อาณาจักรต้าซ่ง เมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ภายหลังจากส่งเสด็จทารกน้อยองค์หญิงอี้อันไปถึงแคว้นต้าหลี่แล้วขบวนส่งเสด็จจึงเดินทางกลับต้าซ่ง โดยแม่ทัพเสวี่ยิ เป็ผู้นำขบวนเดินทางรอนแรมนานนับเดือนในขบวนเดินทางกลับมีสตรีรุ่นเดียวกับแม่นมเฉินซือซือ ร่วมเดินทางกลับมาด้วยนางขี่ม้าหน้าทหารองค์รักษ์ ที่สุดทั้งหมดกลับถึงเมืองเปี้ยนจิงเมืองหลวงของต้าซ่ง
ฮ่องเต้ซ่งไท่จงทรงประทับที่ห้องทรงอักษร ซื่อกงขันทีคนสนิทยืนค้อมกายอยู่ด้านข้าง บนโต๊ะใหญ่มีฎีกาวางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ ที่โต๊ะทรงพระอักษร ทรงอ่านพระราชสาส์นจากฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหลี่ อ่านอักษรทุกตัวซ้ำไปซ้ำมาพระพักตร์เผือดลง ซื่อกงขันทีเอียงหน้ามองพระพักตร์ฝ่าาอยู่เป็ระยะๆที่พื้นด้านล่างแม่ทัพเสวี่ยิ และหมอหลวงสุยที่เดินทางกลับมาจากแคว้นต้าหลี่แล้ว กำลังคุกเข่าคู่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาฝ่าาทรงนิ่งอยู่นานจึงตรัสถามเบาๆ “หมอหลวงทางนั้นว่าอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าา ท่านหมอหลวงไช่ผู้เฒ่า วินิจฉัยแล้วว่าภายหลังที่องค์หญิงน้อยฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พระอาการโรคหืดหอบดูเหมือนจะทุเลาลง แต่เหตุใดไม่ทราบได้องค์หญิงน้อยไม่ตรัส ไม่ลุกเดิน ไม่กรรแสง ได้แต่นั่งนิ่ง มีอารมณ์ดีทรงยิ้มแย้มตลอดเวลา” หมอหลวงสุยยิ่งเล่าพระอาการ ยิ่งเล่ายิ่งค้อมตัวลงเรื่อยๆที่สุดเล่าจบหน้าก้มติดถึงพื้นพอดี แล้วกล่าวเสียงดังออกมา “กระหม่อมสมควรตายไม่สามารถรักษาพระอาการองค์หญิงน้อยได้”
แม่ทัพเสวี่ยิ ประสานมือก้มหน้าติดพื้นเช่นกัน “ฝ่าา กระหม่อมผิดเองที่ไม่ได้นำองค์หญิงน้อยเสด็จเข้าพระราชวังต้าหลี่ให้เร็วกว่านี้กระหม่อมสมควรตาย ขอฝ่าาลงพระอาญาเถิด”
“เราจะโทษเ้าหรือใครๆ ได้เช่นไร หากไม่ใช่เพราะพวกท่านดูแลลูกเราอย่างดีตลอดการเดินทางอันแสนไกลปานนั้น นางคงเสียชีวิตไประหว่างทางแล้ว เราต่างหากที่ต้องขอบใจพวกท่านที่คุ้มครองนางไปส่งถึงบ้านเมืองของเสด็จแม่ของนาง”พระสุรเสียงเบาลงเรื่อยๆ จากนั้นเงยพระพักตร์ขึ้นพลางพยักหน้ากับตนเองราวกับว่าพระองค์ทรงคิดตกแล้ว “จากนี้ไป ให้แล้วแต่ลิขิต์เถิดพวกท่านลุกขึ้นกันเถิด ทุกท่านเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย ข้าเองก็ดีใจ เอาละ..ท่านหมอหลวงท่านกลับไปก่อนเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี กระหม่อมทูลลา” เมื่อหมอหลวงสุยเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปแล้วทรงตรัสถามแม่ทัพเสวี่ยิว่า “อาิ เ้าคิดว่าอี้อันจะเป็โรคโง่หรือไม่?”
