ผมใช้หางตาชำเลืองมองนอกหน้าต่างในลานบ้านเงียบมาก ราวกับในลานบ้านไม่มีคนอยู่ ไม่มีเสียงอึกทึกไม่มีเสียงฝีเท้าสับสน แต่ว่าในลานบ้านที่ไม่ใหญ่มีผู้ใหญ่สามสิบกว่าคนแออัดเข้ามาแล้วทุกคนกำลังเดินไปมา กำลังหายใจ
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงแล้วส่องให้ความอบอุ่นแก่เขตเมืองเก่ายังส่องเข้ามาในบ้านเก่าที่ถูกเพิงพิธีศพกินพื้นที่ไปหนึ่งในสาม
ผมรู้สึกได้ว่าข้างนอกเป็ระเบียบเกินไป มีระเบียบแบบแผนราวกับสามเหล่าทัพรับการตรวจพลในการสวนสนามแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีข้อผิดพลาด
การเกิดสภาพเช่นนี้นั้นมีความเป็ไปได้สองประการประการแรกคนเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดเหมือนนักเต้นรำที่แสดงประกอบในกีฬาโอลิมปิก เต้นรำหมุนเข้าแล้วออกอย่างมีแบบแผนประการที่สองความคิดของพวกเขาถูกนักไสยเวทชั้นยอดควบคุมไว้ทั้งหมดกลายเป็เครื่องเล่นตามใจชอบในมือนักไสยเวท
ผมใจหายวาบแล้วจึงตระหนักว่าอันตรายจากการลอบทำร้ายเมื่อคืนยังไม่หมดไปเพราะตะวันขึ้นแต่ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบที่ซ่อนเร้น
“ถ้าเข้าไปใกล้พวกเขาอาจจะพบว่าแต่ละคนสูญเสียจิติญญาของตัวเองแล้วไม่ต่างจากศพที่เดินได้” ถังหว่านบอก
คำอธิบายแบบนี้เท่ากับบอกว่าคนตรงหน้าเหล่านี้เป็เหมือนผีสมิงถูกควบคุมอย่างสิ้นเชิง พอเป็เช่นนี้ศพปู่จะถูกเคลื่อนออกไปฝังอย่างราบรื่นหรือไม่ยังไม่อาจคาดเดาได้
“ใครกันที่ลอบควบคุม คุณคิดว่าเป็โอริทามาชิหรือเป็หญิงญี่ปุ่นาเ็ที่ผมเจอ”ผมถาม
ก่อนหน้านี้ผมเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในบ้านเก่าให้ถังหว่านฟังแล้วเราต่างได้ข้อมูลทั้งหมดพร้อมมูลแล้ว
“เป็ไปได้ทั้งคู่หรือว่า...อาจมีศัตรูที่น่ากลัวกว่าพวกเธอปรากฏตัว” อารมณ์ความรู้สึกของถังหว่านไม่สงบนิ่งทุกคำพูดของเธอล้วนไม่แน่ชัดแล้ว
ผมกัดฟันแน่น“เฉพาะหน้านี้คงต้องฝืนรับมือ รอให้ป้ากวนมา แล้วรีบทำพิธีเลย”
ถังหว่านถูมือไปมา “คงทำได้เท่านี้พอพิธีทางนี้เริ่มขึ้น จะดึงให้เพื่อนบ้านมามุงดูสภาพการณ์จะเปลี่ยนเป็สับสนวุ่นวาย ศัตรูจะควบคุมสถานการณ์ได้ยาก”
พอเอ่ยถึงป้ากวน ผมกับถังหว่านต่างแปลกใจเพราะในสภาพเช่นนี้ป้ากวนควรมานั่งบัญชาการที่ตรงกลางเพื่อดูแลพิธีก่อนหน้านี้แล้วทำไมแกจึงยังไม่มา
ผมดูนาฬิกาข้อมือตัดสินใจว่าจะรออีกครึ่งชั่วโมง ถ้าป้ากวนยังไม่มาผมจะไปเชิญแกที่ถนนลู่ลูปา
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าสับสนดังขึ้นที่หน้าประตูหลวงจีนหัวโล้นสี่รูปในชุดสีเทาเดินรี่เข้ามา ต่างสะพายถุงผ้าใบใหญ่
มีสี่คนเดินตามหลังหลวงจีนเ่าั้มาพวกเขาเป็คนชนบทที่จะปรากฏตัวในงานมงคลหรืองานศพ สวมชุดยาวคอเฉียงกางเกงขายาวทรงกระบอก ใส่รองเท้าผ้าหัวมน ทั้งสี่คนต่างถือกล่องสี่น้ำตาลยาว พอเห็นก็รู้ทันทีว่าข้างในใส่เครื่องดนตรีประเภทปี่และแตร
