แสงจันทร์สีซีดส่องลอดผ่านรอยแยกของเพดานที่พังถล่มลงมาทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเป็ทางยาว ภายในห้องโถงร้างของคฤหาสน์เก่าแก่
ครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้คงเต็มไปด้วยความโอ่อ่าทว่ายามนี้กลับเหลือเพียงซากของความรุ่งโรจน์เสาหินสูงตระหง่านแตกร้าวจนเห็นรอยผุกร่อนจากกาลเวลาผ้าม่านสีหม่นที่ขาดวิ่นปลิวไหวตามแรงลม
ฝุ่นสีเทาลอยคลุ้งอยู่กลางอากาศ
แสงจากโคมเหล็กส่องลงบนโต๊ะยาวสีดำเพียงจุดเดียวกลางห้องลวดลายหนามสีเงินเลื้อยไปตามผิวไม้ เผยรอยกัดกร่อนที่ไม่มีใครคิดจะซ่อมแซม
เก้าอี้ถูกจัดวางพอดีกับคนนั่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
ตึก…ตึก…
เงามืดทยอยเข้ามาประจำที่กันเงียบงันไม่มีคำทักทายและไม่มีเสียงใดเกินจำเป็
จนกระทั่ง เก้าอี้หัวโต๊ะถูกดึงออก
ครืด…
ทุกสายตาจึงหยุดนิ่ง
“…”
เมื่อชายผู้นั้นนั่งลงเปลวไฟกลางโต๊ะเกิดสั่นไหวราวกับตอบรับการมาถึง
เพียงมือแตะลงบนผิวไม้ทั้งห้องก็เงียบงัน
แหวนประจำตระกูลแบล็กธอร์นสะท้อนแสงจันทร์ที่ทะลุลงมาได้พอดิบพอดีไม้เท้าหัวอีกาถูกวางไว้ข้างกาย ดวงตาสีเข้มกวาดมองผู้คนโดยรอบความพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้า
“ยอดเยี่ยม…นึกว่าพวกเ้าจะลืมนามผู้ปกครองที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว”
“พวกข้าจะลืมนามของท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรกันขอรับ”ขุนนางในเงามืดรีบตอบด้วยท่าทีร้อนรน
“ถึงไม่ลืม…แต่เ้าก็ยังกล้าเสนอกองกำลังเสริมให้ลาเมทัส”
“เอ่อ…เื่นั้น…คือว่า…”
“ไม่ว่ากัน สถานการณ์เช่นนั้นเป็ข้าก็คงต้องตามน้ำไปก่อน”
“ขะ ขออภัยอย่างยิ่งขอรับครั้งหน้าข้าจะระวังให้มากกว่านี้”
“ครั้งหน้างั้นหรือ…หึ!”
เซนซัสอยากสั่งปลิดชีพเขาให้จบเื่แต่สุดท้าย เลือกเพียงโบกมือกลางอากาศเป็สัญญาณว่าไม่เป็ไร
กลุ่มนักฆ่าที่เคลื่อนไหวตามอารมณ์ของผู้เป็นายถอยกลับสู่เงามืดดังเดิมประกายของมีคมสะท้อนวาบไปยังขุนนางผู้นั้นจนร่างสั่นเทา
“ขะ ขอบคุณที่ไว้ชีวิตขอรับ”
หลายคนลอบถอนหายใจคลายอารมณ์ลง
“ต้องขยับแผนให้เร็วขึ้นครั้งนี้…คงต้องยืมมือเ้าแล้ว”
เซนซัสหันไปยังชายร่างใหญ่แม้เห็นเพียงเงาเลือนราง แต่บนศีรษะคล้ายมีเขาของบางสิ่งประดับอยู่
“ข้าจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด”
“ถึงมือเ้าแล้ว ข้าคงไม่ต้องกังวล”
“โปรดวางใจ”น้ำเสียงนั้นแฝงความโเี้อย่างชัดเจน
เซนซัสเลื่อนสายตาไปยังปลายโต๊ะ
“คงถึงเวลาอธิบาย…ทำไมยาพิษของท่านถึงไม่มีผลกับเด็กคนนั้น”
“ท่านกำลังเคลือบแคลงในฤทธิ์ของพระผู้เป็เ้างั้นหรือเคานต์แบล็กธอร์น”
เธอกล่าวตอบราบเรียบแต่แฝงความอันตรายอยู่ภายในประโยค
หน้ากากของนางเรียบสนิทไร้ลวดลายแต่เมื่อจ้องนานพอ ผู้คนจะเริ่มเห็นใบหน้าของตัวเองสะท้อนอยู่บนนั้นแทนเรือนผมขาวโพลนปล่อยสยายลู่ต่ำ ตัดกับชุดคลุมสีดำเงินยาวลากพื้นผ้าทุกชั้นบางเบาและเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ
สิ่งที่สะดุดตาคือสร้อยสีเงินห้อยเศษดวงอาทิตย์สีดำไว้ตรงกลางอก
พลังงานสีขาวและสีดำกระแทกชนกัน
“ครรรรรรตูมมม!!”
