บทที่ 4
ตลาดมืด
เมืองไป๋สือ
ม่านราตรีปกคลุมท้องนภาจันทราสีเงินแขวนเด่นอยู่บนท้องนภา เมืองไป๋สือทางทิศใต้เต็มไปด้วยความเงียบสงัด
ภายในเมืองไป๋สือถูกแบ่งออกเป็ทั้งหมดสี่เขต ทางเหนือเป็เขตที่มีจวนของตระกูลขุนนางใหญ่และชนชั้นสูงของเมืองไป๋สือ ทางทิศตะวันออกเป็ย่านที่มีคนธรรมดาอาศัยอยู่มากที่สุด มันก็คือที่ที่สวีหยางอาศัยอยู่ ทางทิศตะวันตกเป็ย่านที่มีกิจการการค้าขายกว่าเจ็ดส่วนในเมืองไป๋สือไปรวมกัน ส่วนทางทิศใต้ก็เป็ย่านที่มีคนยากจนและพวกคนธรรมดาอาศัยอยู่มากที่สุด
ถ้าเกิดจะถามว่าย่านไหนเป็ย่านที่ยากจนที่สุด ก็คงจะเป็ทางทิศใต้ของเมืองไป๋สือ
ณ ทางทิศใต้ของเมืองไป๋สือถนนแต่ละเส้นเงียบสงัด ย่านทางทิศใต้ของเมืองยามราตรีมักจะมืดมิดและเงียบสงัดอยู่เสมอแตกต่างจากย่านอื่นๆของเมือง
เพราะทุกคนรู้ดีว่าทางทิศใต้ของเมืองในยามราตรีนั้นค่อนข้างอันตราย ผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่ทางทิศใต้ของเมืองก็มักจะเข้านอนและปิดประตูบ้านั้แ่ฟ้ายังไม่มืดมิด
บนถนนเส้นเล็กๆเส้นนึงทางทิศใต้ของเมืองไป๋สือ ในตรอกที่กว้างขวางในส่วนลึกสุดของถนนเส้นนี้กับมีตลาดกลางคืนขนาดเล็กแห่งนึงกำลังเปิดอยู่
แผงลอยไม้ตั้งเรียงรายไปสองข้างทาง โคมไฟเปล่งแสงสลัวๆท่ามกลางความมืดมิด กลุ่มคนที่เดินอยู่ภายในตลาดแห่งนี้กับแต่งกายเหมือนกันหมด นั่นก็คือสวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทพร้อมกับสวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า
ตลาดแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนักคนภายในตลาดเองก็มีไม่มากนัก นับจากสายตาก็มีเพียงแค่หลักร้อยคนเท่านั้น
ในยามนี้ขนาดที่ตลาดกลางคืนแห่งนี้กำลังดำเนินการอยู่ ร่างของคนชุดดำที่สวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าผู้นึงก้าวเดินเข้ามาภายในตลาด
คนผู้นี้ก็คือสวีหยาง
เขาก้าวเข้ามาภายในตลาดกลางคืนแล้วก็ก้าวเดินดูแผงขายของต่างๆอย่างธรรมชาติ ตลาดแห่งนี้คือตลาดมืดในเมืองไป๋สือ
สำหรับในยุคสมัยนี้การที่เมืองต่างๆจะมีตลาดมืดก็ไม่ใช่เื่แปลก สำหรับสวีหยางที่เคยเป็มือปราบแล้วยังพอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง การจะสืบหาว่าตลาดมือตั้งอยู่ที่ไหนก็เป็เื่ที่ง่ายดายเป็อย่างยิ่ง
ตลาดมืดแห่งนี้แม้จะเป็กิจการที่เปิดเผยไม่ได้ แต่ที่ตลาดมืดแห่งนี้ยังคงดำรงอยู่ก็เพราะว่าผู้ที่อยู่เื้ัของตลาดมืดแห่งนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็พวกผู้ยิ่งใหญ่ภายในเมืองที่แบ่งผลประโยชน์กันไปทั้งสิ้น
ภายในตลาดมืดมีสิ่งของหลายสิ่งขาย ส่วนใหญ่แล้วเป็ของที่ไม่สามารถระบายออกด้วยช่องทางปกติได้
อย่างเช่นอาวุธ เคล็ดวิชา หรือไม่ก็พวกของมีค่าที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องนัก
สิ่งที่สวีหยาง้ามากที่สุดคือเคล็ดวิชา สำหรับเคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์จริงๆในตลาดนั้นมีขายอยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็เคล็ดวิชาทั่วไปแถมราคาของพวกมันยังแพงมาก
ตลาดมืดเช่นนี้มักจะมีเคล็ดวิชาดีๆในราคาถูกมาขายเสมอ ขึ้นอยู่ว่ากล้าซื้อแล้วนำมาฝึกฝนหรือไม่?
