ฉันชื่อทิชานักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยดนตรีชื่อดัง
หลังจากที่เรียนจบฉันได้ลองส่งเรซูเม่สมัครงานไปที่บริษัทหรือสตูดิโอทำดนตรีไว้หลายแห่ง
จนในที่สุดก็มีบริษัททำเพลงที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนักติดต่อกลับมา
ฉันจำได้ดีว่าตัวเองดีใจจนเผลอหลุดกรี๊ดออกมาตอนกำลังซื้อของอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อท่ามกลางสายตาพนักงานและลูกค้าคนอื่นๆ
แม้ว่าจะเป็บริษัทเล็กๆแต่ฉันก็ไม่รอช้าที่จะตอบตกลง
เพราะสำหรับเด็กที่เพิ่งเรียนจบแถมเกรดผลการเรียนห่วยแตกอย่างฉันแล้วการที่มีบริษัทรับเข้าทำงานทันทีถือได้ว่าเป็เื่ที่โชคดีมากๆ
ยังไม่รวมถึงสวัสดิการและเงินเดือนที่เยอะมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ถึงอย่างไรฉันก็ไม่ควรจะปฏิเสธเงินเดือนดีๆแบบนี้ไม่ใช่หรือไง
ทิชามาถึงหน้าประตูบริษัทตอน 10.30 น.ตามเวลานัด เธอพยายามหันมองสำรวจรอบๆเพื่อสร้างความคุ้นชินกับสถานที่
แต่ทำไมกันในเวลากลางวันที่ข้างนอกมีแดดจ้าขนาดนี้แต่ภายในบริษัทแห่งนี้กลับดูมืดหม่นราวกับโดนดับไฟทั้งตึกอย่างนี้กันล่ะ
ใช้เวลาสำรวจไม่นานสายตาช่างสงสัยก็พบกับโต๊ะที่คาดว่าน่าจะเป็แผนกต้อนรับ
มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งประจำอยู่ เมื่อเธอเห็นฉันเดินเข้ามา ผู้หญิงคนนั้นยิ้มกว้างก่อนจะรีบปรี่วิ่งเข้ามาทักทายฉันอย่างดีใจ
“คุณคือคุณทิชาใช่ไหมคะขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ที่คุณได้รับการว่าจ้างจากบริษัทของเรา! ”
ในครั้งแรกที่มองจากไกลๆฉันคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงจะหน้าตาดีไม่น้อยแต่พอได้มองหน้ากันชัดๆขนาดนี้
ถ้าไม่ติดว่าขอบตาที่ดำคล้าเหมือนคนไม่ได้นอน ทิชาคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงจะสวยมากแน่ๆ
ทิชามองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วย "ความตื่นเต้นและความคาดหวัง"
แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้นทำเอาเธอรู้สึกขนลุกอยู่ไม่น้อย
ใช้เวลาทำความรู้จักกันได้ไม่นานเธอก็เดินนำทางฉันไปที่ห้องทำงานของตัวเองอย่างรีบร้อน
“คุณคงได้อ่านข้อตกลงและกฎของบริษัทนี้ที่ทางเราส่งไปให้แล้วนะคะ”
หญิงสาวแผนกต้อนรับคนเดิมที่จู่ๆก็จริงจังเข้าเสียดื้อๆบวกกับบรรยากาศที่มีเพียงแสงสว่างจากทางเดินเท่านั้น
บริเวณห้องข้างๆกลับปิดไฟมืดมิดราวกับไม่มีคนใช้ เธอไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีเพื่อนร่วมงานของเธออยู่ในห้องไหนบ้าง
ทิวาเอามือลูบแขนไปมาเพราะความเย็นเยือกของอากาศเข้ามากระทบผิวขาวๆของเธอ ในขณะเดียวกันเธอพยักหน้ารับไปด้วย
“ฉันได้อ่านมาบ้างแล้วค่ะมันเขียนไว้ว่าฉันได้รับหน้าที่เป็ผู้ช่วยดูแลการอัดเพลงของวงดนตรีใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ ตารางการอัดเพลงทั้งหมดจะตั้งไว้บนโต้ะทำงานของคุณทิชานะคะ”
เธอพยักหน้ารับกับรอยยิ้มที่ดูน่าพิศวงนั่นอีกครั้งก่อนที่ทั้งคู่จะถึงหน้าห้องทำงานของทิชา
เธอแทบไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเราเดินมาไกลขนาดไหนจากหน้าประตูแผนกต้อนรับเมื่อครู่
แต่คงไกลมากพอที่จะทำให้ผู้หญิงแผนกต้อนรับคนนี้เหงื่ออกตามไรผมเลยทีเดียว
เมื่อประตูถูกเปิดออก ห้องทำงานของทิชาจึงปรากฏขึ้นมันดูเหมือนห้องทำงานทั่วไปไม่ได้มีอะไรซับซ้อนและแปลกใหม่สักเท่าไร
“นอกเหนือจากข้อตกลงที่ทางเราส่งให้คุณแล้วยังมีกฎอีกสองข้อที่คุณต้องทราบและปฏิบัติมันอย่างเคร่งครัด”
“…”
“ข้อแรกคุณห้ามพูดและข้อสองคุณห้ามออกจากห้องไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”
ทิชาฟังกฎข้อสำคัญของบริษัทนี้อย่างมึนงง‘นี่มันกฎบ้าอะไรกัน’ เธอคิดในใจ
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามออกไปนิ้วเรียวสวยของผู้หญิงแผนกต้อนรับชี้ไปที่เส้นสีเหลืองที่ติดห่างจากหน้าประตูห้องของเธอไปไม่มากนัก
มีสัญลักษณ์บางอย่างติดอยู่ ถ้าหากว่ามันคือรสนิยมของเ้าของบริษัทนี้ทิชาคงมองว่ามันดูน่ากลัวมากกว่าที่จะมองว่าสวย
ความรู้สึกบางอย่างเข้ามากัดกินหัวใจดวงเล็กๆของเธอเป็ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้
แต่เธอมั่นใจว่าต้องไม่ใช่เื่ดีๆอย่างแน่นอน ทิชาไม่แน่ใจนักว่าเคยเห็นสัญลักษณ์นี้ที่ไหนหรือเปล่าแต่ช่างมันเถอะ
คงเปล่าประโยชน์ถ้าจะเสียเวลาคิดถึงมัน
“คุณทิชาเข้าใจกฎของเราใช่ไหมคะ” หญิงสาวแผนกต้อนรับถาม เพราะเห็นเธอกำลังครุ่นคิดราวกับจะปฏิเสธงานนี้
ทิชาพยักหน้าอีกครั้ง แม้ว่าจะมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ผุดเข้ามาในหัวมากมายขนาดไหนก็ตาม
เมื่อเห็นว่าเธอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หญิงสาวแผนกต้อนรับยกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะชี้ไปยังช่องเล็กๆที่อยู่ใต้กระจกใสบานไม่ใหญ่มาก
“คุณสามารถส่งกุญแจห้องอัดเพลงผ่านทางช่องนั้น”
“ฉันไม่เข้าใจทำไมไม่ให้ฉันพูดล่ะคะ” ทิชาถามด้วยความสงสัย “แล้วฉันจะสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างไร”
ใบหน้าของหญิงสาวแผนกต้อนรับที่ทิชาเคยมองมันว่าสวยมากในคราแรก
ตอนนี้มันกลับตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำถามของเธอคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะจ้องมาที่เธอและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่ากังวลเลยค่ะแค่คุณทำหน้าที่ตามที่ฉันบอกก็พอ”
ทิชาคิดว่าเื่นี้คงจะเป็สำคัญมากๆและเพื่อปกป้องเงินเดือนและสวัสดิการครั้งแรกที่มากมายของเธอไม่ให้สั่นคลอน
ทิชาจึงตัดสินใจว่าเธอไม่ควรจะสงสัยอะไรไปมากกว่านี้
หญิงสาวแผนกต้อนรับยื่นปากกาให้ฉันเขียนชื่อของตัวเองบนกระดานเล็กๆก่อนที่จะเอาไปแขวนหน้าประตู
หลังจากที่ทิชาเขียนชื่อเสร็จหญิงสาวแผนกต้อนรับก็มีท่าที่แปลกๆทิชาสังเกตุเห็นความกังวลจากสีหน้าของเธอ
ใบหน้าสวยในตอนนี้ชื้นเหงื่อแถมยังซีดเป็กระดาษขาวมีเธอคนเดียวหรือเปล่าที่ไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่จะมีไอร้อนจากตรงไหนเลย
“วันนี้เป็วันแรกของคุณตั้งใจทำงานให้ดีๆนะคะ และอย่าลืมกฎสองข้อที่ฉันบอกเด็ดขาด!”
