“ด้านซ้ายคือปิ่นหยกมันแพะ ด้านขวาคือหยกเขียว และตรงกลางคือหยกหายากที่ทางร้านของเราเพิ่งได้รับมาและนำมาออกแบบเป็นปิ่นหยกขอรับ” หลงจู๊ยังคงทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ด้วยการนำเสนอสินค้าที่มีราคาและเหมาะสมกับตัวผู้ซื้อยิ่งนัก
หยกเขียวนั้นจะเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนทั่วไป เนื่องจากหยกสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และร่ำรวยคหบดีและพ่อค้าวส่วนมาก มักจะนิยมนำไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูปและกำไลข้อมือ
หยกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความมีโชคดี เหมาะสำหรับสตรีที่ยังมิออกเรือนเพราะช่วยในเรื่องของการเสริมสง่า
ส่วนชิ้นสุดท้ายหยกหยกสีม่วง เป็นหยกที่หายากที่สุดในแผ่นดิน อีกทั้งความหมายของคนที่มีไว้ในครอบครองมักจะหมายถึงคนผู้นั้นเพียบพร้อมไปในทุกๆ ด้าน
เมื่อหลงจู้อธิบายจบลง หนึ่งในสามปิ่นหยกนั้นก็ได้ถูกจ่ายด้วยเงินมหาศาลออกไป
เหตุการณ์ในตอนนี้นั้น ช่างยุ่งเหยิงกันไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป่าม่านหมอก สงครามระหว่างแคว้น แล้วไหนจะเป็นเรื่องของบุคคลในคำทำนายที่จะมาช่วยให้เรื่องราวมันจบลงอย่างง่ายดาย
เมื่อนางกลับมาถึง ก็พบสัตว์เทพคู่กายกำลังนั่งมององค์รักษ์ผู้แสนดีของนางกำลังดวลหมากรุกกับฮวาเออร์อยู่ ทุกคนรวมตัวอยู่ที่เดียวกันราวกับว่ากำลังรอการกลับมาของนางและจวินเทียนหลง
“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูดังขึ้น สายตาทั้งหกคู่จึงเปลี่ยนจากกระดานหมากรุกไปยังผู้ที่มาถึง
“ดูเหมือนว่ากำลังสนุกกันเชียวนะเจ้าคะ” เป่ยจินเอ่ยออกมา เมื่อยามที่เปิดประตูเข้าไปแล้ว เห็นทั้งสามหันมองตนเอง
หญิงสาวนางเดียวในห้องที่ลุกขึ้นด้วยความดีใจ รีบวิ่งไปหาต้นเสียง ตรงเข้ากอดเกี่ยวแขนของร่างบางตรงหน้าอย่างดีใจที่เป่ยจินกลับมาอย่างปลอดภัย
“จินเออร์เจ้ากลับมาแล้วหรือ ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่รู้หรือไม่” ฮวาเออร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี
“แน่นอนว่าข้ารับรู้” นางกล่าว พร้อมกลับผลักอีกฝ่ายออกจากการกอดกุม
เมื่อรู้ว่ากอดอีกฝ่ายแน่นไปจนอึดอัด ฮวาเออร์จึงปล่อยมือ และพยุงนางมานั่งแทน
“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เจ้านั้นรังแกอันใดเจ้าหรือไม่” หยางคงเอ่ยถามเจ้านนายของตนเองทันที เมื่อพบช่องว่างระหว่างบทสนทนาของหญิงสาว
ก่อนที่เป่ยจินจะได้อ้าปากตอบคำถามใดๆ ออกไปนั้น กลับปรากฏสายลมระลอกหนึ่งขึ้นมา
“พรึ่บ”
“ข้าหรือจะรังแกผู้ใด นางต่างหากที่รังแกข้า หึ” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยพร้อมกับส่งนัยย์ตาสีเข้มไปยังหยางคงเพื่อตอบคำถามอีกฝ่าย
“ตายยากเสียจริง เจ้ามิปกครองบ้านเมืองบ้างหรืออย่างไร วกไปวกมาที่นี่ราวกับบ้านของตนเองเก่งเสียจริง” เป่ยจินเอ่ยอออกมาอย่างสงสัย
เมื่อตัวการของความวุ่นวายของนางในวันนี้ กลับมาโผล่อยู่ในบ้านของนางในเวลาต่อมา
“ หึ ช่างข้าเถิด สาเหตุที่ข้าเชิญเจ้าเข้าวังไปในวันนี้ เพราะข้าไม่แน่ใจว่าเหตุใดชนเผ่าทุ่งหญ้าถึงต้องเจาะจงให้เป็นนาง” เขาพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองสตรีที่กำลังกล่าวถึง ที่มิได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดกับใครเขา
และนั้นทำให้นางรู้ตัวและหันมามองเขากลับเช่นเดียวกัน หากแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
‘เอาว่ะ อยากรู้ก็แค่ถาม จะมานั่งสงสัยไปทำไมกัน’ เป่ยจินคิดในใจ
“ฮวาเออร์ ข้าขอถามเจ้าจากใจจริง เจ้าปิดบังอันใดข้าอยู่หรือไม่” นัยน์ลึกล้ำของต้าเฟยเฉิงจับจ้องไปยังใบหน้างามเพื่อค้นหาร่องรอยคำตอบของถามถาม
“อึก ก”
“ข่าวว่ามันควรถึงเวลาที่เจ้า จะต้องกล่าวความจริงออกมาแล้วฮวาเออร์” เมื่อสิ้นคำถามของเฟยเฉิงปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของฮวาเออร์ ยิ่งทำให้เป่ยจินอยากได้ยินคำตอบมากขึ้น รวมไปถึงคนอื่นๆ ภายห้อง
แววตาไหววูบแค่เพียงชั่วขณะ ส่งผลให้คนที่กำลังรอคอยคำตอบยิ่งมั่นใจมากขึ้น
“ข้าขอโทษทุกคนนะเจ้าคะ ที่ปิดบังความจริงมาตลอด ข้ามิได้มีเจตนาร้ายเลยแม้แต่น้อย จริง ๆ แล้ว พลังของข้ากลับคืนมาแล้ว” เสียงสั่นเล็กน้อยเอ่ยตอบ
“ข้ามไม่แน่ใจว่า ข้าคือนางหรือไม่ เหตุการณ์มันเริ่มต้นในคืนที่ข้าโดนลงโทษให้อยู่ในห้องบรรพชน ตื่นขึ้นอีกที ข้าก็รู้สึกสับสนในตนเอง” น้ำเสียงที่นางพยามสื่อสารออกมา เพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้และเชื่อในสิ่งที่นางเอ่ยออกมา
“เช่นนั้น นางก็คือหนึ่งในสี่ของคนในคำทำนายหรือจินหลง” คิ้วเรียวขมวดของเป่ยจินถามออกไป เมื่อฮวาเออร์เอ่ยออกมาเช่นนั้น
“อันใดกัน” แววตาแฝงไปด้วยความประหลาดใจของฮวาเออร์เอ่ยถามขึ้น
“ใช่แล้ว มิใช่ว่าเจ้าเองก็รับรู้และสงสัยมาตลอดหรอกหรือ”
“เหอะ ข้าปิดบังอันใดเจ้าได้หรือไม่จินหลงไ
“มากมายนัก อย่างเช่นเจ้าและเขาแลกปิ่นกันครั้งแล้วครั้งเล่า หึหึ”
“หากเจ้ารู้จะเรียกว่าปิดบังได้เช่นไรกัน เจ้าหน้าตายนี่ หึย”
“หนึ่งในสี่คนในคำทำนายคือผู้ที่จะมาช่วยกันปกป้องป่าม่านหมอกให้รอดพ้นจากการแย่งชิง แต่หากมีเพียงแค่เหตุผลนี้ แคว้นจิ้นมิน่าจะรับรู้ แล้วเหตุใดเจ้าถึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของแคว้นชนเผ่าทุ่งหญ้าเล่า” จินหลงเอ่ยถามออกมา
“สตรีในคำทำนายสตรีที่มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ สตรีที่เกิดในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง คือนางผู้มาพร้อมกับความมืดมิด” ต้าเฟยเฉียงเอ่ยออกมา
ก่อนที่จะมาที่นี่ เขาได้ส่งองค์รักษ์ไปสืบประวัติของตระกูลไป๋ของฮวาเออร์มาและความจริงที่ได้รับรู้ก็ทำเอาเขาประหลาดใจยิ่งนัก
“หากข้าจำไม่ผิด สตรีนางนี้โดนมารดาของตนเอง สะกดพลังเอาไว้ และคืนในห้องบรรพชน พลังของนางก็ได้ตื่นขึ้น พลังที่กดไว้มิสามารถต้านไหว จึงได้แตกสลายหายไปรวมไปถึงเสี้ยวของดวงวิญาณส่วนหนึ่งของนาง”
“แล้วอย่างไรต่อ มันเกี่ยวข้องอันใด” เป่ยจินเป็นผู้นำในการถามออกไป
“องครักษ์ของข้ากล่าวว่า มารดาของนางเป็นสตรีในชนเผ่าทุ่งหญ้า”
“เป็นเพราะเช่นนั้น พวกเขาจึงต้องการนางกลับไป” หยางคงเอ่ยออกมา
“และเพราะนางคือสตรีในคำทำนาย ที่จะสร้างความรุ่งโรจน์ ให้แก่ชนเผ่าทุ่งหญ้านั้นสินะ” เป่ยจินที่เริ่มประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เอ่ยออกมาและคำที่นางเอ่ยก็ยิ่งเพิ่มความกระจ่างแจ้งในใจของทุกคนให้คลายข้อสงสัยลง
“และเราจะทำเช่นไรกันต่อไปดีเล่าเจ้าค่ะ” แววตาสั่นไหวของฮวาเออร์ที่แสดงออกมา