"เสียงสวดของคนที่ตายแล้วดังกว่าเสียงของคนที่ยังมีชีวิต และมันไม่มีวันหยุด"
ว่ากันว่า "พระคัมภีร์ที่ยาวที่สุด ไม่ใช่ที่มีตัวอักษรมากที่สุดแต่คือที่สวดมาทั้งชีวิต แล้วยังสวดไม่จบ
ไม่ใช่เพราะยาว แต่เพราะทุกครั้งที่สวดกำลังรอคำตอบหนึ่งคำ และคำตอบนั้น ไม่เคยมา
ตายแล้วเขายังรอ ยังสวดยังมองไปที่ทิศที่ คำตอบควรจะเข้ามาทางหน้าต่าง หน้าต่างเปิดอยู่ลมเข้ามา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขา้า"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วัดร้างบนเนินเขา....
วัดที่ไม่มีชื่อบนเนินเขาทิศใต้นั้นสร้างจากหินในแบบที่บอกว่าเก่ามากหลังคาพังลงบางส่วน ผนังบางด้านแตกร้าวต้นไม้เล็กงอกขึ้นมาในลานวัดในแบบที่บอกว่าไม่มีคนดูแลมานานมาก
แต่ประตูวัดนั้นยังอยู่ไม้หนักที่ผุบ้างแต่ยังปิดอยู่ในแบบที่ปิดเมื่อคนสุดท้ายออกไป
"ไม่มีพระหรือผู้ดูแลมาหลายสิบปี" จางเว่ยพูดมองรอบ ๆ "แต่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างยังอยู่ที่นี่"
"วัดที่เก่าและมีคนทำพิธีกรรมซ้ำ ๆมาหลายร้อยปีนั้นสะสมพลังงานพิธีกรรมไว้" อี้เหยียนอธิบาย "แม้จะร้างไปนานแล้วพลังงานนั้นยังอยู่ในหิน ในไม้ ในอากาศของสถานที่"
"และสำนักเมฆาดำทำอะไรกับพลังงานนั้น?" หลี่เซียนถาม
"ข้าต้องเข้าไปดูก่อน"
อี้เหยียนเปิดประตูวัดอย่างช้าๆ
ภายในวัดร้าง.......
ภายในวัดนั้นมืดกว่าภายนอกหลังคาที่เหลืออยู่กันแสงออกไปส่วนใหญ่แสงเข้ามาจากรูที่หลังคาพังและจากหน้าต่างที่ไม่มีกระดาษปิดอีกต่อไป
แท่นบูชากลางวัดยังอยู่แม้จะชำรุดในหลายจุด รูปเคารพบนแท่นนั้นเก่าและผุแต่ยังจำได้ว่าคือใคร
และในอากาศของวัดร้างนั้น
มีบางอย่างที่หนักไม่ใช่หนักจากอันตราย แต่หนักจากการสะสม เหมือนห้องที่ปิดมานานอากาศที่ยังอยู่ในนั้นมีน้ำหนักของทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องนั้นมาตลอด
"มีิญญาที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
ทุกคนตึงตัวเล็กน้อย
"ไม่ใช่ิญญาที่เป็อันตราย" อี้เหยียนพูดต่อ "เป็ิญญาของพระที่อยู่ที่นี่มาตลอดชีวิตสะสมพลังงานพิธีกรรมมานานจนเมื่อตายไปแล้วบางส่วนยังค้างอยู่ที่นี่"
"ิญญาที่ค้างอยู่เพราะผูกพันกับสถานที่" จางเว่ยพูด
"ใช่" อี้เหยียนพูด "และสำนักเมฆาดำใช้การที่ิญญาเ่าั้ยังสวดมนต์อยู่โดยไม่มีหยุดสวดซ้ำรูปแบบที่พวกเขาทำตลอดชีวิต เป็แหล่งพลังงานที่ไม่ต้องดูแล"
"ต้องส่งิญญาเ่าั้ออกไปก่อน" เทียนจวินพูด
"ก่อน" อี้เหยียนยืนยัน
