Persephone Order : ไปทำฟาร์มตามบัญชาเทพีฤดูใบไม้ผลิที่ต่างโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ

    ฤดูใบไม้ผลิ เดือนที่ 1 สัปดาห์ที่ 3 บทที่ 17 : ต้นอ้อริมธาร

    ฤดูใบไม้ผลิ เดือนที่ 1 สัปดาห์ที่ 3 บทที่ 17 : ต้นอ้อริมธาร             เช้าวันใหม่มาถึง วันนี้เป็นวันแรกที่ฟาร์มสปริงฟิลด์ของข้ามีสมาชิกใหม่มาอยู่อาศัยด้วย             มัสคอว์และมัสคาวส่งเสียงมอๆทักทายทันทีที่เห็นข้าเดินออกมาจากบ้าน พวกมันยืนหน้าระเบียงบ้านซ้ายขวาประหนึ่งองครักษ์เฝ้าประตูอย่างเป็นระเบียบ ข้าอดจะยิ้มออกมา พร้อมหัวเราะอย่างขบขันกับท่าทีของพวกมันที่โค้งตัวให้ข้าอย่างนอบน้อม แม้ตาจะปรือ ก่อนพากันเดินกลับเข้าไปนั่งๆนอนๆต่อในคอก             “ คิกๆ ถ้าง่วงอยู่จะฝืนลุกมาทำไม ” ข้าถามขณะเดินไปเทน้ำเพิ่มในรางน้ำให้พวกมัน             “ มอออ ( ข้าได้ยินเสียงแปลกๆจากบ้านของท่าน เลยปลุกน้องชวนไปดู เผื่อมีเหตุร้ายอะไร) ” มัสคอว์บอกด้วยเสียงเป็นห่วง             “ มออออ ( แต่พอเห็นท่านเดินออกมาได้แบบปกติ ไม่มีอะไร เลยพากันกลับมานอน) ” มัสคาวพูดต่อพร้อมลุกขึ้นมากินน้ำในราง “ มอวววว ! ( น้ำนี่มัน อร่อย !) ”             ข้าหัวเราะกับเสียงอุทานอย่างตื่นเต้นของตัวน้อง ทำเอาตัวพี่รีบลุกมากินน้ำตาม และถามข้าใหญ่ว่าทำไมน้ำวันนี้มันต่างจากเมื่อวาน             “ น้ำวันนี้เป็นน้ำผสมเหงื่อแห่งความอุตสาหะของข้านะ ส่วนของเมื่อวานเป็นน้ำเปล่าๆจากธาร ”ข้าตอบก่อนอธิบายว่าเสียงแปลกๆที่พวกมันได้ยินคือเสียงนาฬิกาปลุกของข้า ที่จะตั้งเวลาไว้ที่ 6 โมงเช้า แต่ไม่นึกว่ามันจะดังมาถึงคอกด้วย “ ถ้าพวกเจ้าอยากนอนตื่นสายๆก็บอกได้ ข้าจะได้ปิดเสียงปลุก ”             พวกมันส่ายหน้ากันแล้วบอกว่าไม่ต้องยุ่งยากลำบากอะไร นี่เป็นฟาร์มของข้า จะตื่นตอนไหน จะปลุกพวกมันเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะชีวิตของพวกมันเป็นของข้าแล้ว             “ ชีวิตพวกเจ้าเป็นของข้า . . .   อืมม ” ข้าส่งเสียงในลำคออย่างไม่พอใจเท่าไหร่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกมันคงไม่คิดจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเพราะกลัวว่าข้าจะไม่พอใจที่พวกมันทำอะไรนอกเหนือคำสั่งข้าแน่ซึ่งข้าเป็นหัวหน้ากองยานสำรวจและบุกเบิก ตั้งรกราก ถิ่นฐานดาวต่างๆมานาน จึงชอบลูกน้องที่คิดพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่มากกว่าลูกน้องที่รับคำสั่งแล้วทำตามแบบไม่คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และหาวิธีที่ดีกว่ามาทำภารกิจที่ข้ามอบให้  แม้ข้าจะได้มาสถิตในร่างใหม่ แต่นิสัยเดิมที่ชอบเห็นการพัฒนาของลูกน้องยังคงอยู่ข้าจึงคิดที่จะจัดการวางโปรแกรมให้วัวทั้งสองฝึก พัฒนาตัวเองจากปศุสัตว์ทั่วไป มาเป็นปศุสัตว์แห่งร่างอวตารเทพีฤดูใบไม้ผลิอย่างข้า ที่ต้องสามารถทำอะไรด้วยตัวเอง และช่วยข้าพัฒนาฟาร์มนี้ไปด้วยกันได้             “ ถ้าชีวิตพวกเจ้าเป็นของข้า พวกเจ้าต้องทำตามที่ข้าสั่ง ถูกไหม? ” พวกมันพยักหน้ากัน ก่อนจะหน้าดูซีดลงเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของข้า “ ถ้างั้น นับจากวันนี้ พวกเจ้าต้องทำตามโปรแกรมพัฒนาตัวเองที่ข้าจะจัดสรรให้ ขั้นแรกก็. . . ไปเดินสำรวจฟาร์มของข้า ”             “ มอ ?