผู้นำสำนัก เขตตะวันออกเป็นที่ตั้งตึกปราณ เขตตะวันตกเป็นที่ตั้งตึกวิญญาณ เขตใต้เป็นพื้นที่ฝึกยุทธ์ของศิษย์สายในและเขตกลางเป็นที่ตั้งของตึกสมบัติ ศิษย์ใหม่จะต้องประจำอยู่ที่ตึกปราณและตึกวิญญาณเป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นจะต้องเข้าทดสอบเพื่อเลื่อนเป็นศิษย์สายในจึงจะสามารถย้ายไปยังเขตใต้ได้ มู่เฉินกับมู่หานอยู่ที่ด้านหน้าตึกปราณของเขตตะวันออกของเขาจงเหอ มู่เฉินมองสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างตื่นเต้น ตึกปราณมีลักษณะเก่าแก่โบราณ รอบด้านรายล้อมด้วยต้นไม้โบราณหลากหลายชนิด ตัวตึกมีทั้งหมดสี่ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่ใช้งานทั่วไป ชั้นสองเป็นที่เก็บตำรายุทธ์ทั่วไป ชั้นสามเป็นที่เก็บตำรายุทธ์ระดับสูงและชั้นที่สี่เป็นที่พักของหัวหน้าตึก “คาราวะผู้อาวุโส ข้ามู่หาน ศิษย์ใหม่ของตึกปราณ รบกวนผู้อาวุโสแนะนำด้วย” มู่หานกล่าวกับผู้อาวุโสที่ชั้นหนึ่งอย่างสุภาพ “ใช้ได้ๆ นี่ของประจำตัวของเจ้า ห้องของศิษย์ใหม่อยู่ด้านหลัง พรุ่งนี้เช้ายามตะวันขึ้นจะมีผู้อาวุโสมาอธิบายกฏระเบียบให้เจ้าฟัง อย่าได้มาสายเด็ดขาด” ผู้อาวุโสยื่นกระเป๋าผ้าใบใหญ่ให้มู่หานพร้อมอธิบายอย่างคร่าวๆ “ขอบคุณผู้อาวุโส” มู่หานประกบมือคาราวะ หลังจากเก็บของทั้งหมดเข้าในแหวนมิติ มู่หานถอยกลับไปด้านหลังอย่างนอบน้อม ผู้อาวุโสมองแหวนมิติที่อยู่ในนิ้วมู่หานด้วยความสงสัย ปกติศิษย์ใหม่จะไม่มีแหวนมิติติดตัว ยกเว้นจะเป็นผู้ที่มาจากตระกูลร่ำรวยเท่านั้น หากแต่มู่หานไม่ใช่เช่นนั้นเหตุใดเขามีแหวนมิติได้? “ข้ามู่เฉิน คาราวะผู้อาวุโส” มู่เฉินพูดอย่างสุภาพ คำพูดมู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสสะดุ้งทันที เขาหันมามองมู่เฉินอย่างพินิจ ชายหนุ่มผู้นี้คือคนที่หัวหน้าตึกสนใจ? “เจ้าคือมู่เฉินที่ทำลายศิลาเนตรสวรรค์?” ผู้อาวุโสถาม “ใช่ขอรับ” มู่เฉินตอบอย่างเก้อเขิน “อะแฮ่ม...น่าเสียดายที่ห้องพักที่เหลืออยู่กำลังปิดปรับปรุง เจ้าต้องไปพักที่ห้องหินด้านหลังสุด นี่ของของเจ้า แล้วอย่าลืมนัดหมายวันพรุ่งนี้” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างมีเลศนัย แม้จะแปลกใจที่ต้องแยกที่อยู่กับผู้อื่นแต่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับมู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาเก็บของเข้าแหวนมิติแล้วเดินจากไปทันที ด้านนอกตึกปราณ มู่หานยืนรอพร้อมรอยยิ้ม หลังจากรับฟังเรื่องที่พักจากมู่เฉิน มู่หานก็เต็มไปด้วยความสงสัย “เอ๋...