คำถามนี้สร้างความอึดอัดใจแก่แม่ทัพเสวี่ยิยิ่งนัก เขานิ่งคิดสักครู่แล้วทูลว่า “ทูลฝ่าาที่ต้าหลี่กระหม่อมเห็นเสด็จลุง เสด็จป้า อีกทั้งพี่ชายทั้งสามต่างรักและเอ็นดูองค์หญิงน้อยยิ่งนัก กระหม่อมเชื่อว่าทุกคนจะช่วยกันปกป้อง อบรมเลี้ยงดู ให้องค์หญิงน้อยเติบโตเป็เด็กที่ปกติได้ อาจต้องใช้เวลายาวนานเท่าใดไม่มีผู้ใดทราบชัดวันข้างหน้าสุดแต่ลิขิต์ พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ซ่งไท่จงรับทราบ แต่พระพักตร์ยังไม่คลายวิตก
“เอาเถิด เราเข้าใจแล้ว เราจะบอกกับฮองเฮาด้วยตนเองเ้ากลับไปพักก่อนเถิด” แม่ทัพเสวี่ยิทำความเคารพแล้วถอยหลังไปสามก้าวแล้วเดินออกไปจากท้องพระโรง
หลังจากปีที่ไปส่งองค์หญิงน้อยอี้อัน กาลเวลาล่วงผ่านไป..ไม่มีชีวิตใดหยุดนิ่ง หากแต่ดำเนินไปตามบทบาทและหน้าที่ของตน มีเพียงข่าวสารที่ส่งถึงกันผ่านนกพิราบบินข้ามูเาสูงนับพันหลี่ ส่งจากพระราชวังต้าหลี่ ถึงพระราชวังต้าซ่ง ปีแล้ว .... ปีเล่า ....
อาณาจักรต้าซ่ง 13 ปีต่อมา
ท้องพระโรงว่าราชการพระราชวังต้าซ่งซื่อกงขันที อ่านสาส์นจากอ๋องหลี่เผิงชาง แห่งแคว้นซีเซีย ต่อหน้าขุนนางราชสำนัก
“กระหม่อม อ๋องหลี่ผิงชาง อ๋องรุ่นที่ 3 แห่งแคว้นซีเซี่ยขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา นับแต่อ๋องซีเซี่ยรุ่นแรกที่ปกครองแคว้นต่างปรารถนาให้ประชาชนมีความสงบสุข บ้านเมืองไร้านองเืจึงมีข้อตกลงเป็พันธมิตรกับกษัตริย์แห่งอาณาจักรต้าซ่ง และเพื่อแสดงความจริงใจของแคว้นซีเซี่ย กระหม่อมมอบหมายให้ องค์ชายหลี่ผิงซาน พระอนุชาของกระหม่อมเดินทางนำเครื่องบรรณาการมาถวายแด่ฝ่าาอันได้แก่ อานม้าศึก 300 ชิ้น หนังกวาง 100 ผืน ผ้าแพร 100 พับ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรต้าซ่งและขอทรงพระกรุณาประทานโอกาสให้ชาวแคว้นซีเซี่ยผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความรักทางด้านศิลปะการร่ายรำ การดนตรี กวีนิพนธ์ โดยให้องค์ชายหลี่ผิงซาน อนุชาของกระหม่อม พำนักอยู่ภายใต้พระบารมีของฝ่าา ศึกษาศิลปะ วัฒนธรรมจากต้าซ่ง จักเป็พระกรุณาอย่างยิ่ง
จาก อ๋องหลี่ผิงช่ง อ๋องรุ่นที่ 3 แห่งแคว้นซีเซี่ย”
จักพรรดิซ่งไท่จงทอดพระเนตร องค์ชายหลี่ผิงซานแคว้นซีเซี่ย ที่คุกเข่าทำความเคารพเบื้องหน้าองค์ชายผู้นี้อายุ 25 ปี รูปร่างสูงโปร่งแต่ล่ำสันดังเช่นคนเผ่าทุ่งหญ้า ใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มลูกตาดำสนิท จมูกโด่ง แม้จะเป็ชาวเผ่าที่อาศัยในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แต่หนุ่มผู้นี้กลับมีผิวพรรณสะอาดสะอ้านมองโดยรวมถือเป็หนุ่มรูปงามคนหนึ่ง องค์ชายผู้นี้แต่งกายแบบซีเซี่ยด้านหลังเขามีหีบขนาดใหญ่ใส่เครื่องบรรณาการ 6 หีบตั้งอยู่กลางท้องพระโรง