อี้เหยียนเดินเข้าไปกลางวัดยืนต่อหน้าแท่นบูชา มองรูปเคารพที่เก่าแล้ว
"ิญญาของท่านทั้งหลายที่ยังอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบในแบบที่เขาพูดกับสิ่งที่ต้องได้ยิน"ท่านทำพิธีกรรมที่นี่มาตลอดชีวิตท่านสร้างสิ่งที่ดีในสถานที่นี้แต่ตอนนี้สิ่งที่ท่านสร้างถูกใช้ในแบบที่ท่านไม่เคยตั้งใจท่านสามารถปล่อยวางได้แล้ว สิ่งที่ท่านสร้างนั้นดีในตัวมันเองไม่้าการรักษาจากท่านอีกต่อไป"
เมียวกิส่งเสียงร้องเบาๆ แสงทองจากสถูปในมือของเขาออกมาเป็วงกลมอ่อน ๆ รอบตัวอี้เหยียนไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อเชื้อเชิญ
พลังงานในวัดนั้นขยับในแบบที่ขยับเมื่อบางอย่างเริ่มเคลื่อนไหวหลังจากนิ่งอยู่นาน
แสงขาวจางเริ่มปรากฏขึ้นไม่ใช่แสงเดียว แต่หลายจุด กระจายอยู่รอบวัด
ิญญาของพระเก่าที่ค้างอยู่ที่นี่มาตลอดค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากมุมและซอกของวัดร้างแสงขาวจางที่สั่นในแบบที่บอกว่ารับรู้สิ่งที่อี้เหยียนพูด
ทีละดวงทีละดวง ผ่านสถูปออกไปในทิศทางที่ถูกต้อง
สิบสี่ดวงในเวลาหนึ่งถ้วยชา
เมื่อดวงสุดท้ายผ่านออกไปในแสงทองวัดร้างนั้นเปลี่ยนไป ความหนักที่อยู่ในอากาศหายออกไปเป็ความว่างเปล่าที่เบาในแบบที่ต่างจากก่อน
"ิญญาออกไปแล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ตอนนี้จัดการกับส่วนที่สำนักเมฆาดำเพิ่มเข้ามา"
การต่อสู้ในวัดร้าง.....
แต่ก่อนที่อี้เหยียนจะทำต่อเสียงเท้าบนหลังคาวัด ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์
"รู้ว่าเรามา" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง ดาบออกจากฝัก
คนสามคนะโลงมาจากรูที่หลังคาพังคนในชุดเทาที่อี้เหยียนเคยเจอมาก่อน
ไม่มากแต่ในวัดร้างที่แคบ จำนวนไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอ
เทียนจวินพุ่งเข้าหาคนแรกดาบสีขาวในแสงที่กรองลงมาจากหลังคา
หลี่เซียนแส้ฟ้าสะบัดสองครั้งผลักคนที่สองออกไปจากแนวที่จะเข้ามาหาอี้เหยียน
คนที่สามพุ่งมาที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อโดยตรงในแบบที่บอกว่าพวกเขารู้ว่าเขาคือใคร
เสี่ยวอวิ๋นจื่อไม่ถอยส่งพลังงานสีเทาเข้มออกมาสายเดียว แม่นยำตรงเข้าที่จุดพลังงานที่เขารู้ว่าอยู่ที่ไหนในร่างกายของนักรบของสำนักเมฆาดำเพราะเขาเคยฝึกร่วมกับพวกเขา
คนนั้นหยุดนิ่งสักวินาทีซึ่งพอให้ลูกศิษย์สำนักคนหนึ่งผลักเขาออกไปได้
แต่จากด้านหลังวัดเสียงผนังหินพัง