น้ำเสียงของหญิงสาวแผนกต้อนรับเปลี่ยนไปจากทีแรกมากเธอพยายามจะย้ำให้ทิชาจำกฎสองข้อที่สำคัญให้ได้
“หน้าที่ของฉันคงหมดเพียงเท่านี้ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“…”
“ขอให้คุณ...โชคดี”
ทันทีที่พูดจบหญิงสาวแผนกต้อนรับเดินออกจากห้องด้วยท่าทีเร่งรีบไม่แม้แต่จะหันกลับมามองราวกับว่ากำลังหนีอะไรบางอย่าง
ทิชาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้คำพูดส่งท้ายของเธอคนนั้นทำให้ทิชารู้สึกแปลกไม่น้อย
มันฟังดูเหมือนกับคำให้กำลังใจแต่เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือการทำงานครั้งแรกของเธอ!
ทิชาเปิดหยิบตารางการใช้ห้องอัดเพลงของวันนี้มาอ่านพิจารณาแล้วทำให้รู้ว่าคิวแรกของวันนี้คือตอน 11.00 น.
หลังจากนั่งรอจนเบื่อและยังไม่สามารถออกจากห้องไปไหนได้ทิชาเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกม
อีกไม่นานเธอจะสามารถสังหารบอสเพื่อผ่านด่านสุดท้ายไปได้แล้ว
จู่ๆสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ดับไป เธอหงุดหงิดเล็กน้อย วางมือถือทิ้งและลองเปิดคอมพิวเตอร์ดูกลับพบว่า
ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน
“โธ่เอ๊ยนี่มันเื่บ้าอะไรกันล่ะเนี่ย”
ทิชาสถบออกมาเบาๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและพบว่าตอนนี้11.00 น. พอดี
เธอลุกขึ้นเพื่อจะไปมองดูว่ามีลูกค้าเข้ามาบ้างหรือเปล่าแต่แค่เพียงเธอลุกขึ้นไฟทั้งตึกก็ดับลง
ทิชาทึ้งศีรษะตัวเองและทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมด้วยความหงุดหงิด
“โอ้...ช่างเป็การเริ่มงานวันแรกที่น่าประทับใจจริงๆสินะ”
ถ้าให้เธอเดาว่ามันคงไม่มีอะไรแปลกไปมากกว่านี้อีกแล้วน่าแปลกที่ไฟดับขนาดนี้แต่เธอยังรู้สึกหนาวเหมือนแอร์ยังเปิดอยู่ตลอดเวลา
เพียงชั่วครู่ไฟก็กลับมาสว่างอีกครั้ง
“ฮ่า ฮ่า !!!!”
จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นทำเอาหญิงสาวใจนเกือบหลุดร้องออกมาไม่นานนักเ้าของเสียงที่เป็หญิงชราเดินถือไม้เท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงกระจกใสตรงห้องของทิชา
แม่บ้าน หรือว่าลูกค้า ? ทิชาสับสนเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะมีหญิงชรามาใช้บริการห้องอัดเพลงแบบนี้
นึกสงสัยว่าเพลงที่อัดออกมาจะเป็เพลงแบบไหนกัน
ถึงยังไงเธอควรจะทำตามหน้าที่ของตัวเองแต่เพียงแค่ยืนขึ้นและมองไปที่หญิงชราคนนั้นแล้ว
ความหวาดกลัวก็ครอบงำจิตใจของเธอ
ใบหน้าของหญิงชรานั้นขาวเกินไปและผิวของเธอก็เรียบเนียนไร้ร่องรอยของริ้วรอย
แต่ผมของเธอเป็สีเทาซึ่งเห็นได้ชัดว่าเธอมีอายุขนาดไหน มันดูแปลกมากกับความไม่เข้ากันนี้
ทิชากลั้นใจมองไปที่ใบหน้าของเธอใกล้ๆถึงพบว่าเธอแค่เพียงพอกหน้าอยู่เท่านั้น
‘โธ่เอ๊ย จะมีใครที่ไหนพอกหน้ามาอัดเพลงบ้างเนี่ย’ ทิชาคิดในใจ
นี่คงไม่ใช่การจงใจแกล้งเป็ผีให้คนกลัวเล่นหรอกนะเพราะเธอคงไม่สนุกด้วยหรอกนะหัวใจเธอแทบวาย
ใจดวงน้อยที่สั่นไหวยังไม่ทันได้กลับมาเต้นเป็ปกติก็ต้องใเสียงแหบแห้งของหญิงชราคนเดิมะโเสียงดังอีกครั้ง
“เปลี่ยนชื่อแล้วหรอ ฮ่าๆชื่อเปลี่ยนอีกแล้ว!”หญิงชรายืนนิ่งอยู่ที่หน้ากระจกใสของห้องทำงานทิชา
หันไปมองกระดานเล็กๆที่ติดอยู่หน้าห้องพลางแสยะยิ้มน่ากลัว
ในคราวแรกทิชาไม่ได้สนใจจนกระทั่งเธอได้ยื่นกุญแจให้กับหญิงชรา
เธอหยิบกุญแจไปโดยไม่มองตาทิชาด้วยซ้ำราวกับว่าเธอเป็อากาศนี่เธอมองไม่เห็นฉันงั้นเหรอ?