เหล่าขุนนางต้าซ่งที่ยืนเรียงเป็ระเบียบทั้งสองฝั่งขุนนางบางคนเหลือบมององค์ชายหลี่ผิงซานด้วยหางตาคล้ายดูแคลนว่าเป็ผู้มาจากแคว้นเล็กๆ บางคนแอบซุบซิบเบาๆ จับใจความไม่ได้
องค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋วขณะนี้ 25 ชันษา องค์ชายรองจ้าวเหยียนชี่ 24 ชันษาองค์ชายสามจ้าวเหยียนชิว 23 ชันษา องค์ชายสี่จ้าวเหยียนเฟิง 22ชันษา องค์ชายห้าจ้าวเหยียนเจี๋ย 21 ชันษายืนเรียงลำดับาุโอยู่ด้านหน้าเหล่าขุนนาง เหล่าองค์ชายมองแขกเมืองผู้นี้นิ่งเฉยมีเพียงองค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋วที่สายตาแวววาวเล็กน้อย
เหล่าขุนนางมีความเห็นแบ่งเป็หลายเสียงเสียงหนึ่งเห็นด้วยที่แคว้นซีเซี่ยผูกมิตรและแสดงความจริงใจโดยให้พระอนุชาองค์เดียวมาพำนักในต้าซ่ง อีกเสียงมีความเห็นว่าการพำนักขององค์ชายอาจทำให้ญาติทางแคว้นซีเซี่ยเข้าใจว่าต้าซ่งจับองค์ชายไว้เป็เชลย อีกเสียงออกจะกล่าวไม่รักษาน้ำใจว่าองค์ชายคิดแฝงตัวสอดแนมภายในแคว้นต้าซ่งหรือไม่ เหล่าขุนนางต่างออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย
สุดท้ายฝ่าาตัดสินพระทัย “องค์ชายหลี่ผิงซาน ตามที่อ๋อง หลี่ผิงชางแห่งซีเซี่ยได้ฝากฝังให้เ้าให้มาอยู่ต้าซ่งเพื่อศึกษาศิลปะ และวรรณกรรมเช่นนั้นเพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีอันดีของต้าซ่งและซีเซี่ย เราประทานจวนด้านทิศใต้พระราชวังท่านจงพักที่นั่นเถิด”
องค์ชายหลี่ผิงซานก้มลงกราบ “ขอบพระทัยฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”
นับเป็การยุติความคิดเห็นทั้งหมดของเหล่าขุนนางทั้งหมดในท้องพระโรง
พระตำหนักซุนจี้
“เสด็จแม่ ทราบหรือไม่ วันนี้องค์ชายแห่งซีเซี่ย พระอนุชาอ๋องหลี่เผิงชางเป็ทูตมาเชื่อมสัมพันธ์สองแคว้น เสด็จพ่อประทานจวนให้หลังหนึ่งอยู่นอกพระราชวัง” องค์ชายเหยียนจั๋ว เดินเข้ามาเยี่ยมพระมารดาเล่าพลางหยิบเครื่องประดับชิ้นงามของพระมารดาขึ้นมาพลิกไปมา ก่อนวางลงที่เดิม เสด็จแม่ของเขามักนำเครื่องประดับออกมาขัดถูฆ่าเวลาอยู่บ่อยๆองค์ชายใหญ่มองพระมารดาของตนด้วยความภาคภูมิใจ ... ที่พระมารดาของพระองค์ร่ำรวยกว่าสตรีฝ่ายในทุกคน
“ดูเ้าสนใจองค์ชายซีเซี่ยผู้นี้มากนะ เ้าคิดจะทำอะไรหรือ?”
“หม่อมฉันอยากจะผูกมิตรกับองค์ชายผู้นี้ มีเสียงสนับสนุนจากซีเซี่ยนับเป็เื่ดี ใช่หรือไม่เสด็จแม่”องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วกล่าวแล้วหัวเราะเบาๆเหลียวซ้ายขวาราวกับมองหาอะไร
“เหยียนชี่ เล่า? กลับจากประชุมขุนนางแล้วก็หายหน้าไปเลย”
“อยู่กรมพิธีการ เห็นว่าไปช่วยเตรียมจัดสอบเคอจวี่ ระดับจิ้นซื่อ ของปีนี้” พระสนมหวังกุ้มเฟยกล่าวตอบมือและสายตายังคงทำความสะอาดเครื่องประดับอยู่ไม่วางตา
องค์ชายใหญ่เยียนจั๋วประหลาดใจ “เอ๊ะ.. ไปทำไม เห็นว่าเสด็จพ่อมอบเื่นี้ให้ เหยียนชิวเป็ผู้ดูแลการสอบครั้งนี้ไม่ใช่หรือ?”