“หวังว่านี่คงเป็เยียนเกอสิงจัดให้”ถังหว่านถอนหายใจเบาๆ
ความจริงแล้วพอเยียนเกอสิงไม่มาปรากฏตัวสถานการณ์ในบ้านเก่าจะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะอย่างไรผมกับถังหว่านย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรของนักมายากลญี่ปุ่น
หลวงจีนเข้าไปในเพิงพิธีศพแล้วนั่งขัดสมาธิทันทีจากนั้นเสียงสวดมนต์ก็ดังขึ้น
อีกสี่คนเปิดกล่องหยิบเอาปี่ทองเหลืองสองตัวและแตรโลหะสีดำสองตัวออกมา ยืนคู่กันสองข้างของเพิงรออยู่เงียบๆ ไม่รีบเป่าปี่เป่าแตร
ในเขตเมืองเก่ามีการจัดพิธีศพทุกปี แต่ไม่พบเห็นการสวดมนต์และเป่าปี่เป่าแตรนานแล้ว
ผมเชื่อว่าอีกเดี๋ยวพอเสียงปี่ดังขึ้นจะมีคนมากมายมามุงดู
ผมเองหวังว่าทั้งหมดนี้เป็การจัดเตรียมของเยียนเกอสิงใช้ความวุ่นวายรับมือกับความสงบนิ่งของศัตรู เพื่อทำให้สถานการณ์เกิดความสมดุล
บ้านเก่ากลายเป็สมรภูมิรบอย่างไม่รู้ตัวอีกครั้งพร้อมที่จะเกิดการต่อสู้ฆ่าฟันกันตลอดเวลา
แขกที่จะมาคารวะศพยังไม่มาดังนั้นผมจึงไม่จำเป็ต้องไปเฝ้ารอในเพิงพิธีศพเพื่อกล่าวขอบคุณ ยังมีเวลาให้นึกถึงอนาคตแม้ว่าเส้นลายมือผมจะพื้นๆ แต่ผมไม่อยากเป็คนธรรมดาตลอดไป จึงง่ายที่จะนึกถึงเื่การฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาที่แม้แต่นักไสยเวทมากมายไม่กล้าแตะต้อง
ผมเดินมาที่หน้าโลงเย็นมองหน้าปู่ผ่านแก้วอะคริลิก
ถ้าหากปู่เคยช่วยผมเปลี่ยนดวงชะตาถ้าถังหว่านใช้วิชาคลำกระดูกตรวจสอบอดีตและอนาคตของผมถ้าเช่นนั้นชะตาชีวิตของผมจะเปลี่ยนได้หรือไม่ อย่างน้อยก็กลับไปบนเส้นทางปกติที่ผู้สืบทอดของสกุลเซี่ยควรจะเป็
“ปู่ครับ ปู่อยู่ในปรโลกอย่าลืมคุ้มครองผมด้วยช่วยให้ผมกลับไปอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้ตระกูลเซี่ยรุ่งโรจน์ขึ้น”ผมลูบคลำฝาโลง น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว
คนคนหนึ่งไม่สามารถเลือกพ่อแม่และตระกูลด้วยตัวเองตอนเป็เด็กผู้ใหญ่ให้อะไรก็ต้องรับสิ่งนั้นไว้ ไม่มีสิทธิ์เลือกถ้า้ามีอิสระต้องรอจนถึงอายุสิบแปดเป็ผู้ใหญ่ก่อน ที่น่ากลัวคือพอคนเราอายุถึงสิบแปดถ้าคิดอยากเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองยังยากกว่าปีนขึ้น์ เพราะถึงตอนนั้นนิสัยใจคอจะก่อรูปแล้ว เปลี่ยนยากมาก
“ยังมีอะไรจะพูด รีบระบายออกมาให้หมดเถอะ”ถังหว่านเดินมา ตบหลังผมเบาๆ แล้วว่า “อย่าเก็บกดไว้ในใจ จะเป็ผลร้ายต่อจิตใจและร่างกาย”
น้ำตาหยดลงบนฝาโลง กระจายออกไปทำให้ใบหน้าปู่ดูเลือนราง
มีคำพูดมากมายในใจผมที่จริงผมอยากพูดกับพี่ใหญ่ กับพ่อแม่ แต่พวกเขาจากไปแล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงปู่จะถูกส่งไปเผาที่ฌาปนสถาน จากนั้นก็กลายเป็เถ้าอัฐิหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล มองไม่เห็น ััไม่ได้ เหลือเพียงชื่อเท่านั้น