อีกสี่คนเจาะผนังเข้ามา
ในวัดร้างที่แคบการต่อสู้กลายเป็การต่อสู้ระยะประชิดที่ไม่มีพื้นที่สำหรับพลังงานขนาดใหญ่
อี้เหยียนใช้สถูปในแบบที่เฉพาะส่งแสงทองออกมาเป็สายเล็ก ๆ หลายสายพร้อมกันแต่ละสายล็อคพลังงานของคนในชุดเทาทีละคน ไม่ทำร้ายแต่ทำให้พลังงานของพวกเขาไม่ทำงาน
เมียวกิเรียกภูติพิทักษ์สองดวงมาแสงสีเขียวล้อมรอบวัดสร้างแนวป้องกันไม่ให้มีคนเพิ่มเข้ามาอีก
เทียนจวินจัดการในวัดที่แคบด้วยท่าที่ปรับให้เหมาะกับพื้นที่ไม่มีท่าที่กว้าง แค่ท่าที่แม่น ทุกท่ามีจุดหมาย ทุกก้าวคำนวณ
ครึ่งถ้วยชา
คนในชุดเทาเจ็ดคนล้มลงในลักษณะต่างๆ ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ไม่มีใครลุกขึ้นสู้ต่อ
"เสร็จ" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ ดาบกลับเข้าฝัก
"เสร็จส่วนนี้" อี้เหยียนแก้ แล้วก็หันกลับไปที่แท่นบูชา "ยังมีส่วนของสำนักเมฆาดำที่ต้องจัดการ"
การชำระวัดร้าง........
สิ่งที่สำนักเมฆาดำติดตั้งในวัดนั้นซับซ้อนกว่าที่อื่นไม่ใช่หินหรือแผ่นหินแต่เป็พลังงานที่ถักทอเข้าไปในรูปแบบของผนังวัดในแบบที่ยากจะแยกออกว่าตรงไหนเป็พลังงานดั้งเดิมของวัดและตรงไหนเป็สิ่งที่เพิ่มมา
อี้เหยียนใช้เวลาสามสิบนาทีในการอ่านรูปแบบก่อน
จางเว่ยช่วยอ่านจากคัมภีร์เก่าที่เขาพกมาซึ่งมีการบันทึกเื่พลังงานพิธีกรรม
เสี่ยวอวิ๋นจื่ออธิบายรูปแบบที่เขารู้จักจากสำนักเมฆาดำ
และเทียนจวินยืนข้างๆส่งพลังงานเสริมในแบบที่อี้เหยียน้า ช้า ๆ สม่ำเสมอ ให้เขามีพลังงานพอสำหรับงานที่ละเอียด
การชำระใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเศษ
เมื่อเสร็จวัดร้างนั้นเป็แค่วัดร้างธรรมดา ไม่มีพลังงานที่ทำงานอยู่ไม่มีเสียงสวดมนต์ที่ไม่มีคนสวดแค่หินเก่าและไม้เก่าและความเงียบของสถานที่ที่เคยศักดิ์สิทธิ์แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป
"สวยในแบบของมัน" จางเว่ยพูดเสียงเบา มองรอบ ๆ
"วัดร้างที่ไม่มีอะไรซ่อน" อี้เหยียนพูด "ใช่สวยในแบบนั้น"
ระหว่างทางกลับสิ่งที่พูดในแสงเย็น.....
เส้นทางกลับจากวัดร้างแสงบ่ายแก่ที่เริ่มสีทอง
อี้เหยียนและเทียนจวินเดินนำหน้าคณะในระยะที่เป็ธรรมชาติทั้งสองเดินในความเงียบมาสักพักแล้ว
"เ้ายังคิดเื่ส่วนที่ขาดหายอยู่" เขาพูดเสียงเบาสังเกตเห็นสิ่งที่เขาสังเกตเสมอ
"คิด" อี้เหยียนพูดตรง "และยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอกนั้นอธิบายบางอย่างที่ข้าไม่มีคำพูดมาตลอด"
"อะไร?"