คลื่นพลังปะทะกันจนชั้นอากาศบิดเบี้ยวเสียงคำรามต่ำสั่นะเืเขย่าห้องโถงความกระหายเืเดือดดาลไหลพล่านในร่างกายของทุกคน
ก่อนจะเลือนหาย เมื่อเมฆบดบังแสงจันทร์
“ข้าจะสงสัยพระองค์ผู้ปลดปล่อยได้อย่างไรเพียงแค่…ไม่เข้าใจเท่านั้น”
เคานต์แบล็กธอร์นสูดลมหายใจลึกวางอารมณ์ตัวเองให้เป็กลาง สยบความคิดอันรุนแรงที่ลุกโชน
“ทุกสิ่งล้วนเป็พระประสงค์พระองค์จะประทานเส้นทางอันสูงส่งแก่ท่าน จงศรัทธา…”
สิ้นคำกล่าวนักบวชผู้นั้นก็สลายหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน เหลือเพียงเก้าอี้อันว่างเปล่า
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น”
เซนซัสแสดงอาการลังเลตัดสินใจผิดหรือถูกที่เลือกสนับสนุนลัทธิอันร้ายกาจนี้สุดท้ายเลือกปล่อยวางความคิดไร้คำตอบนั้นลงเพราะสิ่งใดสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ได้ ไม่ว่าทางไหนก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง
ครุ่นคิดเพียงครู่สายตาพลันสะดุดไปยังลูกชายด้านข้าง
“ทำไมถึงมีสีหน้าเช่นนั้น”
“ขออภัยขอรับคงเป็ผลพวงมาจากการเคลื่อนย้าย”
ใบหน้าแดงก่ำของเมกัสก้มลงกล่าวขออภัย
แม้ภายในหัวจะกำลังลากใครคนหนึ่งมาฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อระบายอารมณ์
หากได้เจอกันอีกครั้งเขาสาบานว่าจะเอาคืนต้นเื่นี้ให้สาสมแน่นอน
“นึกว่าอยากฆ่าใครในที่นี้เสียอีก”
หลายคนเริ่มหลบสายตาบางคนกระสับกระส่ายราวมีชนักติดหลัง ทว่าในสายตาของเซนซัส นี่เป็เพียงภาพคุ้นชินเขาจึงไม่คิดเพ่งเล็งผู้ใดเป็พิเศษ
การหารือเพื่อลดทอนอำนาจลาเมทัสยังคงดำเนินต่อไป
ทุกประเด็นในที่ประชุมล้วนถูกเซนซัสวางหมากไว้ล่วงหน้าซ่อนกลอุบายไว้หลังทุกข้อเสนอ ดักทางหนีไว้ทุกย่างก้าวต่อให้ฝ่าดงหนามชั้นแรกมาได้ ก็ยังมีหลุมพรางอีกหลายชั้นรอฉุดกระชากอยู่เบื้องหน้า
“หากพลาดแม้แต่นิดเดียว…พวกเ้ารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
เซนซัสปิดการประชุมด้วยคำพูดประจำตัว
“รับคำสั่งขอรับ พวกข้าน้อยขอตัวก่อน”
เงาปริศนาตรงเก้าอี้รอบโต๊ะทมิฬทยอยกันจากไปโดยไม่รีรอ
“ให้ข้าตามสืบเื่ของลัทธิดีหรือไม่”เมกัสเห็นความกลัดกลุ้มของผู้เป็พ่อ