ผมหูอื้อทันทีรู้สึกว่าที่ขมับสองข้างและแก้วหูดังหึ่งๆ อย่างบ้าคลั่งราวกับยืนอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์นับร้อยคันที่กำลังเร่งเครื่องยนต์แรงๆ ะเืจนผมรู้สึกเวียนหัวใจสั่น ยืนไม่มั่น
ร่างผมโงนเงน แล้วหงายไปข้างหลัง
โชคดีที่ถังหว่านยืนอยู่ข้างหลังผมเธอตาไวมือไว พยุงผมไว้ทัน
“เป็อะไรไปคะ” เธอก้มลงถาม
ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไรไปรู้สึกเพียงว่าเพดานหมุนอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ กลายเป็ลูกข่างั์ที่กลวง
“จักจั่น จักจั่น จักจั่น...” เสียงหึ่งๆของจักจั่นดังมาจากทุกทิศทุกทางทำให้ผมรู้สึกว่าทันใดนั้นเหมือนกลับไปที่ป่าละเมาะริมทะเลสาบต้าิที่นั่นมีจักจั่นมากมายเกาะบนต้นไม้ แต่ละต้นสิบกว่าตัว สลับกันส่งเสียงรบกวนที่นั่นไม่จำเป็ต้องใช้ไม้ยาวติดกาวที่ปลายไปจับ ต่อให้ยิงด้วยหนังสติ๊กเพียงครึ่งวันก็หาจักจั่นตายได้เต็มถุง ได้กินอร่อยหนึ่งมื้อ
ที่บ้านเก่าไม่มีจักจั่น...ไม่สิ มีเป็จักจั่นสลักหน้าผีที่หนีออกมาจากโลงเย็น
ผมเข้าใจแล้ว เป็จักจั่นตัวนั้นที่กำลังเล่นงานผม
“จักจั่น จักจั่นตัวนั้น...มีปัญหาเป็จักจั่นตัวนั้น...” ผมบอกถังหว่านอย่างยากเย็น
ใบหน้าเธอเริ่มพร่ามัวเดี๋ยวไกลเดี๋ยวใกล้ มองเห็นไม่ชัด
“บอกฉัน ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงจะให้พาไปส่งโรงพยาบาล หรือไปตามป้ากวน” ถังหว่านเยือกเย็นมากทุกคำพูดแตะถูกจุดสำคัญ
“ไปหาป้ากวน อย่าไป...อย่าไปโรงพยาบาลไม่มีประโยชน์...” เสียงผมแปร่งไปแล้ว ขากรรไกรบนและล่างเหมือนจะหลุดออกจากข้อต่อไม่สามารถอ้าและหุบปากได้ เวลาพูดลมจะกระจายออก
ถังหว่านใช้สองแขนพยุงผมขึ้นมา
“ไปตามป้ากวนมีแต่แกที่...จัดการ...จักจั่นตาย...ตัวนั้นได้...” ผมพูดอย่างยากลำบาก
แม้ผมจะพูดอย่างนั้นที่จริงผมเองไม่มั่นใจว่าป้ากวนจะมีฝีมือถึงขั้นนั้นไหม
ถังหว่านพยุงผมไปที่ห้องด้านตะวันตกประคองให้ผมนอนลงบนเตียง แล้วพูดเบาๆ “คุณระวังตัวด้วยฉันจะไปตามป้ากวนเดี๋ยวนี้เลย”
เธอหมุนตัวเดินออกไปนอกห้อง ก้าวพรวดๆออกไป หายไปที่หน้าประตูอย่างรวดเร็ว
ผมนอนอยู่ มองเห็นเพดานตรงหน้าหมุน ทำให้ห้องกลายเป็กล้องสลับลายที่มีแสงเงาประหลาดดังนั้นผมจึงต้องหลับตาลง ไม่มองอะไรทั้งสิ้น พอเป็อย่างนี้หูผมก็รับกรรมเสียงหึ่งๆ กับเสียงสวดมนต์ดังประสานกัน ไม่อาจสงบได้แม้แต่วินาทีเดียว
“ฉู่อ๋องเอวคอดมาก ในวังมีคนหิวตายเ้านายชอบอะไร เหล่าขุนนางก็ทำตามนั้น เพื่อประจบเ้านาย นี่เป็เื่ที่ไม่อาจเลี่ยงได้เป็มาแต่โบราณจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่อาจเปลี่ยนได้ ยายแก่อย่างข้าคิดแล้วคิดอีกก็หาวิธีแก้ไม่ได้ คงต้องหาช่องทางจากเ้าแล้ว...” ในห้องมีหญิงชราแปลกหน้ากำลังพูดอยู่ห่างจากเตียงห้าก้าว
