“อืมมม เล่มนี้ก็น่าสนใจดี” หลังจากที่มาถึงหอสมุดแล้ว คนชอบหนังสือก็ดูจะหายปวดท้องเร็ว แล้วรีบตรงดิ่งมายังชั้นหนังสือโซนประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้ทำไมดูจะมีชั้นหนังสือน้อยกว่าโซนอื่นอยู่มากโข แถมยังไม่ค่อยจะมีคนมานั่งหรือหาอ่านหนังสือในโซนนี้ด้วย
“เอ๊ะ!” ไม่นานนักหางตาก็สะดุดกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูจะเก่ากว่าเล่มไหนๆ แถมสภาพยังดูเหมือนเป็ของดึกดำบรรพ์อย่างไรอย่างนั้น มือเรียวเอือมมือไปหยิบมันมาสำรวจดู
“การขึ้นครองราชของกษัตริย์องค์ที่สิบสามแห่งลีอันดรอส ลีอันดรอสอะไรกัน มีอาณาจักรไหนที่ใช้ชื่อนี้ด้วยหรอ หรือเป็แค่นิทาน แต่นี่มันโซนประวัติศาสตร์นี่ งงแฮะ” เมื่อลองหมุนหาแล้วว่าหนังสือนี้เป็หนังสือนิทานใช่หรือไม่แต่ก็ไม่ปรากฎข้อความตรงไหนเลยว่าเป็หนังสือนิทานหรืออะไรทำนองนั้น ยืนงงงวยอยู่สักพักร่างงามที่ทนต่อความสงสัยของตนเองไม่ไหวก็หยิบหนังสือเล่มนั้นและอีกสองสามเล่มใกล้ๆกันมาหาโต๊ะนั่งอ่านเงียบๆในจุดที่ไม่มีใครเดินผ่านมามากเท่าไหร่
“แปลก มันดูเหมือนกับสมุดบันทึกมากกว่านะ” เมื่อลองเปิดดูแบบคร่าวๆแล้วกระดาษข้างในก็มีสภาพไม่ต่างจากปกข้างนอกเลย กระดาษมีสีเกือบจะน้ำตาลทั้งแผ่นแล้ว ข้อความข้างในเขียนด้วยหมึกปากกาแทนที่จะเป็หมึกพิมพ์เหมือนหนังสือทั่วไป แถมตัวหนังสือแทบจะเลือนหายไปอยู่แล้ว อย่างกับเขียนมาเป็ร้อยปี
“ไหนลองอ่านดูหน่อยสิ” มือเรียวของเรเวนน่าพลิกเปิดกระดาษอย่างเบามือด้วยความที่สภาพมันเหมือนจะขาดได้ตลอดเวลาถ้าเกิดเธอเผลอเปิดแรง
‘วันแรกของการขึ้นครองราชหลังจากเกิดเหตุการณ์การนองเื ท้องฟ้ามืดมัวเต็มไปด้วยปีศาจชั้นต่ำบินว่อน ภัยพิบัติใหญ่ในรอบหลายร้อยปีเกิดขึ้น ผู้คนอพยพหนีตายจนบ้านเมืองวุ่นวายไปหมด’ คำพูดที่ในบันทึกนี้มาจากไหนกันนะ อย่างกับเกิดขึ้นจริงแหนะ
‘ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว มีภัยพิบัติเกิดอยู่ทุกที่ ผู้คนล้มตาย จนป่าแทบไม่มีที่จะฝัง เสบียงของเมืองเกือบหมดเกลี้ยง ท้องฟ้ามืดมัวแม้ในเวลากลางวัน แทบไม่มีแสงสว่างตกลงมาถึงพื้นหญ้า ต้นไม้เหี่ยวเฉาเพราะไม่มีน้ำ ตัวข้าเองก็แถบจะขาดน้ำตายอยู่แล้ว’ มันบันทึกจริงๆด้วย เมื่อเด็กสาวคิดได้อย่างนั้นก็ไม่รีรอ แต่เมื่อกำลังจะเปิดอ่านหน้าถัดไป แรงลมที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ก็พัดจนหน้ากระดาษพลิกไปจนอยู่กลางๆเล่ม เรเวนน่าจับกระดาษเพื่่อจะพลิกกลับไปอ่านหน้าเดิม แต่ตาดันไปสะดุดกับตัวอักษรแปลกๆ และข้อความหลังจากนั้นก่อน
