“คุณข้าวหอมครับ... คุณกับผอ. เรื่องราวมันเป็นมายังไงเหรอครับ ขอโทษนะครับที่ผมถาม” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอยากรู้ หากไม่มีสกิลผมคงไม่กล้าถามคำถามนี้ออกไป
ข้าวหอมยิ้มบาง ๆ ให้ผม ก่อนจะตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเฉย ๆ กับเรื่องนี้แล้ว แต่สิ่งที่ไม่ชอบก็คือตอนที่เขาพยายามจะแยกหนูออกจากแม่...ก็เท่านั้นเอง”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เข้าไปคุยกันในห้องรับแขกไหมคะ”
“เอ่อ...คือว่า” ผมพูดติดขัดทันทีที่ได้ยินคำชวน เพราะจริง ๆ แล้วผมต้องรีบกลับ ไม่ได้คาดคิดว่าเธอจะชวนเข้าไปนั่งคุยด้านใน
“หรือว่าคุณต้องกลับแล้ว?” ข้าวหอมเอ่ยพลางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ใช่ครับ ผมลืมไปเลย ผมนี่ถามอะไรคุณก็ไม่รู้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่มีเวลา” ผมตอบพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างเก้อ ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณเพิ่งมาทำงานให้เขาเหรอคะ หนูไม่คุ้นหน้าเลย”
“ใช่ครับ ผมเป็นคนขับรถประจำตำแหน่งของผอ.”
“อ๋อ...งั้นก็ไม่ได้ประจำอยู่ที่บ้านของเขาใช่ไหมคะ”
“ครับ ผมประจำอยู่ที่โรงพยาบาล”
ข้าวหอมเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องผมเหมือนกำลังพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามเบา ๆ “ขอโทษนะคะ...คุณอายุเท่าไหร่เหรอคะ”
“25 ครับ แล้วคุณล่ะครับ” ผมตอบกลับทันที
“หนูอายุ 21 ค่ะ หนูจะเรียกคุณว่าพี่นะคะ พี่เป็นพี่หนูตั้งสี่ปี แล้วก็เรียกหนูว่าน้องก็ได้ เรียกว่าคุณมันดูไม่ค่อยเข้ากับหนูเท่าไหร่”
“ได้ครับ งั้นเรียกน้องข้าวก็แล้วกัน...หรือน้องหอมดี” ผมพูดหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
ข้าวหอมหัวเราะทันที ก่อนจะตอบอย่างอ่อนโยนว่า “แล้วแต่พี่เลยค่ะ”
ผมเหลือบมองจอโปร่งแสงที่ลอยอยู่ เวลาที่เหลือไม่มากแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “อืม...พี่ต้องไปแล้ว งั้นเราแลกไลน์กันไว้ดีไหม”
“ได้ค่ะ...” ข้าวหอมตอบแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
หลังจากนั้น ผมกับเธอก็แลกไลน์กัน ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับไปยังโรงพยาบาลสาขาใหญ่ทันที
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก
ตอนนี้เป็นเวลา 18.20 น. รถของผมแล่นออกจากตัวเมืองกรุงเทพมาได้กว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว จุดหมายปลายทางคือบ้านหลังหนึ่งของตาแก่ธนกฤต ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเขาจะไปที่นั่นทำไม
สิบนาทีต่อมา รถของผมก็เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันตั้งอยู่ในซอยเล็กที่คดเคี้ยวและซับซ้อนพอสมควร ตัวบ้านเองถือว่าใหญ่ มีสองชั้น ดูโอ่อ่า ผมมองเข้าไปเห็นลานกว้างหน้าบ้าน มีรถยนต์จอดเรียงอยู่สี่คันและอาจจะมากกว่านั้นผมมองไม่ชัด คิดดูแล้วคงไม่ใช่แค่ตาแก่ธนกฤตคนเดียวที่มาที่นี้
“คุณวายุ…ประมาณสามทุ่มมารับผมนะ ระหว่างนี้คุณก็ตามสบาย” ผอ.เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะเงียบไปแล้วเอื้อมมือเปิดประตูรถเตรียมจะลง
แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออกไป เขาหันกลับมามองผมพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทิ้งประโยคไว้ว่า
“อ้อ…เรื่องที่ผมมีบ้านอยู่ที่นี่…คุณคงรู้นะว่าต้องทำยังไง”
เขาพูดด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับควบคุมทุกอย่างได้อย่างใจ ก่อนจะก้าวลงจากรถไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผมนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย คิดอยู่ว่าควรทำอะไรต่อจากนี้ดี ตาแก่นั่นก็ทำท่ากวนประสาทใส่ผมเหลือเกิน ราวกับตัวเองเป็นผู้สูงศักดิ์เสียอย่างนั้น
“โถ่…ไอ้แก่เอ้ย” ผมหลุดสบถออกมาเบา ๆ
ติ๊ง...
[ค่าตอบแทนรับ-ส่ง 100,000 บาท ]
[เนื่องจากความสนิทระดับ 2 ค่าตอบแทน X 4 = 400,000 บาท]
“ฉันทำแต่งานไม่มีเวลาไปใช้เงินเลยแฮะ แต่ก็ไม่รู้จะใช้มันทำอไรอยู่ดีตอนนี้ เก็บไว้ก่อนแล้วกัน” ผมคิดในใจ
“ว่าแต่ตาแก่นั่นมาทำอะไรที่นี่กันนะ...” ผมเอ่ยขณะที่สายตามองเข้าไปในบ้าน ที่ผอ.เพิ่งเดินเข้าไป
ผมลองเอ่ยถามระบบเล่น ๆ ว่า “ระบบ...แกรู้ไหมว่าตาแก่นั่น มาทำอะไรที่นี่”
[ไม่ทราบครับ]
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ พึมพำว่า “กะแล้วเชียว...”
