สถานที่ทิวทัศน์งดงาม หากได้พบเจอคนรู้จักนั้นถือเป็เื่มงคล
แต่ซิ่วอิ๋งกลับบ่นว่าซวยอยู่ในใจ
อันธพาลน้อยผู้นี้มาได้อย่างไรกัน! ดูในมือองครักษ์เ่าั้ยังหิ้วสัตว์อาบเื ช่างทำลายบรรยากาศเสียจริง!
เสิ่นจวินเซี่ยวและคนอื่นๆ ต่างมองเห็นขบวนกลุ่มนั้นเช่นกัน เขาลุกขึ้นยืนก่อน ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของซิ่วอิ๋ง ใช้บังนางอยู่ด้านหลัง
ตู้อี้เฉิงฝึกการต่อสู้ั้แ่เด็ก สายตาย่อมมองเห็นได้ไกลกว่าคนปกติ ตอนเช้าบนรถม้าเขาก็เห็นซิ่วอิ๋งที่เหมือนกับก้อนกลมๆ แล้ว ถึงนางจะแอบอยู่ เขาก็ยังคงไปยืนตรงหน้านาง
“คารวะคุณชายตู้ คุณชายตู้เช้าแบบนี้ก็ขึ้นเขาล่าสัตว์แล้ว” เสิ่นจวินเซี่ยวหันไปทักทายเขา
โจวิอี้และสวี่หลิวรีบคารวะเขาเช่นกัน เด็กแซ่ตู้ในชุดไหมหรูหรานี้ ที่ติดตามอยู่ด้านหลังเป็เหล่าองครักษ์ ไม่ต้องคิดก็มองสถานะของเขาออกแล้ว
ตู้อี้เฉิงมองไปทางซิ่วอิ๋งที่ยังซ่อนอยู่ด้านหลังคนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม หันไปเสิ่นจวินเซี่ยวที่สีหน้านิ่งขรึมพลางเอ่ย “ข้าอยู่บนูเาเมื่อคืน ลงเขามาก็บังเอิญเจอท่านสามเสิ่นแล้ว คงเป็โชคชะตาแล้ว”
เสิ่นจวินเซี่ยวเพียงยกริมฝีปากเล็กน้อย ไม่ได้รับคำ ตู้อี้เฉิงเห็นเขาไม่มีท่าทีจะเรียกซิ่วอิ๋งออกมาคารวะ ภายในใจไหนจะไม่เข้าใจ เพียงคิดไม่ถึงว่าท่านสามเสิ่นคนนี้จะปกป้องยัยหนูนี้ขนาดนั้น ครั้งก่อนอยู่จวนเสิ่น เขาก็เหมือนแม่ไก่หวงไข่อย่างไรอย่างนั้น
“ในเมื่อได้พบกันแล้ว ข้าขอเชิญพวกท่านกินสัตว์ที่ล่ามาได้ด้วยเลยแล้วกัน” ตู้อี้เฉิงเลิกคิ้วเอ่ยขึ้น
ซิ่วอิ๋งลอบกรอกตาไปมา
ตอนเช้าตรู่ เขาก็ไม่รังเกียจของเลี่ยนๆ อีกทั้งเมื่อคืนเขาก็ไม่ได้ถูกหมาป่าคาบไป
ตู้อี้เฉิงพูดจบ องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังเขาช่วยกันจัดการเองแล้ว แบ่งสองสามไปยืนประจำการโดยรอบ ยังมีไปที่ลำธารลงมือจัดการสัตว์ที่ล่ามาได้
นี่กลายเป็ไม่มอบโอกาศให้คนปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นจวินเซี่ยวสีหน้าเรียบเฉย ยืนมือเชิญออกไป ให้อันธพาลน้อยนั่งลงก่อน หลังจากนั้นเขาก็ดึงซิ่วอิ๋ง ให้ซิ่วอิ๋งนั่งข้างกาย
โจวิอี๋และสวี่หลิวพื้นเพครอบครัวก็นับว่าใช้ได้ ล้วนมาจากตระกูลบันฑิต ถึงแม้จู่ๆ จะมีหลานชายคนโตจวนหย่งผิงโหวที่ฐานะสูงศักดิ์เข้ามา ก็ไม่ได้เกร็งมากนัก ไม่นานทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกับตู้อี้เฉิง ยังคุยได้สนุกเลยทีเดียว
พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของอันธพาลน้อยตู้อี้เฉิง แต่หลังจากได้พูดกบเขาหลายๆ ประโยคแล้ว ถึงแม้เขาจะพูดอย่างตรงไปตรงมา กลับมีเหตุผลและมีความลำดับ นี่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนมุมมองความคิดไปจากข่าวลือไม่น้อย
เวลานี้ต้มน้ำชาเสร็จแล้ว เสิ่นจวินเซี่ยวชงชาอยู่ด้านข้างเงียบๆ
นิ้วมือเรียวยาวของเขา ข้อต่อกระดูกชัดเจน ชงชาขึ้นมาแล้วช่างน่ามองยิ่ง ตาสองข้างของซิ่วอิ๋งมองไปยังท่วงท่าคล่องแคล่วไหลลื่นของเขา
บนศีรษะบางครั้งมีกลีบดอกหลีร่วงลงมาราวกับเกร็ดหิมะ ลมพัดแขนเสื้อของเสิ่นจวินเซี่ยวแกว่งเบาๆ แสงแดดอบอุ่มสาดคลุมตัวเขา ราวกับคุณชายสุงศักดิ์ผู้บริสุทธิ์ในภาพวาดสีน้ำหมึก ซิ่วอิ๋งมองตรงๆ ก็อยากจะร้องอุทานสักคำ รู้สึกว่าอาสามของตนไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง แม้แต่การชงชาล้วนทำให้คนไม่สามารถละสายตาได้
ชงชาเสร็จ แน่นอนว่าต้องส่งให้ตู้อี้เฉิงก่อน ตู้อี้เฉิงพูดขอบคุณแล้วรับมาเป่าเบาๆ ดื่มรวดเดียวหมด
ซิ่วอิ๋งี้เีจะพูด ทำให้เสียบรรยากาศเสียจริง!
ใครจะรู้จู่ๆ ตู้อี้เฉิงก็เอ่ย “ข้าได้ยินมาว่าท่านสามเสิ่นเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งหก บิดาข้าบอกว่าท่านสามเสิ่นชงชาได้ดี วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว แต่ว่าข้าทำพวกงานประณีตแบบนี้ไม่เป็มาแต่ไหนแต่ไร มีใจอยากปรึกษาท่านสามเสิ่น ไม่รู้ว่าจะช่วยชี้แนะนำได้หรือไม่”
เสิ่นจวินเซี่ยวกำลังยื่นน้ำชาให้ซิ่วอิ๋ง ได้ยินที่พูดตาหงส์ไหววูบ เขาเอ่ยเสียงเรียบ “คุณชายกล่าวชมไปแล้ว ตัวข้าเกรงว่าไม่มีความสามารถจะชี้แนะอะไรคุณชายตู่ได้”
“เื่นี้ก็ตัดสินแบบนี้แล้วกัน พอดีบิดาข้ายังอยากให้ข้าเล่าเรียนเยอะๆ ได้ยินว่าท่านสามเสิ่นอยู่ในจวนก็สอนหลานสาวคนโตของท่านอยู่ ให้ข้าเรียนด้วยอีกคนก็คงไม่ใช่เื่ยากอะไรกระมัง”
ซิ่วอิ๋งเกือบจะแยกเขี้ยวใส่หน้าเขา
เด็กนี่ไม่มีทางอยากให้อาของนางสอนหนังสืออย่างแน่นอน หย่งผิงโหวซื่อจื่อเป็คนชอบเรียนรู้คนหนึ่ง ขอเพียงเขากวักมือ จะหาอาจารย์ชื่อดังไม่เจอที่ไหนกัน ถึงกับให้อาสามที่ยังเป็แค่บัณฑิตซิ่วไฉ[1]ไปสอนเขา
เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งซ่อนเร้น!