พระสนมหวังกุ้ยเฟยชะงักวางเครื่องประดับลงเงยหน้ามองพระโอรสทันที “อะไรนะ เสด็จพ่อเ้าให้ องค์ชายสามเหยียนชิว เป็ผู้รับผิดชอบการสอบจิ้นซื่อของราชสำนักเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว เสด็จแม่” องค์ชายใหญ่ตอบพระมารดา
“เหลวไหล เหยียนจั๋วเ้ารู้ไหมการสอบระดับจิ้นซื่อฝ่าาจะเป็ผู้ควบคุมการสอบด้วยพระองค์เอง เ้าโตกว่าเหยียนชิวส่วนท่านตาเ้าเป็ถึงขุนนางขั้น 2 มีประสบการณ์มากกว่าเป็ไหนๆแต่ฝ่าากลับไปมอบหมายงานสำคัญให้คนอื่น ส่วนเหยียนชี่ยังไปช่วยคนอื่นอีก”
“โธ่ เสด็จแม่ ใครอยากทำงานอะไรก็ให้เขาทำไปเถิดหม่อมฉัน้าแค่ตำแหน่งรัชทายาท ไม่ได้อยากได้งาน” พระสนมหวังกุ้ยเฟยใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากพระโอรสองค์โตจนหน้าหงายไปนิดหนึ่ง“เ้าจะรู้อะไร เสด็จพ่อเ้าเป็นักรบทรงร่วมรบกับเสด็จลุงเ้าจนรวบรวมอาณาจักรต้าซ่งให้เป็ปึกแผ่น ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ก็ได้บ้านเมืองมานะ ถ้าเ้าไม่มีผลงานอะไรให้เสด็จพ่อเ้าเห็นเลย คิดหรือว่าเ้าอยู่ในสายตาของฝ่าา”
“เสด็จแม่ไม่ต้องกังวลพระทัยไป หม่อมฉันมีสมองกับมีเพื่อนฝูง เื่ที่คิดต้องทำสำเร็จอยู่แล้ว” พระสนมฯมองหน้าลูกชายคนโปรดสีหน้ามีแววกังวลไม่น้อย โอรสองค์โตของพระนางจริงอยู่เขามีพวกพ้องเพื่อนฝูง ...มีทรัพย์สิน แต่เื่มีสมอง พระนางอดเป็กังวลไม่ได้? ...
ที่ว่าการกรมพิธีการ เมืองเปี้ยนจิง
องค์ชายสามจ้าวเหยียนชิวพระโอรสของฮองเฮาต้วนเยว่ซิน บัดนี้วัย 23ชันษา พระวรกายสูง ใบหน้าเรียวได้รูป คิ้วเข้มหนา ดวงตากลมโตจมูกโด่งได้รูปงดงาม ริมฝีบางบางได้รูปแต่มักเม้นสนิทเป็นิจ กำลังนั่งดูรายชื่อบรรดาบัณฑิตผู้ที่จะเข้าสอบเคอจวี่(การสอบคัดเลือกเข้าเป็ขุนนาง) ข้างๆ มีองค์ชายรองจ้าวเหยียนชี่โอรสองค์รองของพระสนมหวังกุ้ยเฟย ร่วมตรวจสอบประวัติผู้มีรายชื่อเข้าสอบรอบกายพระองค์มีขุนนางกรมพิธีการช่วยงานถึงสามคน
องค์ชายสามเหยียนชิว แม้รู้ว่าพระมารดาและพี่ชายขององค์ชายรองเหยียนชี่จะไม่ประสงค์ดีกับครอบครัวของตนนักแต่องค์ชายรองผู้นี้มักมาคลุกคลีเล่าเรียนกับตนและพระสหายทั้งสองของพระองค์เสมอจึงพอจะสนิทสนมกันอยู่บ้าง องค์ชายสามเหยียนชิวแอบพินิจพระเชษฐาต่างมารดาสักครู่ ทรงเห็นว่าองค์ชายรองเหยียนชี่เป็อีกคนที่รูปงามเพราะได้เค้าความรูปงามจากพระมารดามามิใช่น้อยเมื่อเทียบกับองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว คนพี่ที่มีรูปงามที่สุด