[แต่ถ้าหากว่าคุณอยากรู้ว่าคุณธนกฤตทำมาทำอะไรที่นี่ ระบบมีสกิลที่อาจจะช่วยคุณได้]
ติ๊ง...
[คุณได้รับสกิล ล่องหน]
[เอฟเฟกต์: เมื่อคุณใช้กับตัวเอง ร่างกายของคุณจะล่องหนทันที เป็นเวลา 60 นาที เอฟเฟกต์พ่วง เสียงทุกอย่างที่เกิดจากคุณผู้อื่นจะไม่ได้ยิน]
[คุณได้รับสกิล ตรวจสอบ]
[เอฟเฟกต์: เมื่อใช้กับใครก็ตาม ข้อมูลของเป้าหมายจะปรากฏทันที / ใช้งานได้ไม่จำกัดครั้ง แต่ต้องจ่าย 500,000 บาท ต่อการใช้หนึ่งครั้ง]
ผมเผลอเบิกตากว้างเล็กน้อย เมื่อเห็นแจ้งเตือนจากระบบ ผมลองคิดในใจว่า ถ้าใช้สกิลนี้ตอนนี้...ผมจะสามารถแอบเข้าไปดูว่าเขาทำอะไรในบ้านหลังนั้นได้โดยไม่มีใครเห็น
อีกหนึ่งสกิลที่ระบบมอบให้คือ สกิลตรวจสอบ หากต้องการใช้งาน จำเป็นต้องจ่าย ห้าแสนบาท แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคือข้อมูลของคนที่เราอยากรู้จัก
เมื่อเห็นดังนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของผม ผมก้าวลงจากรถก่อนจะเก็บรถยนต์คันใหญ่ของตัวเองเข้าไปไว้ในคลาวด์อย่างรวดเร็ว
“ระบบใช้สกิลล่องหน” ผมเอ่ยเบาๆ
[รับทราบ สกิลไว้ล่องหนทำงาน ระยะเวลา 60 นาที / คูลดาวน์ 24 ชั่วโมง ใช้งานได้อีกวันพรุ่งนี้เวลา 18.40 น.]
ทันใดนั้น หลังจากที่ผมใช้สกิลล่องหน ร่างกายก็เปล่งประกายแสงสีขาวออกมา ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป จากนั้นทุกส่วนของร่างกายก็หายลับตา ผมยกมือขึ้นมา แต่สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า มือของผม รวมถึงทุกส่วนที่สายตาสามารถมองเห็นได้ ล้วนหายไปหมดสิ้น
ผมหัวเราะลั่นด้วยความสุข ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้สกิลดี ๆ แบบนี้มา และไม่เคยคิดด้วยว่ามันมีอะไรที่ทำให้ผมหายตัวได้จนถึงตอนนี้
ผมก้าวเดินผ่านประตูใหญ่หน้าบ้านที่ไม่ได้ล็อคไว้ จึงไม่ต้องเสียเวลาไปปีนให้เหนื่อย ระหว่างทาง ความคิดมากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวว่าจะนำสกิลนี้ไปใช้กับเรื่องต่าง ๆ ทั้งด้านที่ดี…และด้านที่อาจไม่ดีนัก
สิ่งแรกที่ผมเลือกทำกลับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้ผมเดินเข้ามาถึงตัวบ้านแล้ว การจะเดินไปเปิดประตูตรง ๆ นั้นถือว่าโง่เขลา หากมีใครเห็นเข้า ต่อให้เขาไม่เห็นผมที่เปิดก็ตาม แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี ผมจึงเบี่ยงทางไปอีกด้าน เหยียบพื้นหญ้านุ่ม ๆ สี่ห้าก้าว จนมาหยุดที่หน้าต่างบานหนึ่งซึ่งมีแสงสว่างลอดออกมา
ผมชะโงกหน้าแอบมองเข้าไปอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าจะมีใครเห็น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือห้องนั่งเล่นพอดี และภาพที่ผมเห็นทำให้ใจสะดุ้งเล็กน้อย แม้จะไม่ถึงกับตกใจมากนัก
ผอ.กำลังถอดเสื้อสูทออก แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุ้งไม่ใช่ภาพนั้น หากเป็นสิ่งที่อยู่ภายในห้องนั่งเล่นต่างหาก มีคนอยู่ราวสิบคน ผู้ชายสี่คนรวมถึงผอ. และผู้หญิงอีกหกคนบางทีอาจจะมากกว่าเพียงแต่ผมไม่เห็น ยังไม่นับบรรดาคนใช้ในบ้านที่ไม่ได้ปรากฏตัวตรงนั้น
หลังจากผอ.ถอดเสื้อสูทออกแล้ว เขาก็เดินไปหย่อนตัวลงบนโซฟา ซึ่งมีสาวสวยสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งคู่ยิ้มหวานแต่งตัวเซ็กซี่ดึงดูดสายตา ผอ.นั่งแทรกกลางอย่างไม่ลังเล มือเหี่ยวย่นเลื่อนโอบสะโพกพวกเธอราวกับเป็นเรื่องที่เขาทำเป็นประจำจนชินชา
“โอ้…ตาแก่นี่ไม่เบาเลยแฮะ” ผมพึมพำในใจ
บนโซฟาตรงหน้า ไม่ได้มีแค่ผอ.เท่านั้น โซฟาข้างเขายังมีชายวัยไล่เลี่ยกันนั่งรวมอยู่ด้วย แต่ละคนต่างหัวเราะเอิกเกริกอย่างอารมณ์ดี มือไม้ก็พาดโอบสาวสวยที่แนบชิดอยู่ข้างกายไม่ต่างกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเริงร่าที่ชวนให้ผมอดส่ายหัวไม่ได้