เสิ่นจวินเซี่ยวได้ยินการตัดสินใจแน่วแน่ของเขา สายตาหยุดรั้งอยู่บนตัวซิ่วอิ๋วที่มีใบหน้าแฝงโทสะครู่หนึ่ง ค่อนข้างปวดศีรษะ อันธพาลน้อยผู้นี้ยังติดใจเื่ครั้งก่อนที่ซิ่วอิ๋งกระทืบเขาอยู่
นึกไม่ถึงเลยว่า้าจะกลับมาแก้แค้นแบบนี้หรือ
เขาคิดแล้วคิดอีก พูด “ผู้น้อยวิชาความรู้ไม่มาก และปีนี้ยังต้องเข้าร่วมการสอบฤดูใบใม้ร่วง คงไม่สามารถจะรับปากคุณชายตู้ได้”
โจวหมินอี้และสวี่หลิวใกับคำพูดของตู้อี้เฉิงไปั้แ่ต้นแล้ว ตอนนี้ล้วนยังอ้าปากค้าง มองสองคนคุยกัน
“ใช่แล้ว ท่านสามเสิ่นปีนี้ต้องลงสนาม เป็ข้าที่ฝืนใจคนแล้ว” ตู้อี้เฉิงปรบมือครั้งหนึ่ง จู่ๆ ทำเหมือนกับนึกขึ้นได้ เสิ่นจวินเซี่ยวคิดว่าอันธพาลน้อยผู้นี้สมควรถอยได้แล้วกระมัง เขากลับพูดเสียงหนึ่งขึ้นมาอีก “งั้นก็แค่ปรึกษาศิลปะการชงชาของท่านสามเสิ่นแล้วกัน เจ็ดวันข้าจะไปหนึ่งครั้ง ท่านเห็นว่าเช่นนี้ดีหรือไม่”
ตอนนี้ไม่เพียงแต่ซิ่วอิ๋งที่อยากจะไปข้างหน้าเพื่อกระทืบเท้าตู้อี้เฉิงอีกครั้ง รวมทั้งเสิ่นจวินเซี่ยวก็มีความคิดแบบนี้เช่นกัน ตู้อี้เฉิงไม่ได้เสียแรงที่มี ‘ชื่อเสียงที่ดี’ อย่างอันธพาลน้อยจริงๆ เอ่ยวาจาเฉไฉไปเรื่อย ใช้แผนการถอยเพื่อโต้กลับได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าหากเขาไม่ตอบตกลงอีก คงเป็การหักหน้าจวนหย่งผิงโหวแล้ว รอยยิ้มหายากของเสิ่นจวินเซี่ยวปรากฏ หน้าตาที่เย็นยะเยื่อกในเสี้ยววินาทีดุจดั่งอาบลมในฤดูใบไม้ผลิ ั์ตาส่วนลึกที่สุดกลับเยือกเย็น
“เช่นนี้ ข้าก็ขอรอต้อนรับคุณชายตู้อยู่ในจวนแล้ว”
ชัดเจนว่าเป็คำพูดแสนสุภาพอ่อนโยน ในใจตู้อี้เฉิง ‘กระตุก’ แปลกๆ เด็กหนุ่มน้อยอายุสิบเอ็ดปีขมวดคิ้วเล็กน้อยมองดูคนตรงหน้า บนใบหน้าเขากักเก็บรอยยิ้มไว้คงเดิม ทำให้คนรู้สึกถึงรอยยิ้มที่ไม่มีภัย เขาบ่นอยู่ในใจ ท่านสามเสิ่นนี้ไม่สู้ไม่ยิ้ม ยิ้มครั้งหนึ่งทำไมถึงให้ความรู้คนละขั่วแบบนั้น
ซิ่วอิ๋งกลับรู้ว่าอาสามของนางน่าจะโกรธบ้างแล้ว
นี่ก็เป็ความลับหลังจากนางโตแล้วถึงจะรู้ ถ้าหากอาสามหันไปยิ้มให้ใครแบบนี้ คนนั้นก็คือล่วงเกินเขาแน่นอน!