องค์ชายสามเหยี่ยนชิวมีพระสหายสนิทอยู่สองคน สหายคนแรก เสวี่ยซิง อายุ 23 ปี บุตรชายคนเดียวของผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์อวี๋หลิน แม่ทัพเสวี่ยิปัจจุบันเป็ขุนนางขั้น 5 สหายผู้นี้มีรูปร่างและบุคลิกต้องตาสาวๆทั้งเชื้อพระวงศ์ และบุตรีเหล่าขุนนางเป็ที่สุด พวกนางมักแอบเรียกนามเขาลับหลังว่า “คุณชายหิมะผู้เ็า” ความที่เขาเป็บุรุษพูดน้อย สงบนิ่งราบเรียบ จนบางครั้งตนเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่า สาวๆ ทั้งหมดนั้นไปติดตาต้องใจกับเสวี่ยซิง ผู้นี้ได้อย่างไรกัน ด้านเสวี่ยซิงเองกลับไม่ได้สนใจมองสตรีนางใดเป็พิเศษสักคน สตรีที่เสวี่ยซิงสนทนาด้วยบ่อยที่สุดกลับเป็ องค์หญิงเหออัน น้องสาวของเขาเอง
ผิดกับสหายคนสนิทอีกคนจางเหยา อายุ 23 ปี บุตรชายรองของผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ จางซื่อเจิน ปัจจุบัน จางเหยาเป็ขุนนางขั้น 5 บุรุษรูปงามอีกคน มีอุปนิสัยเอาจริงเอาจังพูดตรง จนบางครั้งเหมือนไม่รักษาน้ำใจ ดังนั้นถึงจะสง่างามก็ตามแต่สาวๆไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้นักเพราะเกรงวาจาที่พูดตรงไม่หวานหูของเขา
น่าแปลกนิดหน่อย บัดนี้ จางเหยา บุรุษปากไร้น้ำใจแต่งงานไปแล้วแถมมีลูกชายคนแรกอายุ 6 ขวบ สาเหตุที่จางเหยาแต่งงานั้แ่อายุ 17 ย่างเข้าวัยหนุ่มนับว่าเร็วกว่าสหายทุกคน มีเพียงเหตุผลเดียว คือ ท่านผู้บัญชาการจาง อยากอุ้มหลานเร็วๆ !
เสนาบดีหลินเฉาอายุ 50 ปี เ้ากรมพิธีการ และเหล่าบรรดาผู้ช่วยเสนาบดีอีก 4 คนยืนถวายรายงานองค์ชายสามเหยียนชิว “การสอบเคอจวี่ปีนี้จัดสอบในระดับจิ้นซื่อ (บัณฑิตชั้นสูง) ที่จัดต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าาทุก 3 ปี ฝ่าาทรงเป็ผู้คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความ สามารถโดยเฉพาะเข้าเป็ขุนนางราชสำนัก ส่วนบัณฑิตที่เข้าสอบล้วนผ่านการสอบในระดับอำเภอ ระดับมณฑลมาแล้วทั้งสิ้น ปกติฝ่าาทรงเป็ผู้กำหนดหัวข้อการสอบ สอบครั้งนี้ฝ่าาทรงกำหนดมาแล้ว พ่ะย่ะค่ะองค์ชายจะมีรับสั่งมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่?”
