เริ่มงานวันแรก
วันแรกของการทำงานในตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตรายวันและมันก็คือครั้งแรก ฉันพยายามบอกตัวเองอยู่เสมอั้แ่ก้าวแรกที่เข้ามาในโรงงานแห่งนี้“อดทนนะแพร เพื่อผู้ชาย พักเที่ยงคงได้เจอหน้าเขานะ”
เวลา12.00 น.
พนักงานใหม่สาวสวยที่ออร่าเปล่งปลั่งจนสะดุดตาหนุ่มๆเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร มือทั้งสองข้างถือจานข้าวและแก้วน้ำ สายตาสอดส่ายมองหาใครบางคน
“ขอนั่งด้วยคนได้มั้ย”เสียงดีใจเอ่ยถามขึ้นมา ในที่สุดฉันก็มองหาบุคคลเป้าหมายของฉันจนเจอ และเดินเข้าไปหาเขาที่โต๊ะ
“มาได้ยังไง” เสียงทุ้มใถามขึ้นมา แน่ล่ะสิเขาไม่คิดว่าจะได้พบฉันในโรงงานที่ตัวเองทำงานอยู่
“เพิ่งมาเริ่มงานวันนี้เป็วันแรก ขอนั่งทานข้าวด้วยคนนะ ปกป้อง” ฉันเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเน้น และไม่รอให้เข้าอนุญาตก็วางจานข้าวและแก้วน้ำลงบนโต๊ะก่อนจะดึงเก้าอี้ขยับมานั่งฝั่งตรงข้ามกับเขา
[ปกป้อง]
“ผู้หญิงคนนี้ทำไมช่างแปลกพิลึกคนตามมาทำงานถึงที่เดียวกันโรคจิตหรือเปล่า” เขามองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาแปลกใจปกป้อง คิดประโยคนี้ขึ้นมาในหัวตัวเองอย่างสงสัย
“ตั้งใจ หรือบังเอิญกันแน่”เสียงทุ้มเบาที่มีเสน่ห์ของเขาเอ่ยถามฉันขึ้นมา
“ตั้งใจ ฉันตั้งใจ” ใบหน้าทะเล้นของฉันกำลังตอบเขาอย่างมั่นใจและมั่นหน้ารอยยิ้มของฉันตอนนี้ที่แสดงออกมาอาจจะสดใสสำหรับใครหลายคนแต่คงไม่ใช่สำหรับเขา
“ปกป้องแกไม่คิดจะแนะนำให้เพื่อนรู้จักหน่อยเหรอวะ” เพื่อนในกลุ่มของเขาพูดแทรกขึ้นมา
“แนะนำอะไรฉันเองก็ไม่รู้จักเธอเหมือนกัน” เสียงทุ้มเยือกเย็นใบหน้าแววตาที่นิ่งขรึมตอบเพื่อนของเขากลับไป
“ถ้าแกไม่รู้จัก งั้นพวกฉันทำความรู้จักเองก็ได้”เพื่อนของเขาพูดขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มแนะนำตัว ทำความรู้จักพูดคุยกับฉันยกเว้นก็แต่เขาที่นั่งนิ่งเมินเฉยไม่สนใจ
3 เดือนต่อมา
จากวันแรกที่มาเริ่มทำงานผ่านมานานถึง 3เดือน ที่ฉันมานะพยายามเข้าหาปกป้อง ชายหนุ่มที่เ็าไม่สนใจฉันแม้จะมีหนุ่มอื่นมากมายมาให้ความสนใจฉัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายและไม่อาจทำให้ฉันเปลี่ยนใจจากเขาได้
เย็นวันเสาร์
หลังเวลาเลิกงานของวันนี้แปลกจากทุกๆวันในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา
“เย็นนี้ว่างหรือเปล่า” เขามายืนดักรอฉันอยู่ที่ตรงประตูทางออกจุดสแกนบัตรพนักงาน
“ถ่า ถ่า ถามฉันเหรอคะ” เสียงของฉันตื่นเต้นกุกกัก เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ถามคุณนั่นแหละ” เสียงนิ่งสุขุมพร้อมใบหน้าเพิกเฉยเอ้า! ถ้าจะเฉยแบบนี้จะมาถามฉันเพื่ออะไร