สวีหยางเดินผ่านแผงหลายแผงพบเจอเคล็ดวิชาที่นำมาวางขายไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าตาเขาไม่ราคาแพงไปก็เป็เคล็ดวิชาทั่วไปไม่ใช่สิ่งที่เขา้า
จนกระทั่งสะดุดเข้ากับแผงๆนึง บนแผงนี้มีเคล็ดวิชาวางขายอยู่มากที่สุดในแผงทั้งหมด จากสายตาแล้วมีเคล็ดวิชาวางเรียงอยู่หลายสิบเล่ม
ส่วนรูปลักษณ์ของคนขายก็ไม่ต้องมองแล้ว เพราะพ่อค้าทุกคนแต่งกายเหมือนกันหมด เลยทำให้มองไม่เห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
สวีหยางนั่งลงหน้าแผงก่อนจะกวาดสายตามองเคล็ดวิชามากมายบนแผง เคล็ดวิชาพวกนี้มีราคาั้แ่สิบตำลึงทองไปจนถึงร้อยตำลึงทอง
สำหรับเงินในราชวงศ์ต้าเหยียนส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งเป็ตำลึงเงินและตำลึงทอง หนึ่งพันตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง
สำหรับการใช้จ่ายของครอบครัวธรรมดาหนึ่งครอบครัวในหนึ่งเดือนอาจจะใช้เงินไม่ถึงสิบตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่นี้ก็สามารถบอกได้ว่าสำหรับเคล็ดวิชาที่มีราคาสิบตำลึงทองขึ้นไปพวกนี้แพงเพียงใด
นี่ขนาดเคล็ดวิชาพวกนี้อยู่ภายในตลาดมืดยังมีราคาแพงขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเคล็ดวิชาพวกนี้ขายในตลาดปกติจะมีราคาเพิ่มเป็สิบเท่า
แม้เคล็ดวิชาพวกนี้จะแพงมากแต่โชคดีว่าเงินของเ้าของร่างเดิมที่เหลือไว้นั้นมีมากพอจะซื้อพวกมันได้
สวีหยางในตอนที่ทำความเข้าใจกับค่าเงินในโลกใบนี้แล้ว และพบว่าเ้าของร่างมีเงินเก็บอยู่ภายในบ้านถึงสามพันตำลึงทองเขาก็รู้สึกตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง
เงินจำนวนสามพันตำลึงทองแม้จะเทียบกับตระกูลใหญ่ไม่ได้ แต่การจะทำตัวเป็เศรษฐีใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้นั้นง่ายมาก
แต่เ้าของร่างนี้กับเลือกที่จะใช้เงินเบิกทางเข้าไปรับตำแหน่งมือปราบ นี่คือสิ่งที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่กันแน่น
แต่ก็เพราะเงินที่เ้าของร่างเหลือไว้ทำให้เขานั้นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย และในตอนนี้เขาก็ยังมีเงินพอจะซื้อเคล็ดวิชาพวกนี้
กวาดสายตามองเคล็ดวิชาทั้งหมดบนแผงอย่างรวดเร็วแล้ว สวีหยางก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองเ้าของแผงที่อยู่ด้านหน้า
อีกฝ่ายสวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าเองก็เป็สีดำสนิทเช่นกัน มองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็ชายหรือหญิงหรืออายุเท่าไหร่
แต่มองโครงร่างเหมือนว่าจะเป็ชายมากกว่าหญิง แต่เื่นั้นไม่สำคัญเขา้าแค่ซื้อเคล็ดวิชาเท่านั้น
สวีหยางกดเสียงต่ำเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ซื้อเยอะลดได้หรือไม่?”