(สำรวจฟาร์ม?) ” พวกมันส่งเสียงถามพร้อมกัน ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ มอออ ( ฟาร์มของท่านกว้างเกินไป พวกข้าเคยเดินแล้วยังไงก็ไม่สุดขอบฟ้า สุดขอบโลกเลย ) ”             ข้าหัวเราะออกมา แล้วบอกว่าที่พวกมันเคยเดินสำรวจกันน่ะไม่น่าจะใช่ฟาร์มของข้าหรอก แต่เป็นพื้นที่ป่ารอบนอกฟาร์ม เพราะตอนนี้ฟาร์มของข้ามีแค่ 3 โซนเอง ได้แก่บ้านของข้าเป็นศูนย์กลาง ทางขวาของบ้านคือคอกวัวของพวกมัน และหน้าบ้านคือแปลงผัก ที่มีทั้งแปลงจริงและแปลงตัวล่อ รวมทั้งบ่อน้ำกับต้นแอปริคอตหนึ่งต้น ต้นอ่อนขนุน 4 ต้น             “ ข้าจะให้พวกเจ้าเดินสำรวจตามถนนหินที่ข้าปูไว้ เดินไป เดินกลับ จนกว่าจะจำที่ต่างๆได้ ถือเป็นการออกกำลังกายยามเช้าระหว่างข้ารดน้ำ ดูแลแปลงผักละกัน ” พวกมันพยักหน้าอย่างเข้าใจในสิ่งที่ข้าต้องการมอบหมายให้พวกมันแล้ว และถามว่าระหว่างเดินสามารถเล็มๆหญ้าเป็นอาหารได้ไหม             “ ได้ พวกเจ้าเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง ต้องกินหญ้าจำนวนมากในแต่ละวันอยู่แล้ว ” ข้าพยักหน้าอนุญาตแต่ไม่ลืมเตือนว่าอย่าย่ำลงแปลงผัก และอย่าแอบกินผลผลิตในแปลงข้าล่ะ             พวกมันพากันพยักหน้าถี่ๆ แล้วบอกข้าว่าพวกมันไม่กล้าทำอะไรให้ข้าขุ่นเคืองใจหรอก ข้าหัวเราะเบาๆแล้วบอกว่าจะทำให้ข้าขุ่นเคืองใจบ้างก็ได้ เพราะยังไงพวกมันก็เป็นแค่สัตว์ จะแอบย่องมากินผลผลิตผักในแปลงข้าบ้างก็ได้  แต่ถ้าข้าจับได้จะมีโทษ ทำเอาพวกมันทำหน้างงว่าตกลงข้าต้องการอะไรกันแน่ตกลงข้าจะให้กินหรือไม่ให้กิน             “ ถ้าพวกเจ้าอยากกิน ก็กินได้ แต่เฉพาะแปลงตัวล่อนะ ถ้าเผลอมากินแปลงหลักล่ะก็ หึๆ ” ข้าหัวเราะเย็นๆใส่ ทำเอาพวกมันหน้าซีดลง ก่อนข้าจะหัวเราะใสๆแล้วบอกว่า จริงๆถ้าอยากกินก็บอก จะแบ่งให้ แต่สำหรับสัตว์แล้วบางทีการได้กินสดๆจากดินเลยอาจอร่อยกว่า พวกมันยิ่งทำหน้างง แล้วขอให้ข้าสรุปงานให้มันอีกครั้ง             “ งานวันนี้คือ เดินสำรวจฟาร์มตามถนนหิน จะกินหญ้ากินอะไรก็ตามใจ แต่ถ้ากินในแปลงผักหลักจะมีโทษ ที่ข้าจะไม่บอกว่าเป็นอะไรจนกว่าพวกเจ้าจะละเมิดข้อห้ามนี้ ” พวกมันพยักหน้าช้าๆ แล้วสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับแปลงผัก ข้าก็พยักหน้าให้ก่อนจะเดินไปแปลงผักเพื่อรดน้ำ พรวนดินประจำวัน และคิดๆว่าถ้าพวกมันแอบมาปล้นผักกิน ข้าจะบอกให้พวกมันหาวิธีปลูกคืนดู  ดูซิว่าปัญญาสัตว์อายุ 100 