หรือว่าเธอจะตาบอดกันนะถ้าเป็แบบนั้นจริงเธอจะรู้ได้ไงว่าชื่อที่อยู่บนกระดานเปลี่ยนล่ะ
ความคิดตีกันในหัวไม่หยุดหย่อนก่อนจะได้ใอีกครั้งเมื่อมองตามหญิงชราที่เดินผ่านไป
“ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมเมื่อกี้เหมือนกับว่าเธอไม่มีเงาเลยล่ะ”
ทิชามองไปในทิศทางที่เธอกำลังจะจากไปและพบว่ามันแปลกจริงๆหรืออาจะเป็เพราะโคมไฟไร้เงา ?
ดังนั้นทิชาจึงรีบมองที่เท้าของตัวเองแต่กลับพบว่าตัวเธอเองก็มีเงานี่นา
“ท๊าดา !!”
ยังไม่ทันคลายความสงสัยของตัวเอง ก็มีเสียงทักทายจากนักเรียนสองคนที่คาดว่าน่าจะเป็ลูกค้าคนต่อไป
ทั้งคู่เดินควงแขนกันเข้ามาด้วยท่าทีหวาน ให้ฉันเดาพวกเขาคงจะเป็คู่รักกันสินะ
“รีบๆเอากุญแจมาได้แล้วพวกฉันรีบนะ” เด็กผู้ชายโยนใบจองลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง
เื่นี้ทำให้ทิชาหน้าหงิกไม่น้อย เป็เด็กนักเรียนโรงเรียนไหนกันถึงได้แสดงกิริยาและน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดใส่ผู้ใหญ่แบบนี้กันล่ะ
ฉันไม่ใช่คนรับใช้ของพวกคุณนะ!
ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหนก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจเท่านั้นแต่ภายในใจยังคอยต่อว่าถึงกิริยาของเด็กคนนั้นไม่หาย
ทิชารีบหยิบกุญแจให้อย่างรวดเร็วทั้งคู่ก็หยิบกุญแจและออกไปก่อนจะเดินผ่านไป
ทางฝั่งเด็กผู้หญิงขยิบตาให้ฉันก่อนจะโดนอีกคนใช้หมัดเคาะหัวเธออย่างรุนแรงเพื่อเป็การลงโทษ
“ป่อง”
ศีรษะของเด็กผู้หญิงตกลงมาอยู่บนไหล่ราวกับว่ามันหักทำมุมฉากเก้าสิบองศากับคอของเธอ!
ไอ้เด็กผู้ชายคนนี้ฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ด้วยหมัดเดียวน่ะเหรอ?
ทิชาอ้าปากค้างทั้งใทั้งหวาดกลัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเธอเกือบจะกรี้ดออกมาอยู่แล้ว
หญิงสาวปิดปากตัวเองเพราะกลัวว่าจะเผลอกรี้ดออกไปจริงๆมันคงไม่เป็ผลดีแน่ๆเธอพยายามควานหาโทรศัพท์มือถือ
นี่คือการฆาตกรรมเลยนะฉันต้องโทรหาตำรวจเดี๋ยวนี้!
“ตุ๊ด!”
โธ่เอ๊ย! สัญญาณยังไม่กลับมาเลย อย่าว่าแต่ตำรวจเลยตอนนี้เธอไม่สามารถโทรหาใครได้ทั้งนั้น!
ทิชามือสั่นจนแทบจะประคองมือถือที่ไร้ประโยชน์นี่ไว้ไม่ไหว
“ฉะฉันควรจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ดีล่ะ”