เหตุใดเจ้าต้องไปพักที่อื่นเพียงลำพัง?” มู่หานกล่าวถามอย่างสงสัย “ข้าไม่รู้เช่นกัน แต่นับว่าเป็นเรื่องดี ข้าอยู่คนเดียวจนชินไปเสียแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เฉินกล่าวกลบเกลื่อน แท้จริงแล้วมู่เฉินไม่ได้อยากอยู่ลำพัง เพียงแต่เรื่องพลังยุทธ์และสายเลือดของเขามันไม่สามารถเปิดเผยต่อผู้อื่นได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหา เขาจำต้องแยกตัวจากผู้อื่น หลังจากแยกกับมู่หาน มู่เฉินเดินไปตามเส้นทางหินขนาดเล็กด้านหลังของที่พักศิษย์คนอื่นๆ เส้นทางนี้ยาวสองลี้ ปลายทางมีห้องหินขนาดเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้หนาแน่น มู่เฉินมองภาพตรงหน้าด้ายทางทางผิดหวัง ด้านหน้าห้องหินเหมือนจะเป็นลานขนาดย่อม แต่ตอนนี้มันถูกปกคลุมด้วยวัชพืชมากมายจนมิอาจมองเห็นรายละเอียดของห้องหิน ‘ที่พักแห่งนี้ช่างเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก ฮี่ ฮี่ ฮี่’ หลินเยว่ที่เงียบหายไปนาน ส่งเสียงมาล้อเลียนเขาอีกครั้ง ‘เงียบหายไปตั้งนาน พอกลับมาก็ก่อกวนข้าทันที’ มู่เฉินบ่น ‘ช่วยไม่ได้ ก็เจ้าไม่ยอมมอบผลึกอสูรให้ข้ามาสามวันแล้ว’ นางตอบกลับ ‘ผลึกอสูรที่ข้ามีตอนนี้เหลือแค่ผลึกของผีเสื้อราชินีเท่านั้น รอไปก่อน ข้าได้ให้ยู่เยียนรวบรวมให้แล้ว’ เขาพูดอย่างเหนื่อยหน่าย ‘ชิ...ชักช้า!!!’ นางกระชากเสียงใส่ แต่มู่เฉินไม่สนใจ มู่เฉินทำความสะอาดห้องหินเป็นเวลานาน สองชั่วยามผ่านไปห้องหินที่ถูกทิ้งร้างก็ดูดีขึ้นอย่างมาก ด้านในถูกปัดกวาดจนสะอาด ด้านนอกวัชพืชก็ถูกรื้อถอนจนกลายเป็นลานโล่งน่าพักอาศัย พรุ่งนี้เช้าจะมีผู้อาวุโสมาอธิบายกฏที่ลานประลองยุทธ์ ดังนั้นมู่เฉินจึงกินอาหารค่ำแบบง่ายๆ และเข้าห้องหินเพื่อพักผ่อนทันที ยามค่ำคืนเงียบสงัด มู่เฉินนอนพักผ่อนภายในห้องหิน พลังฟ้าดินที่อยู่รอบด้านค่อยๆหมุนวนเข้าไปในห้องหิน ด้านนอกห้องหินปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจ้องมองพลังฟ้าดินที่กำลังถูกดูดเข้าไปด้านในห้องหินด้วยความสนใจ เขาคือเมิ่งเซียว หัวหน้าตึกปราณ “ดึกปานนี้ ยังคงฝึกยุทธ์ ไม่เลวเลย” เมิ่งเซียวพึมพำเบาๆ จากนั้นพุ่งตัวจากไปเพื่อไม่ให้รบกวนการฝึกยุทธ์ของมู่เฉิน แต่สิ่งที่เมิ่งเซียวไม่รู้คือแท้จริงแล้วหาเป็นเช่นที่เขาคิด ผู่เฉินไม่ได้ฝึกยุทธ์แต่อย่างใด พลังฟ้าดินทั้งหมดล้วนถูกดูดด้วยความสามารถของนิมิตเทวะ เช้าวันใหม่มาเยือน ศิษย์ใหม่ทั้งหมดมารวมตัวกันที่ลานประลองยุทธ์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกลางของเขาจงเหอ “เมื่อครบทุกคนแล้ว ข้าจะอธิบายกฏระเบียบให้ฟัง” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากเมิ่งกู่ซึ่งยืนอยู่กลางลานประลองยุทธ์ สำนักหลินกวงมีกฏสำคัญที่โทษถึงตายเพียงสามข้อ หนึ่งห้ามทำร้ายกันเองจนเสียชีวิตหรือพิการนอกจากการต่อสู้ที่ลานประลองแห่งชีวิตเท่านั้น สองห้ามทรยศต่อสำนักไม่ว่ากรณีใดและสามห้ามถ่ายทอดวิชายุทธ์ของสำนักให้แก่คนภายนอก ส่วนกฏที่เหลือส่วนใหญ่มีโทษเพียงกังขังหรือมากสุดเพียงการโบยไม่กี่ครั้งเท่านั้น ในด้านการฝึกยุทธ์ ทางสำนักจะมีวัตถุดิบและตำรายุทธ์ให้ตามความสามารถ ทุกสามวันจะมีผู้อาวุโสมาให้คำแนะนำ แต่หากต้องการคำแนะนำนอกเวลาดังกล่าว ศิษย์จะต้องจ่ายหินปราณเป็นการตอบแทน ศิษย์ใหม่จะต้องบรรลุระดับวิญญาณภายในเวลาหนึ่งปีและเข้าทดสอบเพื่อกลายเป็นศิษสายใน หากไม่บรรลุระดับพลังหรือทดสอบไม่ผ่านจะถูกขับออกจากสำนักและไม่สามารถทดสอบเข้าเป็นศิษย์ใหม่ได้อีก มู่เฉินไม่ค่อยสนใจเรื่องราวเหล่านี้มากมายนัก แต่มีหนึ่งสิ่งที่เขารับฟังอย่างตื่นเต้น นั่นคือรางวัลของผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับแปดดาวขึ้นไป นั่นคือการได้เข้าหอสวรรค์เสินหู่ ในปีนี้มีผู้ที่ได้เข้าไปหอสวรรค์เสินหู่ทั้งสิ้นเจ็ดคนคือ มู่เฉิน ยู่เหยียน หลิงเอ๋อ ตู๋กูหยาง ชงเตียน ฉีจื่อลั่วและว่านเจียว โดยทั้งเจ็ดจะได้เข้าหอสวรรค์เสินหู่ในอีกสามวันข้างหน้า การอธิบายกินเวลาราวครึ่งชั่วยาม จากนั้นเมิ่งกู่ปล่อยให้ศิษย์ใหม่ทั้งแปดสิบคนแยกย้ายเพื่อไปรับวัตถุดิบฝึกยุทธ์และตำรายุทธ์ที่ตึกสมบัติ ตึกสมบัติตั้งอยู่เขตกลาง มันเป็นอาคารสี่ชั้นเช่นเดียวกับตึกปราณแต่มีขนาดที่เล็กกว่า ชั้นแรกใช้สำหรับแจกจ่ายของสำหรับฝึกยุทธ์แก่ศิษย์ ชั้นสองเป็นพื้นที่สำหรับซื้อขายอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ชั้นสามเป็นพื้นที่ซื้อขายสมุนไพรและโอสถ ส่วนชั้นสี่เป็นที่พักของหัวหน้าตึก มู่เฉินเดินเข้าด้านในตึกสมบัติพร้อมกับมู่หาน ยู่เหยียนและหลิงเอ๋อ เมื่อพ้นประตูเข้าไปพวกเขาก็พบกับพื้นที่สำหรับแจกจ่ายวัตถุดิบฝึกยุทธ์ พื้นที่แจกจ่ายมีรุ่นเยาว์ต่อแถวนับสิบคน ผู้อาวุโสที่กำลังแจกจ่ายวัตถุดิบฝึกยุทธ์เป็นชายชรารูปร่างผอมแห้ง ตามคำอธิบายของเมิ่งกู่ คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้อาวุโสชานผิง มู่เฉินไม่กล้าส่งปราณเข้าไปตรวจสอบ เขาได้แต่คาดเดาคร่าวๆ ว่าชานผิงน่าจะอยู่ระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด โดยดูจากปราณที่เขาปล่อยออกมารอบกาย เวลาผ่านไปไม่นาน ศิษย์ที่ต่อแถวยาวก็ลดสั้นลงจนถึงรอบของมู่หาน “มู่หาน ศิษย์ใหม่สายปราณยุทธ์” มู่หานคาราวะผู้อาวุโสชานผิง “นี่ของเจ้า รับไป อีกหนึ่งเดือนค่อยกลับมาใหม่ หรือหากต้องการซื้อขายก็ไปที่ชั้นสองกับชั้นสาม” ผู้อาวุโสชานผิงพูดอย่างเฉยเมยพร้อมกับส่งขวดโอสถให้มู่หาน โอสถที่สำนักมอบให้ศิษย์ในแต่ละเดือน จะยึดตามความจำเป็นของศิษย์แต่ละสายเป็นหลัก ศิษย์ใหม่สายปราณยุทธ์จะได้รับน้ำยาปราณเดือนละสิบขวดและยาวิญญาณห้าเม็ด ส่วนศิษย์ใหม่สายวิญญาณจะได้รับน้ำยาปราณห้าขวดและยาวิญญาณสิบเม็ด ใช้เวลาไม่กี่ลมหายใจ ทั้งสี่ก็ได้รับโอสถครบถ้วน มู่เฉินหันไปมองที่บันไดสำหรับขึ้นไปสู่ชั้นสองอย่างสนใจ เมื่อยู่เหยียนเห็นอาการของเขาก็สามารถคาดเดาได้ทันที นางเดินนำขึ้นบันไดพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย ชั้นสองเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชั้นวางของ มีการแบ่งสัดส่วนของภายในอย่างเป็นระเบียบ ทั้งส่วนอาวุธ เกราะ แผนที่และวัตถุโบราณลึกลับ มู่เฉินส่งปราณเทวะสำรวจทั่วบริเวณแต่ไม่พบสิ่งของใดที่น่าสนใจจึงเดินขึ้นไปยังชั้นสามอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างกับมู่หานและหลิงเอ๋อที่กำลังมองหาอาวุธอย่างสนใจ ชั้นสามมีการจัดสัดส่วนเช่นเดียวกับชั้นสอง แตกต่างเพียงแค่ของที่ชั้นสามเป็นสมุนไพร โอสถและอุปกรณ์หลอม มู่เฉินตรวจสอบสมุนไพรนับพันชนิดอย่างสนใจ โดยเฉพาะสมุนไพรที่หาไม่ได้จากเหวหมื่นอสูร ผู้อาวุโสประจำชั้นสามมองมู่เฉินด้วยความแปลกใจ การเดินสำรวจสมุนไพรของมู่เฉิน คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าเขาเดินสะเปะสะปะแต่ผู้อาวุโสปี้เสี่ยวชิงกลับไม่มองเช่นนั้น จุดที่มู่เฉินดูล้วนแต่เป็นสมุนไพรที่มาจากนอกเขตเมืองร้อยบรรพต หากจะกล่าวว่าเป็นเหตุบังเอิญคงไม่แม่นยำทุกจุดเช่นนี้ นั่นหมายความว่ามู่เฉินคือผู้ที่แตกฉานเรื่องสมุนไพรอย่างแท้จริง “หนุ่มน้อย มีอะไรให้พี่สาวช่วยหรือไม่?” ผู้อาวุโสปี้เสี่ยวชิงถามด้วยรอยยิ้ม “พี่สาว...อ่า...ผู้อาวุโส ข้าขออภัย” มู่เฉินกำลังตอบกลับด้วยคำเรียกพี่สาวแต่เมื่อมองเห็นตราหยกผู้อาวุโสที่ห้อยอยู่ที่เอวปี้เสี่ยวชิงเขาจึงรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “ฮี่ ฮี่ ฮี่ ไม่ต้องมากพิธีเช่นนั้น ข้ากับเจ้าก็อายุไม่ต่างกันมากนัก หรือเจ้ามองว่าข้าแก่แล้ว?” นางตอบอย่างเป็นกันเอง มู่เฉินถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำหยอกล้อจากนาง เขามองปี้เสี่ยวชิงอย่างละเอียดอีกครั้ง นางน่าจะมีอายุราวยี่สิบเจ็ดปีและมีความงามในแบบผู้ใหญ่ หลังจากมองใบหน้าที่งดงามของนางเพียงสามลมหายใจ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวมู่เฉิน “ผู้อาวุโส...เอ่อ พี่สาว ข้าขอทราบนามท่านได้หรือไม่?” มู่เฉินกล่าวตะกุกตะกัก “ปี้เสี่ยวชิง แต่เจ้าควรเรียกข้าว่าพี่สาว” “ปี้เสี่ยวชิง? เอ่อ ท่านรู้จักคนชื่อ ปี้ซินและปี้เสวียนจากหอประมูลยู่อิงหรือไม่?” มู่เฉินกล่าวถามอย่างสงสัย “เอ๋...เจ้ารู้จักพวกนางด้วยรึ? ข้าย่อมรู้จักพวกนางเพราะเราทั้งสามคนเป็นพี่น้องกัน” “โอ้ บังเอิญยิ่งนัก ข้ารู้จักพี่สาวปี้ซินและพี่สาวปี้เสวียนเมื่อไม่นานมานี้ แต่นับว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” มู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวปี้เสี่ยวชิง ข้าอยากแนะนำคนผู้หนึ่ง นางคือยู่เหยียนเป็นคุณหนูหอประมูลยู่อิง” มู่เฉินผายมือแนะนำยู่เหยียน “คาราวะผู้อาวุโส” ยู่เหยียนพูดอย่างสุภาพ “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าคงปวดหัวกับน้องสาวทั้งสองของข้าไม่น้อย” ปี้เสี่ยวชิงกล่าวกับยู่เหยียน “หาได้เป็นเช่นนั้น