“ว่าง ว่างสิ” แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะฉันก็รีบตอบกลับเขาไปทันทีไม่ปล่อยให้เขารอถึงแม้น้ำเสียงของฉันจะฟังดูลุกลนไปหน่อย “ทำไมเหรอถามทำไม จะชวนฉันไปไหนหรือเปล่า”
“มีเื่อยากคุยด้วย”
“ได้สิ จะไปคุยที่ไหนดีล่ะคอนโดของฉันมั้ย” ดวงตาลุกวาวของฉันถามเขาออกไปอย่างลืมตัวเพราะมัวแต่ดีใจเขายอมใจอ่อนแล้วแน่ๆ
“เกินไปแล้ว เป็ผู้หญิงชวนผู้ชายไปห้อง”เขาพูดด้วยเสียงตำหนิก่อนจะหมุนตัวเดินนำหน้าฉันไปที่โรงจอดรถของพนักงาน
แต่ยังไงฉันก็ไม่ถือสาคำพูดของเขาหรอกฉันรีบจ้ำเท้าเดินตามเขาไปติดๆ
“ฉันไม่ได้ชวนใครง่ายๆและไม่เคยชวนผู้ชายไปห้อง คุณคือคนแรกและคนสุดท้าย” เสียงกระหืดกระหอบพูดตามหลังขณะที่เท้าทั้งสองข้างของฉันก็ยังไม่ได้หยุดเดิน
ตุ๊บส์!! “โอ๊ย” เขาหยุดเดินกะทันหันเมื่อสิ้นประโยคนั้นที่ฉันพูดทำให้ฉันเดินชนแผ่นหลังของเขาเข้าซะเต็มแรง
“จะหยุดเดินทำไมไม่บอกกันมั้ง”เสียงใสๆ บ่นตำหนิชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้า แต่สีหน้าของฉันก็ไม่ได้แสดงถึงอารมณ์โกรธนะ
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ”เขาถามย้ำกลับมา แววตาของเขามองจ้องมาที่ฉัน สายตาที่ทำให้ฉันอยากจะละลายลงต่อหน้าเขาแต่ก็ต้องรวบรวมความกล้าพูดประโยคนั้นให้เขาฟังอีกครั้ง
“ฉันพูดว่า ฉันไม่ได้ชวนใครง่ายๆและไม่เคยชวนผู้ชายไปห้อง คุณคือคนแรกและคนสุดท้าย ได้ยินชัดหรือยัง” เสียงของฉันหนักแน่น แววตาแสดงความแข็งกล้ามุ่งมั่น เอาจริง ออกมา
“พูดแบบนี้จนผู้ชายตายใจสินะ”เขาพูดขึ้นมาพร้อมโยนหมวกกันน๊อคใบหนึ่งใส่มือฉัน กะว่าต้องรับหมวกนั้นได้พอดี
“โธ่” ฉันรับหมวกกันน๊อคใบที่เขาโยนมาให้แทบจะไม่ทันจึงอุทานออกไปด้วยความหมั่นไส้ที่เขาไม่ยอมยื่นหมวกให้ดีๆ
วันนี้ฉันได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คู่ใจของเขามือเล็กๆ เกาะจับที่เอวของเขา จริงๆ อยากกอดรัดแน่นๆ ใบหน้าติดกับแผ่นหลังของเขา กลิ่นกายที่น่าหลงใหลทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัว
ร้านหมูกระทะ
สายตาของฉันอึ้งไปสักพัก “พามานั่งคุยที่ร้านหมูกระทะนี่นะ”ฉันก้าวขาลงจากรถ ถอดหมวกกันน๊อคออก ถามเขาด้วยเสียงใเล็กน้อย
“ใช่ ทำไมร้านแบบนี้นั่งไม่ได้หรือยังไง” เขาถามกลับมา
“ไม่ใช่แบบนั้นฉันว่าคุณไม่ได้อยากคุยหรอก คุณอาจจะหิวและไม่อยากมาทานคนเดียวแน่นอน”
“เฮ้อ” ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆพร้อมถอนหายใจออกมา
ขณะที่ฉันและเขากำลังนั่งปิ้งแผ่นหมูบางๆบนเตากระทะร้อนๆ พลิกกลับไปมานั้น ปกป้อง ก็ได้เริ่มคำถามต่างๆ ขึ้นมา
“คุณชอบผมเหรอ” น้ำเสียงปกติถามขึ้นมาแต่สายตาของเขามองไปที่หมูสามชั้นบางๆ ที่ตะเกียบของเขาคีบวางย่างบนเตาร้อนแทนการมองมาที่ฉัน
คำถามนั้นอาจจะทำให้ชะงักไปบ้างเล็กน้อยแต่มันก็ไม่ได้เป็คำถามที่ตอบยาก ความจริงก็คือความจริง
“ใช่ฉันชอบคุณ”
“แล้ววิ่งไล่ตามผู้ชายทุกคนที่ชอบแบบนี้เลยหรือยังไง”