ปีจะสามารถหาวิธีปลูกพืชคืนข้าได้มากน้อยแค่ไหน             หลังดูแลแปลงผักจนถึงแปดโมงเช้า ข้าก็เปิดหน้าจอรับกำไรจากการประมูล และลงสินค้าเพิ่ม ก่อนจะเดินไปลำธารหลังบ้าน เพื่อตรวจสอบเส้นทางเดินน้ำว่ามีปัญหาอะไรไหม ก็พบว่ามีหินลอยมาอุดทางเข้าเล็กน้อย ข้าก็เขี่ยๆออก แล้วขอให้ดินขยายปากทางจากลำธารเข้าสู่เส้นทางน้ำที่มุ่งหน้าเข้าบ่อน้ำข้างแปลงผักข้าให้กว้างขึ้น ให้ลึกขึ้น              จากนั้นข้าก็เดินเลาะขึ้นลำธารไปยังแม่น้ำ เพื่อตกปลา หาธาตุแคลเซี่ยมมาบำรุงดินเพิ่ม ระหว่างตกไปก็คิดไปว่า การเดินหากินเป็นเวลาร้อยปีในที่นี่แต่ยังไม่พบขอบฟ้า ขอบโลกของพวกมันหมายถึงอะไรอาจจะหมายถึงการเดินๆไปยังไงก็ไม่สุดแผนที่ และต้องรีบเดินกลับถิ่นที่อยู่เดิมเพราะกลัวหลงหรือเปล่านะ             “นี่มันก็โลกจริงๆ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นมิติที่มีจริง ไม่ใช่โลกเสมือน โลกจำลอง การเดินสุดติดขอบแมพแบบในเกมไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ ฮ่าๆๆ” ข้าพูดไปขำไปขณะตกปลาได้หลายสิบตัว พอครบ 50 ตัวเท่าของเดิมก็เก็บเบ็ดเข้ากระเป๋า แล้วเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงแดดยามสายใกล้เที่ยง             “ อ๊ะ นั่นมันต้นอะไรน่ะ ” ข้ามองไปยังต้นไม้แปลกๆที่ขึ้นริมธารข้างๆปากทางเข้าของเส้นทางน้ำสู่บ่อน้ำข้างแปลงผักข้า มันมีลักษณะเป็นใบเรียวยาวสีเขียว ลำต้นดูเป็นปล้องๆ มีช่อปุยๆสีเหลืองอยู่ปลายลำต้น มันน่าจะเป็นพืชริมแม่น้ำที่เพิ่งขึ้นมาล่ะมั้ง             ข้าเดินไปสัมผัสมันเบาๆ ด้วยพลังแห่งอวตารเทพีฤดูใบไม้ผลิทำให้ข้ารู้จักมันทันที มันคือต้นอ้อที่คล้ายๆต้นกก และต้นปาปิรุส ที่ขึ้นริมแม่น้ำ และเป็นสิ่งที่อารยธรรมโบราณริมแม่น้ำใช้เป็นพืชเหล่านี้ค้ำจุนชีวิตผู้คนไว้มานาน แม้ข้าจะรู้แค่ว่าต้นปาปิรุสถูกชาวอียิปต์โบราณนำไปใช้ทำกระดาษเป็นอารยธรรมแรกๆของโลกก็ตาม แต่ข้าเดาๆว่าต้นกก และต้นอ้อก็น่าจะมีประโยชน์ไม่แพ้กัน             “ ถ้าจำไม่ผิด ในตำนานกรีก เทพแห่งธรรมชาติ แพน ได้ใช้ลำต้นของต้นอ้อทำเครื่องดนตรีกรีกโบราณที่เรียกว่าขลุ่ยอ้อ (Reed Pipes) หรือ ขลุ่ยแห่งแพน ( Pan Pipes) . . . ลองทำบ้างดีกว่า ” ข้าลงมือตัดต้นอ้อออกมา 3 ต้นด้วยเคียว แล้วใช้ขวานสับแบ่งปล้องใหญ่เป็นปล้องเล็ก แต่ด้วยแรงที่กะไม่ถูก ลำต้นอ้อเลยเละคาขวาน ทำเอาข้าน้ำตาคลอแล้วขอโทษคุณต้นอ้อใหญ่ ก่อนจะขอแบ่งมาอีก 3 ต้น คราวนี้ข้าใช้ขวานค่อยๆหั่นข้าๆ ไม่เหวี่ยงแขนออกแรงสับแบบคราวที่แล้ว ทำให้ได้ปล้องขนาดยาวเรียงกันจากสั้นสุดหนึ่งนิ้วก้อย มายาวสุดสองนิ้วชี้สิบปล้อง แล้วมัดด้วยใบอ้อ              “ เสร็จแล้ว ! ” ข้าดูเครื่องดนตรีฝีมือข้าอย่างภูมิใจก่อนเสียงกำไลจะดังแจ้งเตือน พอข้าเปิดอ่านก็ยิ้มออกมาเลย เพราะขลุ่ยอ้อในมือตอนนี้ได้รับนามว่า “ ขลุ่ยอ้อแห่งอวตารเทพีฤดูใบไม้ผลิ” เรียบร้อยแล้ว