“ไม่มีเพิ่มเติม สำหรับสถานที่สอบ ท่านเสนาบดีหลินดำเนินการไว้แล้วใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นทุกอย่างให้ดำเนินต่อไปได้ เราเพียงได้รับมอบหมายมาควบคุมการสอบ วันที่สอบเป็วันใด”
“ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 อีกสามวันก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เช่นนั้นในวันสอบเราจะเข้าคุมการสอบ และตรวจคำตอบเบื้องต้นด้วยตนเองท่านเห็นว่าอย่างไร?”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขุนนางกรมพิธีการคำนับพร้อมกัน
สอบเคอจวี่
และแล้ววันสอบเคอจวี่ระดับราชสำนักได้มาถึง บัณฑิตที่ผ่านการสอบในระดับมณฑลในรอบนี้มีถึง 100 คนเมื่อบัณฑิตทั้งหมดเข้าที่นั่งของตนแล้ว การสอบจึงเริ่มขึ้น การสอบใช้เวลา 3วัน ทุกวันองค์ชายสามเหยียนชิว องค์ชายรองจ้าวเหยียนชี่เดินทางมานั่งเป็ประธานการสอบ เมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง เสนาบดีหลินเฉา เ้ากรมพิธีการนำข้อสอบทั้งหมดมาส่งให้องค์ชายทั้งสองในห้องกรมพิธีการนั่งตรวจ ความเรียบร้อยคำตอบของเหล่าบัญฑิตพร้อมกับเหล่าคณาจารย์ โดยมี เสวี่ยซิงและจางเหยาสององครักษ์นั่งข้างกาย การสอบแข่งขันอันเหน็ดเหนื่อยของเหล่าบัณฑิตผ่านไปได้ด้วยดี
ภายหลังตรวจคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ได้คะแนนสูงสุดตามเกณฑ์ที่ราชสำนักกำหนดไว้มาได้จำนวนหนึ่งองค์ชายสามเหยียนชิว พร้อมเสนาบดีหลินเฉา เ้ากรมพิธีการ จึงนำข้อสอบที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเข้าถวายต่อฝ่าาให้เป็ผู้คัดเลือกจิ้นซื่อในขั้นสุดท้าย มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสอบหน้าพระพักตร์ฝ่าา 10 คน
การสอบเคอจวี่ในปีนี้บัณฑิตทั้ง 10 คนมาจากมณฑลต่างๆ ล้วนต้องสอบข้อเขียนต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าา ภายหลังการสอบสิ้นสุดลงที่สุดทรงพอพระทัยคำตอบของจิ้นซื่อสามอันดับแรกและโปรดให้เข้ารับตำแหน่งขุนนาง โดยมีเสนาบดีหลินเฉาอ่านประกาศราชโอการต่อหน้าบัณฑิตทั้ง10 คน รายชื่อจิ้นซื่อทั้งสามคือ
อันดับแรกรับตำแหน่ง“จอหงวน”นามบัณฑิต หวันสวี่ อายุ 30 ปี เขามีความมุมานะเข้าสอบระดับอำเภอจนมาถึงระดับมณฑลดังนั้นฝ่าาประทานตำแหน่ง ขุนนางให้เป็ผู้ช่วยกรมพิธีการรับผิดชอบสอนหนังสือในสถานศึกษาของราชสำนัก
อันดับสองตำแหน่ง“ป๋างเหยียน”นามบัณฑิต ตงเพ่ย อายุ 22 ปีเป็บุตรข้าราชการท้องถิ่นเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงมุ่งมั่นเล่าเรียนจึงสามารถสอบเป็จิ้นซื่อได้ั้แ่อายุยังน้อย ฝ่าาประทานตำแหน่งรองนายอำเภอเหอหนาน
อันดับสามตำแหน่ง“ทั่นฮัว”นามบัณฑิต ผกซื่ออี๋ อายุ 27 ปีเป็บุตรบัณฑิตมาจากเมืองเจียงหนิง ขยันหมั่นเพียรอ่านตำรา มีความสามารถพิเศษเื่วิชาดาราศาสตร์ฝ่าาประทานตำแหน่ง ผู้ช่วยเ้ากรมพิธีการ ช่วยงานในกรมพิธีการ
บัณฑิตผกซื่ออี๋ผู้นี้บรรพบุรุษมีความรู้ความสามารถเื่ดาราศาสตร์มาหลายชั่วอายุคนเขาจึงมีความสามารถในการทำนายทายดวงชะตาเป็พิเศษ แต่ความสามารถนี้เขายังมิได้บอกเล่ากับใคร