ทีแรกผมคิดว่าผมหูฝาดไปเอง จึงไม่ใส่ใจ ในใจนึกถึงเส้นทางเดินของถังหว่านคำนวณว่าเมื่อไหร่เธอจึงจะพาป้ากวนมา
“ยายแก่อย่างฉันเป็คนของฉู่อ๋องแต่ถ้ามีวิธีอื่นคงไม่มาที่นี่โดยไม่ได้รับการอนุญาตเด็ดขาด แต่เธอเก็บของได้มิดชิดมากฉันดูลึกสามศอกแล้วก็ยังหาไม่เจอ ฉันปล่อยจักจั่นฟ้าออกไป หวังจะหาเบาะแสบนตัวผู้เฒ่าเซี่ยแต่จักจั่นฟ้ากลับถูกเธอยิงตาย เื่ที่เกิดขึ้นนี้ ฉันจะไม่คิดบัญชีกับเธอได้หรือ”หญิงชราพูดต่อ
ผมลืมตาขวาขึ้นเล็กน้อย มองดูที่ข้างเตียงหญิงชราในชุดดำยืนอยู่ที่นั่น แขนซ้ายคล้องตะกร้าไม้ไผ่ไว้ แกยิ้มร่า มองมาที่ผม
“ยายเป็...ใคร” ผมถาม ยังคงเวียนหัวอยู่
“ฉันบอกแล้วไง ยายแก่อย่างฉันเป็คนของฉู่อ๋อง”แกตอบ
ผมฟังไม่ออกว่าคนของฉู่อ๋องมีความหมายอย่างไรอีกฝ่ายเป็คนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง ผมอดแปลกใจไม่ได้
“ของสิ่งนั้นอยู่ไหนกันแน่”แกเดินมาที่ข้างเตียง ก้มมองผม
ผมแกสีเทาแกมขาว ที่หน้าผากใช้ที่คาดผมสีดำรวบผมขึ้นไปเผยให้เห็นหน้าผากที่ขาวซีดมีรอยย่นลึกมาก
ขณะที่แกจ้องมองผม ดวงตาฉายแววอำมหิตออกมาจนผมไม่กล้ามองสบตาแก
“ของอะไรครับ ยายเป็ใครกันแน่” ผมย้อนถาม
ถ้าผมเดาไม่ผิด อีกฝ่ายก็มาเพื่อกระจกวารีโหรเทพทั้งไม่ใช่อยู่ในสองฝ่ายใหญ่อย่างเยียนเกอสิงและคนญี่ปุ่น
“เด็กคนนี้ ซนจริง ซนจริงๆ”แกยิ้มอย่างเยือกเย็น
คำว่า “ซน” แฝงไว้ด้วยความเอ็นดูและรักใคร่แต่พอออกมาจากปากแกกลับแสดงถึงความโหดร้ายอย่างบอกไม่ถูก
“เธอต้องรู้นะ ถ้าฉันลงมือล่ะก็สามารถทำให้เธออยากมีชีวิตก็ไม่ได้ อยากตายก็ไม่สมหวัง แต่ฉันไม่อยากทำอย่างนั้น ฉันรับปากฉู่อ๋องแล้วว่าจะเป็คนดี...จะเป็คนดี”แกพูด
คราวนี้ผมฟังชัดแล้ว ที่แกพูดคือฉู่อ๋อง
อธิบายตามคำศัพท์แล้วฉู่อ๋องคืออ๋องผู้เป็เ้าครองแคว้นฉู่แต่แคว้นฉู่ล่มสลายอย่างสิ้นเชิงแล้วั้แ่เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้รวมหกแคว้นให้เป็หนึ่งเดียวนับจากนั้นเป็ต้นมาก็ไม่มีคนถือว่าตนเองเป็คนแคว้นฉู่อีก ปัจจุบันเราอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดใช้กฎหมายและระเบียบของประเทศจีนที่เป็เอกภาพ แล้วจะมีฉู่อ๋องมาจากไหน
“ฉู่อ๋องเป็ใครหรือครับ” ผมถาม
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์อันตรายอย่างนี้ผมคงคิดว่ายายแก่คนนี้คงพูดล้อเล่นแน่ๆ
“ฉู่อ๋องก็คือฉู่อ๋อง เธอไม่ต้องสนใจ เอาของมาให้ฉันจะมีแต่ผลดี ไม่มีผลร้าย” แกตอบ
ผมส่ายหน้า “ขอโทษด้วยผมไม่รู้ว่ายายพูดอะไร”
แกแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็คนดีงั้นหรือเป็คนดีช่างยากจริง ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็คนดียาก...”
จากนั้นแกใช้มือขวาล้วงเข้าไปในตะกร้าไม้ไผ่พอดึงมือออกมาบนหลังมือก็มีแมงป่องสีน้ำตาลดำตัวหนึ่งมันชูก้ามคู่และหางยาวขึ้นสูง