“ไม่จำเป็เกรงจะนำมาซึ่งผลเสียยิ่งกว่าผลดี” เซนซัสปัดตกเื่ลัทธิแล้วยื่นอะไรสักอย่างให้
“นำทัพหน่วยอัศวินกุหลาบเพลิงขึ้นเหนือไปช่วยตระกูลคลอเซียสต้านกลุ่มคนเถื่อน”
“รับคำสั่งขอรับ”
เมกัสคุกเข่าลงกับพื้นรับตราสัญลักษณ์หนามกุหลาบเลื่อยพันที่มีกลีบเป็เปลวเพลิงไว้ในมือแน่น
“ส่วนแผนการขั้นต่อไปข้าจะให้คนนำส่งให้เมื่อถึงเวลา เพียงทำหน้าที่ของเ้าไปก่อน”
“ขอรับท่านพ่อ”
“จงทำให้ข้าเชื่อการเลือกเ้า…ไม่ใช่การตัดสินใจที่น่าเสียดายที่สุดของข้า”
ดวงตาสีเข้มของเซนซัสทอดมองบุตรชายราวคมมีดไร้ปรานีสายตาเดียวหนักอึ้ง เหงื่อเย็นไหลผ่านแผ่นหลัง
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
แม้อารมณ์จะสั่นไหวแต่เขายังคงก้มหน้ารับคำสั่งโดยไร้ข้อปฏิเสธ
“ดี…เ้าไปพักผ่อนเถอะสงสัยคืนนี้คงใช้งานเ้าหนักเกินไป”
มือใหญ่กร้านตบลงบนบ่าของเมกัสหลายครั้ง
“งั้นข้าขอตัวลา ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านพ่อ”
เซนซัสพยักหน้าตอบกลับ
ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ของเมกัสหายไปจากสายตาความเงียบสงัดเข้ามาเยือนอีกครั้ง
ภาพความทรงจำเดิมวิ่งผ่านทั่วมุมคฤหาสน์ร้างแห่งนี้ครั้งหนึ่งมันเคยมีชีวิตชีวามากกว่าที่ไหน
เคาน์แบล็กธอร์นปิดผนึกจดหมายด้วยแหวนประจำตระกูลก่อนยื่นมันให้กับความว่างเปล่า
“นำจดหมายนี้ส่งไปยังจักรวรรดิ”
“ขอรับ นายท่าน”เงาปริศนาโผล่มารับแล้วจากไปทันที
ดวงตาสีเข้มเย็นเยียบลงความทรงจำเก่าไม่ได้หล่อเลี้ยงหัวใจอีกต่อไปมีเพียงความแค้นที่กัดกินลึกขึ้นทุกวัน
“อีกไม่นาน…”
เสียงแ่หลุดออกจากริมฝีปากขณะมือกำแน่นอยู่เื้ั
“พวกมันจะต้องชดใช้ทั้งหมด”
…
ในขณะที่แผนการลับเริ่มเคลื่อนไหวใต้เงาจันทร์อีกด้านหนึ่งของวาลการ์ด ใครบางคนกำลังใช้ชีวิตโดยไม่รู้เลยว่าพายุคลื่นลูกใหญ่กำลังจะพัดเข้าหาตัว
โจเวลที่ยังคงเพลิดเพลินกับของกินในมืออย่างเอร็ดอร่อยเทศกาลกราเวนเทอร์ราล่วงเลยจนใกล้ถึงเวลาปิดงานร้านค้าเริ่มทยอยเก็บของปิดตัวลงพร้อมกับแสงไฟที่ริบหรี่เหลือเพียงไม่กี่ที่ยังคงเปิดอยู่
ทั้งสามนั่งพักกันอยู่ริมน้ำไม่ไกลจากลานพิธี
“อุดมสมบูรณ์จนเห็นหิ้งห้อยเยอะขนาดนี้เลย”