ล่วงเกินสองคำวาบผ่านสมอง ซิ่วอิ๋งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย อันธพาลน้อยล่วงเกินอาสามของนางแล้ว! อาสามจะต้องจัดการเขาขั้นเดดขาดแน่! เขาอย่ามาที่จวนตระกูลเสิ่นแล้วกัน!!
พบโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง จวนเสิ่นก็มีคนกะล่อนเพิ่มมาคนหนึ่ง
ถึงแม้ซิ่วอิ๋งอยากรู้ว่าอาสามจะรับมือกับอันธพาลน้อยนี่อย่างไร แต่ก็ยังรู้สึกเสียอารมณ์ ช้อนสายตามองไปรอบๆ องครักษ์ของหย่งผิงโหวยังยุ่งอยู่กับการจัดการเนื้อสัตว์ อยู่นี่ก็มีคนน่ารังเกียจคนหนึ่ง ถือโอกาสดึงแขนเสื้อเสิ่นจวินเซี่ยว “อาสาม ท่านพาข้าไปชมดอกไม้ในป่าต้นหลีหน่อย”
เสิ่นจวินเซี่ยวรับปาก ตู้อี้เฉิงก็นั่งสงบและใจเย็นมองอาหลานสองคนจากไป หันไปคุยกับโจวิอี๋และสวี่หลิวต่ออย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก หลังจากนั้นก็ถามได้ข้อมูลของเสิ่นจวินเซี่ยวไม่น้อยจากปากทั้งสองคน
เดินเที่ยวเตร่อยู่ภายในต้นหลี ทุกย่างก้าวล้วนเป็กลีบดอกไม้สีขาวหิมะ มองดูออกไปล้วนเป็ดอกหลีที่ชูช่อเป็หย่อมๆ ดูเหมือนกับเดินผ่านอยู่ระหว่างเมฆหมอก
ซิ่วอิ๋งมองดูจนลุ่มหลง เอื้อมมือออกไปรับกลีบดอกไม้ที่ตกลงมาตลอดทาง มุมปากยกขึ้นสูง เสิ่นจวินเซี่ยวยกมือขึ้นโน้มกิ่งไม้ที่ลู่ลงมา เด็ดดอกไม้ช่อหนึ่ง ปักลงบนมวยผมของนาง สาวน้อยหันไปมองตาคู่หนึ่งของเขาที่สว่างจนทำให้คนไม่สามารถสบตา รอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนเยาว์ก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ
“อาสาม ครั้งหน้าท่านก็ต้องพาข้ามาดูดอกหลีที่นี่อีก” ซิ่วอิ๋งยิ้ม ในใจอยู่ๆ กลับรู้สึกเศร้า
ป่าต้นหลีนี้ ตอนนางเป็เด็กเคยมาสองครั้ง หลังจากตระกูลเสิ่นย้ายไปเมืองหลวง ก็เหมือนกับใบเฟิงสีแดงสดอย่างไรอย่างนั้น เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความทรงจำสีโลหิต
เสิ่นจวินเซี่ยวเอื้อมมือลูบศีรษะนางเบาๆ “ขอเพียงเ้าอยากมา อาสามก็จะพาเ้ามา” บางทีในอนาคตนางอาจได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เขารับปากแล้ว ก็จะทำตามที่รับปากไว้
ซิ่วอิ๋งนี้เพิ่งสกัดกั้นความเศร้าใจ ยิ้มและเดินเที่ยวเตร่กับเสิ่นจวินเซี่ยวต่อไป
สองคนถูกองครักษ์ของจวนหย่งผิงโหวเรียกให้กลับไป แม้ห่างจากมื้อกลางวันยังค่อนข้างมาก แต่ซิ่วอิ๋งพอเห็นเนื้อไก่ป่ามันวาว ถูกย่างจนเหลืองทอง นางหิวแล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] คำเรียกผู้สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางระดับท้องถิ่น