อี้เหยียนมองเส้นทางข้างหน้าแสงทองของบ่ายแก่ที่ทำให้ทุกอย่างดูอบอุ่นกว่าความจริง
"พลังงานของเ้านั้นเข้ากับสถูปในแบบที่ไม่ควรเข้าถ้าเ้าแค่เป็ผู้ช่วย" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "ในทุกครั้งที่เ้าส่งพลังงานให้ข้าสถูปไม่แค่ใช้มัน มันรับรู้มัน ในแบบที่รับรู้สิ่งที่คุ้นเคย"
"เหมือนจำได้" เขาพูดเสียงเบา
"เหมือนจำได้" อี้เหยียนพูดซ้ำ
ทั้งสองเดินต่อไปสักพัก
"ถ้าส่วนที่ขาดหายนั้นเป็พลังงานของการเลือกที่เ้าสะสมมาทุกชาติ" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "มันหมายความว่าสถูปนั้นไม่ได้แค่รอผู้ถือมันรอทั้งสองคน"
เทียนจวินเดินต่อไปสักก้าวแล้วก็หยุด หันมามองอี้เหยียน
"ทั้งสองคน" เขาพูดซ้ำเสียงนั้นเงียบในแบบที่คนพูดซ้ำเมื่อพวกเขารับสิ่งที่ได้ยิน
"ข้าไม่แน่ใจ" อี้เหยียนพูดตรง "มันเป็แค่สิ่งที่ข้าคิดจากสิ่งที่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ข้อสรุป"
"แต่เ้ารู้สึกว่ามันถูกต้อง" เขาพูด
อี้เหยียนมองเขาในแสงทองของบ่ายแก่
"รู้สึกว่ามันถูกต้อง" อ้เหยียนพูดยืนยัน
เขายืนอยู่กับสิ่งที่อี้เหยียนพูดสักพักมองอี้เหยียนในแสงบ่ายที่ทำให้ดวงตาสีทองของอี้เหยียนสว่างขึ้นกว่าปกติ
"ถ้ามันถูกต้อง" เขาพูดเสียงเบา "มันหมายความว่าข้าตามเ้ามาในแต่ละชาติไม่ใช่แค่เพราะเลือกมันหมายความว่าการเลือกนั้นเองสร้างบางอย่างขึ้นมา"
"บางอย่างที่เป็ส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้สถูปสมบูรณ์" อี้เหยียนพูดต่อ
"งดงามมาก" เขาพูดเสียงเบา มุมปากของเขาขยับขึ้นในแบบที่อบอุ่น
อี้เหยียนมองเขาสักพัก
"เ้าพูดว่างดงามในแบบที่ไม่ใช่แค่ออกความเห็น" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้าหมายความตามนั้น" เขาพูดตรง "สวยในแบบที่ทำให้รู้สึกว่าทุกสิ่งที่ผ่านมานั้นมีความหมายในแบบที่ใหญ่กว่าที่คิด"
อี้เหยียนมองออกไปที่เส้นทางข้างหน้าสักพัก
"ข้าก็รู้สึกแบบนั้น" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
คณะที่เดินตามมาข้างหลังให้ระยะห่างในแบบที่รู้ว่าควรให้ระยะในตอนนั้น
ตำหนักเมฆาหล่นในแสงเย็นและสิ่งที่จะตามมา...