‘ข้ากำลังจะไปหาเขา มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดสิ่งนี้ได้ หวังว่าเขาจะยอมคืนมณีเพื่อให้คำสาปคลายลง เราทุกคนจะได้กลับมาใช้ชีวิตกันเสียที’ คำบางคำในประโยคนั้นที่ดูเหมือนจะไปสะกิดอะไรบางอย่างในใจของเด็กสาว คำว่า ‘มณี’ เพียงวูบเดียวที่คิดถึงคำว่ามณีนั้น เ้าตัวเองที่มีความทรงจำเกียวกับอัญมณีอยู่ไม่น้อย ดวงตาก็เกิดไหววูบและอารมณ์ที่เริ่มสั่นไหวเพียงเพราะคำบางคำว่าสะกิดแผลใจ หนังสือในมือเธอก็เริ่มรุกเป็ไฟด้วยเพลิงสีแดง เรเวนน่าใและตอนที่พยายามจะดับไฟนั้นก็จับสังเกตบางอย่างได้ ดูเหมือนไฟนี้มันจะไม่ได้มาจากเธอ แต่ก่อนที่สมุดเล่มนั้นจะไหม้ไปจนหมด มันก็พลิกไปหน้าสุดท้าย
‘เขาเลือกแล้วที่จะล้างแค้น’
ข้อความสุดท้ายเพียงประโยคเดียวที่เหลืออยู่หลังจากส่วนที่เหลือไหม้หมด ทำให้เรเวนน่าคิดได้ว่านี่คงจะไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ คงมีใครสักคนจงใจให้เธอรับรู้การมีอยู่ของบันทึกนี้และเื่ราวในบันทึก แต่เสียดายที่มันดันโดนใครสักคนทำลายไปเสียก่อน หรือไม่ก็จงใจให้เธอรับรู้เื่ในบันทึกนั่นแค่นี้
“อะไรกันเนี่ย” ร่างบางที่ยังงงอยู่ไม่น้อยยืนช็อคอยู่กับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวลาที่กะทันหัน เพียงแค่แปปเดียวที่ยังตั้งสติไม่ได้ จิตสังหารและไอพลังที่ทำให้เธอเสียววาบจากข้างหลังทำให้เ้าตัวต้องหันกลับไปมอง
“ใคร!” แต่ทันทีที่หันกลับไปเมื่อหางตาได้ทันเห็นเงาดำๆแวบหายไป จากมุมมืดมุมหนึ่งที่อยู่ข้างหลังของเธอในตอนแรก ทำให้มั่นใจว่าก่อนหน้านี้มีใครอยู่แน่นอน เรเวนน่าค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระวังไปยังจุดที่ใครสักคนน่าอยู่ก่อนหน้านี้แล้วมองซ้ายมองขวา
“ก็ไม่มีอะไรนี่” เรเวนน่าถอนหายไปออกมา โล่งอกไปได้เปราะหนึ่งที่อย่างน้อยคนปริศนาก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่โล่งใจได้ไม่นาน
ฟึบ!