ในท้องพระโรงประชุมขุนนางท่ามกลางเหล่าขุนนางในราชสำนัก จิ้นซื่อใหม่ทั้งสามในปีนี้ทรงประทานตำแหน่งขุนนางขั้น 9สวมเครื่องแบบขุนนางสีฟ้า ทั้ง 3 ต่างคุกเข่าทำความเคารพสูงสุดต่อจักรพรรดิซ่งไท่จงรายงานตนและรับพระราชทานตำแหน่งและรับหน้าที่ “ขอบพระทัยฝ่าาขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
จวนพำนักองค์ชายแห่งซีเซี่ย
จวนพระราชทานที่ให้องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ยพักอาศัยนั้นไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง อีกทั้งในย่านนั้นมีบ้านเรือนของผู้มั่งคั่งหลายหลังจึงไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร ไม่อึกทึกดังเช่นถนนหลักที่ทำการค้าในเมือง ภายในกำแพงจวนมีเรือนใหญ่หนึ่งหลัง เรือนรับรองเรือนเล็ก มีพื้นที่ทำสวนหย่อนใจแคบๆนับว่าทรงพระกรุณาต่อทูตต่างเมืองที่ขอมาพำนักแบบไม่รู้วันเดินทางกลับเช่นเขา องค์ชายหลี่ผิงซาน พร้อมกับบริวารอีก 6 คน ยืนอยู่ด้านหน้าเรือนหลักพร้อมหีบใหญ่ 5 ใบล้วนเป็ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งสิ้น เขายืนอยู่กลางสวนเล็กๆ หน้าเรือน แหงนมองจวนแล้วทอดถอนใจ เขามาอยู่บนแผ่นดินต้าซ่ง เบื้องหน้าเพื่อทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นแต่แท้จริงแล้วพี่ชายของเขา อ๋องหลี่เผิงชาง้าให้เขามาเป็สายสืบความเป็ไปในต้าซ่งแล้วส่งข่าวกลับซีเซี่ยหากยามมีข้าศึกจากแคว้นเหลียวมารุกรานซีเซี่ยก็ให้เขาทำหน้าทูตร้องขอความช่วยเหลือจากต้าซ่งแต่ในยามสงบสุข ให้เขาเรียนรู้ศิลปะแขนงต่างๆ ตามความสนใจไปพร้อมกับแอบคบหาพ่อค้าในเมืองหลวงเพื่อเจรจาเปิดการค้าขายกับซีเซี่ย เช่นนั้นที่มีขุนนางต้าซ่งบางคนในโถงประชุมกระแนะกระแหนเขาว่าอาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง ก็ไม่ผิดไปจริงๆ ...คิดแล้ว อดถอนหายใจไม่ได้
จะว่าไปแล้วฐานะของเขา จะเป็ “ทูต” ก็ไม่ใช่ จะเป็ “ตัวประกัน” ก็ไม่เชิง ดังนั้นแล้วเขาก็ยิ้มหยันให้กับตนเอง ฉะนั้นที่แผ่นดินต้าซ่งเขาต้องหาที่พึ่งพิงให้กับตนเองเช่นนั้น ใครเล่าที่เขาจะพึ่งพาได้?
“ว่าอย่างไร องค์ชายหลี่ผิงซาน ข้ามาไม่สายไปใช่หรือไม่?”
องค์ชายซีเซี่ยหันกลับไปหน้าประตูพบว่าองค์ชายใหญ่เหยียน จั๋ว องค์ชายรูปงามที่เขาเห็นในท้องพระโรงเช้าวันก่อน บัดนี้เดินนวยนาดผ่านธรณีประตูเข้ามา เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่วิจิตรหรูหราราคาแพง ด้านหลังมีเด็กสาวงดงามผู้หนึ่งเดินตามมาองค์ชายผู้นี้นำเหล่าข้าทาสขนเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆ ตามหลังมาด้วย แล้วถือวิสาสะนำเครื่องใช้เ่าั้ส่งเข้าไปในเรือน
“ข้ารู้ว่าท่านย้ายบ้านใหม่ข้าวของเครื่องใช้อาจไม่พอ ข้าได้ชื่อว่าเป็ผู้รู้ใจสหายเสมอจึงนำของเหล่านี้มาให้ท่าน” องค์ชายใหญ่ตบที่อกผายของตนเอง
อา...สหาย ใช่แล้ว.. เขากำลัง้าสหายในต้าซ่งอยู่พอดี นี่เป็โอกาส์ของเขาแล้วเช่นนั้นก็เริ่มต้นที่องค์ชายผู้นี้เสียเลย ....