“เปล่า ไม่เคยวิ่งไล่ตามจับผู้ชายมีแต่ผู้ชายมาคอยวิ่งไล่ตามจับฉัน แต่ยกเว้นเพียงแค่คุณคนเดียวที่ฉันต้องไล่ตาม”
“ชอบคนง่ายขนาดนั้นเลยเหรอรู้จักกันไม่กี่วันก็ลงทุนมาตามจับถึงที่ทำงาน”
“ฉันไม่ได้เพิ่งจะมาชอบคุณ” ฉันพูดสวนกลับทันทีที่เขาพูดจบ
“เข้าเื่เลยนะ”เสียงของเขาพูดโทนนิ่ง พร้อมสายตาจริงจังมองจ้องมาที่ฉัน
“อื้ม”เสียงตอบรับในลำคอดังออกมา
“เมื่อ 3 เดือนก่อนผมถูกผู้หญิงที่ผมรักหักหลัง” เขาเริ่มเล่าเื่ราวโดยไม่ถามว่าฉันอยากจะรู้หรือไม่
“ห๊ะ แล้วยังไง” ฉันใและถามกลับเพราะไม่เข้าใจว่าอยู่ๆเขาจะมาเล่าให้ฟังเพื่ออะไรเพื่ออะไรคะพ่อหนุ่ม
“ผู้หญิงคนนั้นบอกเลิกผมทางอ้อมด้วยการเอาการ์ดแต่งงานของเธอมาเชิญผมให้ไปร่วมงานแต่งของเธอกับผู้ชายคนอื่น”
น้ำเสียงของเขานิ่งแต่กลับเดาออกไม่ยากว่าภายในใจของเขามันได้ซ่อนความเ็ปจากแผลนั้นเอาไว้อยู่
“แล้วคุณได้ไปหรือเปล่า”น้ำเสียงเบาแสดงถึงความห่วงใยของฉันถามขึ้นมา สายตาอ่อนโยนและความห่วงใยฉันมีให้เขาโดยที่เขาไม่ต้องร้องขอมันแม้แต่น้อย
“งานแต่งของเธอจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ผมควรจะไปหรือเปล่า” เสียงของเขานิ่งเบาแสดงความเศร้าออกมาอย่างชัดเจน
“ผู้หญิงคนนั้นเธอทิ้งคุณด้วยเหตุผลอะไรเหรอคะเื่ระหว่างคุณสองคนจบด้วยดีหรือเปล่า”
“สำหรับผมคิดว่าคงไม่ใช่การจบด้วยดีมันจบลงอย่างไม่สวยงาม ด้วยเหตุผล เพราะผมฐานะไม่ร่ำรวยเธอดูถูกความรักและทุกสิ่งที่ผมทุ่มเททำเพื่อเธอมาตลอดหลายปีด้วยการเอาคำว่ารักมาหลอกใช้ผม”เขากำลังมีความรู้สึกดูถูกตัวเองผ่านน้ำเสียงและสีหน้าที่กำลังแสดงออกอย่างไม่รู้ตัว
ดูเหมือนว่าหมูสามชั้นแผ่นบางบนเตากะทะที่ร้อนระอุนั้นคงจะต้องไหม้เป็ผงถ่าน ตอนนี้เราสองคนไม่มีใครสนใจมองชิ้นหมูที่กำลังจะไหม้เกรียมนั้นเลยการมาทานหมูกะทะที่ไม่มีหมูตกถึงท้องสักคำเมื่อบรรยากาศเวลานี้มันดราม่าไม่มีชิ้นดี
“คุณอยากจะไปร่วมงานแต่งงานนั้นหรือเปล่าและถ้าคุณอยากจะไป คุณอยากจะไปในฐานะอะไร” ฉันมองเขาไม่ละสายตาพร้อมตั้งคำถามนั้นยิงปังเข้าไปในอกเขา
ชายหนุ่มนั่งเงียบครุ่นคิดไประยะหนึ่งมือของเขายกแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้วไปหลายรอบกว่าเขาจะตอบคำถามออกมา
“อยากไป”เสียงของคนเริ่มเมาตอบกลับมาสั้นๆ ปัง!แก้วเบียร์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง
“ถ้าอยากจะไป คุณก็ไปสิไม่เห็นจะยากเลย ทำตามที่หัวใจของคุณ้า ก็เท่านั้นเอง” ฉันบอกเขาด้วยน้ำเสียงยุแยงหนักแน่นให้เขาทำตามที่เขาอยากจะทำโดยไม่รั้งห้ามภายในความเงียบที่เขากำลังตัดสินใจ ฉันจึงเสริมแรงให้มันหึกเหิมขึ้น
“มันคงไม่มีอะไรเ็ปมากไปกว่าที่ผ่านแล้วล่ะคุณว่าจริงมั้ย” ฉันเม้มปากสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อพูดจบ ที่เหลือก็ให้เขาตัดสินใจเอาเอง
***