เ้าของแผงด้านหน้าส่ายหน้า
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถลดราคาได้สวีหยางก็เริ่มเลือกเคล็ดวิชาบนแผง หลังจากนั้นไม่นานตำราเคล็ดวิชาห้าเล่มก็มาอยู่ในมือของสวีหยาง
เลือกเคล็ดวิชาที่ตนเอง้าทั้งหมดแล้ว สวีหยางก็หยิบถุงเงินในแขนเสื้อออกมาก่อนจะโยนให้เ้าของแผง
เ้าของแผงรับถุงเงินเอาไว้ก่อนจะพยักหน้า อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะตรวจสอบเงินเลยด้วยซ้ำก็เก็บถุงเงินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
สวีหยางเก็บตำราในมือเข้าไปภายในเสื้อก่อนที่จะลุกขึ้นหันหลังแล้วเดินออกไปในทันที
สวีหยางไม่คิดจะอยู่ที่ตลาดมืดแห่งนี้ต่อ เป็เพราะว่าเขาได้รับของที่ตนเอง้ามาแล้ว
และอีกอย่างเขาััได้ว่าตอนนี้เขาโดนจับตามองแล้ว ก้าวเดินออกมาจากเขตตลาดมืดก็เป็ถนนที่มืดมิดไร้ซึ่งผู้คน
สวีหยางก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อนบ้านเรือนสองข้างทางเต็มไปด้วยความเงียบสงัด แต่เมื่อก้าวผ่านออกห่างมาสองสามถนนสวีหยางก็หยุดเท้าของตนเองลง พริบตานั้นร่างเงาสีดำสนิทสองร่างพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด
ร่างทั้งสองที่ปรากฏกายออกมาสวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทปกคลุมทั่วร่าง ใบหน้าเองก็ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำ ทันทีที่ปรากฏกายออกมาแล้วพุ่งเข้ามาถึงร่างของเขากระบี่ในมือของพวกมันทั้งสองแยกกันพุ่งจู่โจมไปยังตำแหน่งท่อนล่างและศีรษะ
เป็การโจมตีผสานที่ยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งจู่โจม้าเล่มนึงจู่โจมด้านล่าง เช่นนี้ไม่ว่าเขาจะะโหรือย่อกายก็ไม่สามารถหลบได้
แต่ว่าสวีหยางไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะเขามองเห็นแล้ว ร่างทั้งสองที่ปรากฏกายออกมาเป็เพียงแค่ขอบเขตหลอมกายาขั้นเจ็ด และขั้นแปดเท่านั้น
ดาบเหล็กที่แนบอยู่ที่ข้างเอวของสวีหยางถูกชักออกมา ลมปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายหมอกโลหิตสีแดงจางๆก่อตัวขึ้นตามการเคลื่อนไหวของดาบที่ถูกชักออกมา
พริบตาที่มองเห็นหมอกโลหิตนั้น ดวงตาของร่างสีดำทั้งสองที่ปรากฏกายออกมาก็หดเล็กลง
“แย่แล้วปราณโลหิต!!! ถอย!!!” เสียงที่เต็มไปด้วยความตระหนกของร่างสีดำทางขวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
ฟังจากเสียงแล้วอีกฝ่ายน่าจะเป็บุรุษผู้นึง ร่างสีดำทั้งสองดึงกระบี่ในมือของตนเองกลับไปพวกมันไม่หวังโจมตีแล้ว ในตอนนี้พวกมันหวังเพียงอย่างเดียวก็คือหันหลังหลบหนี
สำหรับคนทั้งสองที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์หลอมกายาขั้นเจ็ดและขั้นแปด รู้ดีว่าพลังของขอบเขตปราณโลหิตนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
ขอเพียงแค่มีปราณโลหิตแผ่ซ่านออกจากร่างกายได้ พลังของพวกเขาก็สามารถบดขยี้ขอบเขตหลอมกายาเช่นพวกมันได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนี้ทั้งสองคนรู้สึกเสียใจเป็อย่างยิ่ง พวกมันไม่คิดเลยว่าจะพบเจอเข้ากับขอบเขตปราณโลหิตเช่นนี้
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกายาขั้นเจ็ดและขั้นแปด ภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้ก็ถือว่าเป็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงแล้ว
และพวกมันเองก็ไม่ใช่คนโง่การที่มาลงมือดักปล้นชิงที่ตลาดมืดเช่นนี้ พวกมันเองก็ต้องเลือกเหยื่อในการลงมืออยู่แล้ว
พวกมันจับตาดูคนพวกนี้มาตลอดและเมื่อเห็นเคล็ดวิชาที่อีกฝ่ายซื้อก่อนหน้านี้ พวกมันคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็เพียงแค่ขอบเขตหลอมกายาเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชาพวกนั้นไม่ดี แต่สำหรับตลาดมืดเช่นนี้แทบจะไม่มีขอบเขตปราณโลหิตมาเดินซื้อของด้วยตนเองเลย
ภายในเมืองไป๋สือขอบเขตปราณโลหิตเป็ตัวตนอย่างไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนธรรมดาภายใต้ปรมาจารย์ที่มีไม่มากในเมือง พวกเขาก็คือตัวตนระดับสูงสุดเพราะแบบนั้นระดับปราณโลหิตแทบจะไม่เดินทางมาที่ตลาดมืดแห่งนี้ด้วยตนเองแล้ว นี่จึงทำให้พวกมันทั้งสองที่เป็ขอบเขตหลอมกายาขั้นเจ็ดและขั้นแปดจึงกล้าลงมือ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะเตะเข้ากับแผ่นเหล็กเข้าให้ในวันนี้ กับพบเจอกับระดับปราณโลหิตอย่างแท้จริง