ดวงดาวสีเขียวจากแมลงตัวน้อยส่องสว่างเต็มใต้ต้นไม้ใหญ่ พวกมันบินโฉบเฉี่ยวโอ้อวดกันเหนือผืนน้ำอันเงียบสงบ
เสียงดนตรียังคงขับขานมาตามสายลมแต่ทำนองมันฟังดูจะยืดยานกว่าปกติเล็กน้อย
“นั่นนะสิขอรับท่านจะลืมรสชาติน้ำหมักชั้นเลิศของวาลการ์ดได้ยังไง” เอเมอร์นั่งอยู่บนต้นไม้พูด
“ไปทางนั้นได้ไงบอกมาเลยก็ได้ว่าเ้าอยากดื่ม”
“ข้าน้อยไม่คิดอยากไปสถานที่เช่นนั้นหรอกขอรับแต่บรรยากาศแบบนี้…ก็ไม่เลวนัก”
เอเมอร์ทำท่าทางซึม
“พูดขนาดนั้นแล้ว เ้าก็ไปซื้อมาเถอะ”
“นายน้อยพูดเองนะขอรับ”
หลังจากได้รับคำอนุญาตปนประชดประชันของโจเวลเอเมอร์หายตัวขวับไปทันที
“เป็คนที่เข้าใจยากเสียจริง”
แซมพยักหน้าเห็นด้วยโจเวลจึงยื่นไม้เสียบเนื้อย่างอีกอันให้
“ทำไมถึงอยากเป็อัศวิน”
“นายน้อยอยากรู้หรือขอรับ”แซมกัดชิ้นเนื้อคำโต
“ถามเพราะอยากรู้นี่แหละ”
“ข้าได้ยินว่ามา อัศวินมีเงินให้ใช้มีข้าวให้กิน มีที่นอนให้พัก จึงลองสมัครดูขอรับ”
“เรียบง่ายกว่าที่คิดนึกว่าเ้าจะยึดถืออุดมการณ์สำคัญสักอย่างเสียอีก”
“เอาเข้าจริงก็มีขอรับแต่มันเกินตัวข้าไปเสียหน่อย” แซมก้มหน้ามองเงาตัวเองบนผิวน้ำ
“เงยหน้าขึ้นเถอะตอนนี้เ้าเป็อัศวินภายใต้อาณัติของข้าแล้วข้าไม่ยอมให้ใครมารังแกเบ๊เบอร์หนึ่งของข้าหรอกไม่ว่าอุดมการณ์หรือสิ่งที่เ้าอยากทำจะดูไกลตัวแค่ไหนขอแค่ไม่ใช่เื่ผิดศีลธรรมหรือเบียดเบียนใคร”
โจเวลรีบเคี้ยวชิ้นเนื้อเหนียวด้วยความเร่งรีบ
“บอกมาได้ข้าจะบันดาลให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่เ้าปรารถนา”
โจเวลตบไหล่แซมที่ดูแข็งแกร่งกว่าหินนั้นหลายครั้ง
“เข้าใจแล้วขอรับ นายน้อย” แซมยิ้มความเชื่อมั่นต่อคนตรงหน้าเพิ่มมากขึ้น
“ต่อไปให้เรียกข้าว่า บอสแทนนายน้อยแล้วกัน”
“บอสงั้นหรือขอรับสรรพนามของท่านแต่ละคำ ช่างดูแปลกเสียจริง”
“เอาเถอะน่า…ไม่ใช่คำไม่ดีอะไรหรอกข้ารู้สึกคันหูเวลาถูกเรียกว่านายน้อย”
“ขอรับ นายน้- บอส”แซมยังคงไม่ชินกับคำแปลกใหม่ที่เพิ่งได้ยิน
“ดีมาก! จงฟังคำสั่งข้าต่อไปนี้แซม”
“ขอรับบอส!”
“สอยอีกานั่นลงมาให้ข้า”
โจเวลชี้ไปยังอีกาตัวใหญ่ที่ดูคุ้นตาด้วยใบหน้าเ้าเล่ห์ซึ่งบินวนอยู่ใต้แสงจันทร์สุกสกาว