ตำหนักเมฆาหล่นในแสงเย็นของบ่ายที่สาม
คณะกลับมาถึงก่อนพลบค่ำทุกคนเข้าไปในตำหนักในแบบที่กลับบ้าน เสียงประตูเปิด เสียงเท้าบนพื้นไม้เสียงของตำหนักที่มีคนอยู่
อี้เหยียนเดินตรงไปที่สวนสมุนไพรนั่งลงที่หินก้อนเดิม ถือสถูปในมือซ้าย มองออกไปที่ต้นไม้ที่ตัวเองปลูก
เมียวกิลงมาเกาะที่ไหล่ซ้ายหัวมันพิงแก้มของเขาเบา ๆ ในแบบที่มันทำเมื่อมันพอใจกับบางอย่างที่ผ่านมา
อี้เหยียนปล่อยสถูปเรืองทองเบาๆ อ่านพลังงานในมัน ในแบบที่เขาอ่านทุกวันแต่คราวนี้อ่านในแบบที่ต่างออกไปอ่านหาส่วนที่เขาเพิ่งรู้ว่ามีอยู่
สถูปในมือของเขา
มันออกมาเป็แสงทองในแบบที่คุ้นเคยแต่ถ้าเขาอ่านลึกลงไป ในส่วนที่ลึกกว่าชั้นปกติ มีบางอย่างที่คล้ายกับช่องว่างบางอย่างที่ควรมีอยู่แต่ไม่มี ในแบบที่เขารู้สึกว่ามีอยู่มาตลอดแต่ไม่รู้ว่าเรียกมันว่าอะไร
ตอนนี้เ้ารู้ว่าเรียกมันว่าอะไร
"ส่วนที่ขาดหาย" อี้เหยียนพูดเสียงเบา ๆ ให้สถูป
เสียงเท้าที่คุ้นเคยมาจากทางเดินข้างตำหนัก
เทียนจวินมาพร้อมชาสองถ้วยนั่งลงข้างๆ ในแบบที่เขามาเสมอ วางชาถ้วยหนึ่งไว้ระหว่างทั้งสอง
อี้เหยียนรับโดยไม่พูดอะไรดื่มสักคำ อุณหภูมิพอดีในแบบที่เขาชงเสมอ
"เ้าหาอะไรอยู่?" เขาถามมองที่สถูปในมือของอีกฝ่าย
"หาส่วนที่ขาด" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "และพบว่ามันอยู่ที่นั่นในแบบที่รู้สึกได้แต่อธิบายไม่ถูก"
เขามองสถูปในมือของอี้เหยียนแล้วก็ยื่นมือออกมาในแบบที่ถามโดยไม่พูดว่าขอดูได้ไหม
อี้เหยียนวางสถูปลงในฝ่ามือของเขา
ในพริบตาที่สถูปเปลี่ยนมือแสงทองของมันสว่างขึ้นเล็กน้อยในแบบที่ไม่เคยสว่างขึ้นเมื่อใครอื่นถือแล้วก็จางกลับลงมาเป็ระดับปกติ
ทั้งสองเห็นพร้อมกัน
เขาวางสถูปกลับลงในมือของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ
"ข้าเห็น" เขาพูดเสียงเบา
"ข้าก็เห็น" อี้เหยียนพูด
ทั้งสองนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรกับสิ่งที่เห็นพร้อมกันไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะบางอย่างนั้นเห็นแล้วและรู้แล้วและไม่้าคำพูดเพิ่ม
แสงเย็นของบ่ายในสวนสมุนไพรยาวออกไปอย่างช้า ๆบนต้นไม้ที่อี้เหยียนปลูก บนดินที่เขารู้จัก บนสองคนที่นั่งในความเงียบที่สมบูรณ์
"วัดว่างแล้ว คราวนี้ว่างจริงๆ
ไม่ใช่ไม่มีเสียง แต่เสียงนั้น พาคนของมันไปด้วยแล้ว
ก่อนไปเขาพูดประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า 'ข้าคิดว่าข้าสวดให้พระ ต่อมาถึงรู้ว่าข้าสวดให้ตัวเองและต่อมาอีกถึงรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ต่างกันเลย'
วัดว่างแล้ว ความว่างนั้นไม่ใช่ขาดอะไรไป ความว่างนั้นคือ ในที่สุด มีที่ว่างสำหรับสิ่งที่สำคัญกว่าแล้ว"
..สุสาส์นราคะ..