“ทำอะไร”
“ว้ายแม่ร่วง!” เรเวนน่าที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ใกับแรงดึงเบาๆที่ข้อมือ และเสียงที่ไม่ค่อยจะคุ้นหูเท่าไหร่ จนเผลออุทานออกมาเสียงดัง เมื่อหันไปก็เจอเ้าชายผู้เงียบขรึม เอเดนมายืนอยู่ข้างหลังั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้ พร้อมกับั์ตาสีแซฟไฟร์คู่คมที่มองมาอย่างสงสัย
“ใทำไม” มือหนาปล่อยออกจากแขนเสื้อของอีกคน แล้วเอ่ยถาม
“เปล่า นายมาทำไม” คนที่ใเพราะการปรากฎตัวแบบกะทันหันของเพื่อนใหม่เลือกที่จะไม่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกนั้นจะไปกันแล้ว” คำสั้น ๆที่เ้าตัวไม่ได้ขยายความ แต่คงหมายถึงว่ามาตามไปรวมกับเพื่อนๆนั่นแหละ
“โอเค ฉันขอเก็บหนังสือก่อน แล้วเดี๋ยวจะตามไป” พูดจบพอเสร็จภารกิจของตัวเองแล้ว เอเดนก็ตวัดสายตามองไปทางข้างหลังอีกฝ่ายแล้วหันหลังเดินหายไปทางชั้นหนังสือด้านหลังทันที คิดว่าน่าจะกลับไปรวมกลุ่มกัน เรเวนน่าหันกลับไปมองโต๊ะไม้ตัวที่ตนเคยนั่งอ่านสมุดบันทึก บนโต๊ะไม่ได้มีคราบไฟที่ไหม้หรือขี้เถ้าหลงเหลืออยู่แต่อย่างใด เพราะเป็การใช้เวทย์และผู้ใช้คงจะควบคุมมันได้ดีทีเดียว
“ช้าจริงนะแม่คุณ” เอเซอร์เด็กหนุ่มผมทองญาติคนสนิทของเรเวนน่าที่เมื่อเห็นหน้าของเธอปั๊บก็เอ่ยปากกวนก่อนเลย แต่คนที่มัวกำลังคิดอยู่ว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ได้สนใจมากนัก เดินไม่ดูทางจนเกือบจะชนเข้ากับเก้าอี้แล้ว ถ้าแกลแลนท์ไม่คว้าเอาไว้ก่อน
“เหม่ออะไรขนาดนั้น ไปเจอแมงมุมในชั้นหนังสือมาหรือไง” แกลแลนท์พูดแซวทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคงมีเื่อะไรแน่ๆแต่ก็ไม่เอ่ยปากถาม เพราะที่นี่ยังไม่คนที่ไม่รู้เบื้องลึกเื้ัของเรเวนน่าอีกตั้งสองคน ขืนพูดอะไรเกินความจำเป็ไปคงต้องอธิบายยุ่งยากแน่ๆ
“อะอ๋อ อืม ใช่ เมื่อกี้ไม่ทันระวัง เกือบโดนะโเกาะใส่หน้าแหนะ ฮะๆ” คำตอบที่ดูไม่หน้าเชื่อและเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มเจื่อนๆทำให้ดูเป็คำตอบที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย แต่ก็ไม่มีใครนึกสงสัยอะไร
“เธอนี่นะ อยู่เฉยๆไม่สร้างเื่สักชั่วโมงไม่ได้หรือไง” พี่เลี้ยงจำเป็ก็ยังคงความสามารถพิเศษในการบ่นได้ไม่่อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