พวกนางล้วนดูแลงานได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่พวกนางสำคัญต่อหอประมูลยู่อิงสาขาเมืองร้อยบรรพต ไม่เช่นนั้นข้าคงพาพวกนางมาประจำที่สาขาเขาจงเหอแล้ว” ยู่เหยียนตอบด้วยรอยยิ้ม “เป็นเช่นนั้นก็ดี เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนเถอะ ขึ้นมาชั้นสามมีเรื่องใดให้ข้าช่วยหรือไม่?” ปี้เสี่ยวชิงเปลี่ยนเรื่องกลับมาที่สมุนไพรที่ชั้นสาม “พี่สาว ข้าต้องการ ดอกโถวฮวา หญ้าวิญญาณเซียน . . . .” มู่เฉินกล่าวชื่อสมุนไพรมากกว่าสิบชนิดออกมาอย่างรวดเร็ว ปี้เสี่ยวชิงมองเขาด้วยแววตาเหลือเชื่อ อายุเพียงเท่านี้กลับรู้จักสมุนไพรมากมาย ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก “เจ้าเป็นนักหลอมโอสถ?” นางกล่าวถาม “เอ่อ...ข้าเพียงเริ่มฝึกเท่านั้น” มู่เฉินตอบตามความจริง ปี้เสี่ยวชิงมองเขาอย่างพินิจ จากนั้นเดินไปหยิบสมุนไพรตามที่เขาต้องการ “ทั้งหมดนี่สี่หมื่นหินปราณ เจ้าจะซื้อมันทั้งหมด?” นางถามอย่างสงสัย ปกติศิษย์ใหม่จะไม่สามารถจ่ายมันได้ “แน่นอน ข้าต้องการมันทั้งหมด นี่สี่หมื่นหินปราณ” มู่เฉินรับสมุนไพรด้วยรอยยิ้ม “เจ้าร่ำรวยไม่น้อยเลย ตระกูลเจ้าคงจะคาดหวังเจ้าไว้มาก” ปี้เสี่ยวชิงกล่าว ทันทีที่ได้ยินคำพูดของนาง ใบหน้ามู่เฉินหมองคล้ำลงทันที ท่าทางของเขาทำให้นางถึงกับทำตัวไม่ถูก ยู่เหยียนที่อยู่ด้านข้างส่งข้อความผ่านปราณไปยังปี้เสี่ยวชิง เมื่อรับฟังเรื่องราวของมู่เฉินทำให้นางถึงกับหน้าซีดลงอย่างชัดเจน “น้องชาย ข้าไม่ทราบว่าเจ้าผ่านเรื่องราวเช่นนั้นมา หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธเคืองข้า” นางพูดอย่างอ่อนโยน “ข้าจะโกรธเคืองท่านได้อย่างไร ท่านมิได้ทำอะไรผิด มันเป็นที่ข้าเองที่ไม่ยอมรับความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้” มู่เฉินปรับสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว หลังจากพูดคุยกันอีกไม่นาน มู่เฉินกับยู่เหยียนก็กลับลงมายังชั้นสอง ในชั้นสองพี่น้องมู่หานกับหลิงเอ๋อกำลังสำรวจเกราะอ่อนที่พึ่งซื้อมาด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ “พี่มู่เฉิน ท่านดูเกราะอ่อนชิ้นนี้ มันเหมาะกับข้าหรือไม่?” เมื่อเห็นมู่เฉินนางรีบกล่าวโอ้อวดทันที “เหมาะมาก สามารถใส่ไว้ด้านในชุดได้อย่างง่ายดาย เจ้าตาถึงไม่น้อย” มู่เฉินกล่าวชม “ตั้งแต่เข้าเป็นศิษย์สำนักหลินกวงยังไม่ทันได้ฉลองกันเลย งั้นคืนนี้เรามาดื่มกันดีหรือไม่” มู่เฉินเสนอความคิด “เจ้ายอมรับมาเถอะว่าต้องการดื่ม ไม่ต้องอ้างเรื่องงานฉลอง” ยู่เหยียนกล่าวอย่างรู้ทัน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นความคิดที่ดี งั้นเราไปกินที่ที่พักของเจ้าน่าจะเหมาะที่สุด” มู่หานกล่าว จากนั้นทั้งสี่ก็ออกจากตึกสมบัติและแยกย้ายไปเตรียมของสำหรับมื้อค่ำ มู่เฉินกับมู่หานรับหน้าที่ตรียมพื้นที่ส่วนหลิงเอ๋อและยู่เหยียนเตรียมเรื่องอาหาร