“ช่างฉันเถอะน่า ไปกันได้แล้ว” เรเวนน่าเลือกที่จะปัดๆเื่นี้ให้จบไป ไปเที่ยวกันก่อนดีกว่าเื่พวกนี้คิดไปก็ปวดหัวซะเปล่า แถมคงยังหาคำตอบอะไรไม่ได้ตอนนี้แน่อยู่แล้ว สี่หนุ่มหนึ่งสาวลงความเห็นว่าจะไปที่ไหนกันต่อและเริ่มออกเดินทาง
“โอ้โหหห คนเยอะมากเลย” เรเวนน่ายืนตื่นตาตื่นใจกับสวนสาธารณะที่ไม่ค่อยจะสงบเท่าไหร่ตรงหน้า ร้านเกมและร้านขายของเล่นมากมายตั้งอยู่เต็มไปหมดในโซนหน้าทางเข้า ผู้คนมากมายั้แ่เด็กเล็ก จนถึงวัยของพวกเธอและพวกผู้ใหญ่เดินเต็มกันไปหมดจนแทบจะลายตา บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นดีสมกับที่ยังมีชื่อว่าสวนสาธารณะอยู่ ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ส่วนใหญ่แล้วน่าจะถูกปลูกขึ้นมานานมีให้เห็นเยอะแยะ นี่ถ้าไม่มีคนเดินให้เห็นคงติดว่าป่าดีๆนี่เอง
“คนเยอะมากเลยครับ แต่เห็นเขาบอกว่าข้างในมีโซนที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปอยู่เป็บริเวณสำหรับพักผ่อน”แกเร็ธอธิบาย
“ทำไมล่ะ ถ้าเป็สวนสาธารณะบริเวณที่พักผ่อนคนก็น่าจะเยอะด้วยไม่ใช่เหรอ” เรเวนน่าถามด้วยความสงสัย สวนสาธารณะที่ไหนบริเวณพักผ่อนคนจะน้อยกันเล่า
“ที่นี่คนส่วนมากจะมาเพื่อเล่นพวกเกมกันมากกว่าน่ะครับ ถึงจะชื่อเป็สวนสาธารณะแต่จริงๆแล้วออกจะเหมือนสวนสนุกมากกว่า” แกเร็ธใช้ความรู้รอบตัวที่ตัวเองมีตอบคำถามของคนขี้สงสัย
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” เรเวนน่ามองไปรอบๆตามบูธเกมต่าง ๆเพื่อหาสิ่งที่ตนสนใจ และแล้วก็ไปสะดุดตากับเกมเกมหนึ่ง ที่ดูน่าสนใจมากสำหรับเธอแต่บริเวณบูธนั้นกลับไม่มีคนเล่นอยู่เลย ความหลังเมื่อยังเด็กตอนนี้ได้เล่นสิ่งคล้ายๆกันนี้ทำให้สองเท้าของเธอก้าวไปทางร้านนั้นอย่างรวดเร็ว
“เอเซอร์ไปเร็ว ฉันว่าฉันจะได้แก้แค้นนายจากเมื่อตอนสิบขวบแล้ว” เรเวนน่าพูดแล้วเดินนำไปอย่างไม่รอใคร ส่วนคนที่กำลังจะโดนแก้แค้นก็ทำหน้างงพลางคิดในใจว่าเขาไปทำอะไรไว้อีกหว่า
“นี่อย่าเดินเร็วนักสิ เดี๋ยวก็หลงกันพอดี” เด็กสาวไม่มีท่าทีจะหยุดรอเขาและเพื่อนๆสักนิด แต่สุดท้ายเอเซอร์ก็ต้องรีบเดินตามหลังร่างบางไปติดๆเพื่อไม่ให้คนที่ชอบสร้างเื่คลาดสายตากันไปเพราะฝูงชน
“ทำไมคนไม่มีเลยเนี่ย พลาดแล้วเกมนี้น่าสนุกจะตาย” เรเวนน่าเดินมายังบูธเกมบูธหนึ่งซึ่งข้างหน้ามีที่กั้นและธนูวางเรียงอยู่หลายคัน
“ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นอะไรที่ใช้กำลังมากในสถานที่นี้หรอกแม่หนู แถมธนูถึงจะเป็อาวุธค่อนข้างพื้นฐานแต่ว่่าก็ยังใช้ให้เก่งยากอีก”คุณลุงเ้าของบูธรีีบเดินมาเหมือนกับเพิ่งได้เห็นลูกค้าคนแรกของวัน แล้วอธิบายว่าเหตุใดบูธเกมของเขาจึงมีคนสนใจน้อย
“งั้นหรอคะ ถึงว่าคนถึงน้อยได้ขนาดนี้” เรเวนน่าพูดพลางหยิบธนูที่ดูจะจับเข้ามือมาหนึ่งคันแล้วพลิกซ้ายขวาดูเพื่อสำรวจตัวคันธนู
“โอ้ย! เดินเร็วชะมัดเลย จะรีบทำไมหนักหนาเนี่ย” เอเซอร์ที่คิดว่าเดินตามมาเร็วแล้วแต่ก็ยังช้ากว่าคนที่กำลังยืนง้างธนูอยู่มาก เมื่อมาถึงจุดที่ร่างบางหยุดอยู่ก็ได้แต่ยืนหอบ พร้อมกับคนที่เหลือที่เดินตามมาถึง แกลแลนท์ที่เมื่อเห็นว่าสิ่งที่เพื่อนสาวสนใจจนต้องรีบมาขนาดนั้นคืออะไรก็ยิ้มกึ่งจะหัวเราะ
“อย่ามัวแต่บ่นสิ มาแข่งกันเถอะ” เรเวนน่าไม่แม้แต่จะหันมาสนใจคนที่ยืนหอบ แล้วยังเร่งให้รีบไปแข่งกับตน
“อ๋อ ที่เร่งมาเพราะอย่างนี้เองนะเหรอ” ั์ตาสีเขียวอ่อนเมื่อหันไปเห็นกับสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเหนื่อยวิ่งก็ฉายแววขบขัน คงเพราะเขากับเธอถึงจะโตมาด้วยกันอย่างสนิทสนมก็ยังมีเื่นึงที่แข่งกันมาหลายปี นั่นคือการใช้อาวุธนั่นเอง
“ฉันจะไม่แพ้แล้วบอกไว้เลย” เรเวนน่าพูดเพราะที่ผ่านมาเธอซ้อมหนักขึ้นเพื่อหวังจะล้มเพื่อนที่ใช้ธนูแสนจะเทพได้สักวัน
“งั้นก็ลองดู” เอเซอร์เองก็เดินไปเลือกคันธนูของตัวเองบ้าง ทั้งสองที่กำลังมีไฟในการแข่งขันไม่แม้จะหันมาสนใจเพื่อนร่วมเดินทางอีกสามคนที่โดนทิ้งให้เป็เหมือนฝุ่นอากาศสักนิด ส่วนอีกสองคนที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ก็ได้แต่ยืนงงว่าเพื่อนใหม่ทั้งสองคนจะจริงจังอะไรกันขนาดนั้น
“สองคนนั้นเขาแข่งกันมาั้แ่เด็กแล้วล่ะ ยอมกันไม่ได้เลยเื่แบบนี้” แกลแลนท์อธิบายให้กับอีกสองหนุ่มได้เข้าใจ
“สองคนนั้นยิงธนูเก่งกันมากหรอครับ” แกเร็ธถามด้วยความสงสัย ซึ่งคนอีกคนที่เงียบมาตลอดการเดินทางก็หันมาสนใจกับคำตอบเหมือนกัน
“จะเรียกว่าเก่งมากก็ได้ แต่เื่นี้เอเซอร์มักจะนำเรเวนน่าอยู่เสมอ”แกลแลนท์พูดอธิบาย
“แปลว่าแข่งกันตลอดเลยงั้นสิ” เอเดนพูดแล้วตวัดั์ตาสีแซฟไฟร์ไปมองเด็กสาวคนที่กำลังง่วนอยู่กับการจดจ่อกับการเล็งลูกธนู
“ใช่ แต่ถึงเื่ธนูจะแพ้ ถ้าเป็เื่ดาบแล้วล่ะก็รายนั้นเค้าแข่งไม่แพ้หรอกนะ” แกลแลนท์เองก็ไม่ยอมให้เพื่อนสาวดูเป็คนไร้น้ำยาต่อไปอีก พูดอวดเหมือนพ่อได้ดูผลการเรียนลูกครั้งแรกแล้วเห่ออะไรแบบนั้น
ฟิ้ว! ปึก!
"10แต้ม!!" ทันทีที่ลูกธนูไปปักเข้าที่กลางเป้าอย่างจังเสียงของคนนับคะแนนก็ดังขึ้นบอกผลลัพธ์การยิงธนูลูกสุดท้ายของเ้าชายแห่งอเนโมนี่ ั์ตาสีเขียวอ่อนสวยดุจอัญมณีหันมามองคู่ต่อสู้ขาประจำ แล้วยักคิ้วให้หนึ่งทีเพื่อยั่วยวนอีกฝ่าย
"ทำไมนายถึงได้ชนะตลอดเลยเนี่ย!" ตามคาดเสียงบ่นของเด็กสาวเมื่อรู้ผลแพ้ชนะก็ดังขึ้นทันทีที่รู้ผล
"ช่วยไม่ได้เธอพลาดเอง อีกแค่คะแนนเดียวก็เสมอแล้วแท้ๆ" เอเซอร์พูดโดนเน้นคำว่าเสมอเหมือนจะย้ำว่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่มีทางชนะตนได้
"ไว้คราวหน้าก่อนเถอะ นายโดนล้มแน่" เหมือนการแข่งขันที่มีมาแทบจะั้แ่ครั้งแรกที่ทั้งสองจับคันธนูจะไม่จบง่ายๆเสียแล้ว ทั้งสองวางคันธนูลงแล้วเตรียมจะหันหลังออกจากบูธยิงธนู แต่ก็ดันไปเห็นฝีมือการยิงธนูของใครบางคนที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ั้แ่ตอนไหนเข้า
"ว้าา คลาดไปนิดเดียวเอง" ชายหนุ่มผมสีทองที่ผมข้างหน้าถูกมัดเป็จุกไว้หลวมๆ ั์ตาสีฟ้าใสจ้องมองไปยังเป้ายิงธนูอย่างมาดมั่น รอยยิ้มทะเล้นๆที่มีให้เห็นอยู่บนดวงหน้าหล่อทำให้เขาดูมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย ลูกธนูลูกสุดท้ายของการเก็บคะแนนถูกปล่อยไป สิ่งที่ทำให้คนที่ยืนดูอยู่อึ้งกันเป็แถบ คือลูกธนูทุกดอกไปปักอยู่ที่ปลายลูกธนูทั้งหมดในตำแหน่งเดิม ทั้งที่เขาปล่อยลุกธนูไปเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กลับเหมือนกับควบคุมทิศทางมันได้ทั้งหมดอย่างไงอย่างงั้น
"โหห นาย สุดยอดเลยอะ" เรเวนน่าเดินเข้าไปหาแล้วพูดชมผู้มาใหม่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มให้และแนะนำตัว
"ฉันดันแคน ซูวาเนซ ยินดีที่ได้รู้จัก" เขาแนะนำตัวแล้วยื่นมืออกมาข้างหน้าหวังจะจับมือทักทายตามมารยา
"เช่นกัน ฉันเรเวนน่า" เมื่อทั้งคู่เกือบจะจับมือกันอยู่แล้ว มือขาวเนียนของใครที่ไหนไม่รู้ก็ยื่นเข้ามาชิงจับมือของดันแคนไปเสียก่อน
"ยินดีที่ได้รู้จัก แกลแลนท์ เอลลินทีส" เป็พี่เลี้ยงจำเป็นั่นเองที่เข้ามาชิงทักทายผู้มาใหม่เสียก่อนที่เพื่อนสาวของเขาจะได้จับมือกับชายแปลกหน้า
"วิ้ว สาวน้อยคนนี้มีคนมาคอยคุมแล้วเสียด้วย" เขาดูเหมือนจะใหน่อยๆเมื่อรู้นามสกุลพ่วงท้ายชื่อที่บ่งบอกตระกูลของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่วายส่งเสียงผิวปาก มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นพร้อมกับั์ตาสีฟ้าใสที่มีแววเ้าเล่ห์เผยออกมาให้เห็น
"อ้อ นี่เพื่อนฉันเอง แล้วก็ข้างหลังนั่นก็ด้วย" เรเวนน่าไม่ยอมให้เขาเข้าใจผิด เอ่ยบอกสถานะของตนกับองค์ครักษ์ไป พร้อมกับชี้ไปทางด้านหลังของเธอที่มีหนุ่มๆอีกสามคนยืนอยู่
"ไหนๆก็รู้จักกันแล้ว วันนี้ฉันขอร่วมเดินทางด้วยสักวันจะได้ไหม" ดันแคนพูดแล้วส่งสายตาอ้อนวอน ซึ่งคนถูกถามก็คิดว่าตนไม่อาจตัดสินใจเื่นี้แทนเพื่อนๆคนอื่นได้จึงหันไปถามความคิดเห็น และเมื่อคนอื่นไม่ได้ติดใจอะไรก็ตอบตกลง
"เอาสิ คนเยอะๆจะได้สนุก "