“ข้าอยากให้เ้าตาย” โจวิหยวนที่ลุกกลับมาอีกครั้งหน้าตาบิดเบี้ยว เปี่ยมล้นด้วยโทสะอย่างมหาศาล
การที่ต้องมาเพลี่ยงพล้ำให้รุ่นน้องที่ฐานพลังด้อยกว่าถึงสองครั้งติดต่อกัน แทบทำให้เขาเสียสติ
ภายในหัวของเขาขณะนี้ไม่สนใจแล้วว่า ก่อนหน้านั้นตนได้เอ่ยอะไรออกไป หรือท้าทายอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง
คราวนี้เขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือการกอบกู้ใบหน้าที่สูญเสียไปกลับมาให้ไวที่สุด
เขาที่ควรระงับฐานพลังให้เท่าเทียมฝ่ายตรงข้าม ยามนี้กลับไม่เป็เช่นนั้น อีกทั้งเขายังคิดลงมืออย่างจริงจังโดยนำกระบี่ขึ้นมาเตรียมพร้อมในมืออีกด้วย
“พอได้แล้ว”
เสียงตวาดดังมาจากผู้าุโท่านหนึ่ง ก่อนที่เ้าของเสียงจะปรากฏกายหยุดการกระทำในจังหวะถัดไป
ในฐานะผู้าุโของตระกูล เขาจะปล่อยให้คนนอกะโออกมาะโเสียงดัง แล้วเอาเปรียบพวกเดียวกันได้อย่างไร
เมื่อเห็นท่าไม่ดีฝ่ายตรงข้ามคิดใช้พลังอย่างเต็มที่ ผิดเพี้ยนไปจากที่เคยลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านั้น
ผู้าุโอย่างเขาจึงต้องเข้าแทรกแซงยุติการต่อสู้ โดยไม่สนใจว่าคนจากตระกูลหลักจะยินยอมหรือไม่
ความจริงข้างในจิตใจเขาปลื้มปิติอย่างมากที่ได้เห็นคนตระกูลหลัก ถูกคนของเราเองทุบตีซ้ำ ๆ โดยไม่มีโอกาสตอบโต้เช่นนี้
ความรู้สึกของเขาแสดงถึงความลำเอียงชัดเจน หากโจวเฉินเป็ฝ่ายที่กำลังเสียท่า เขาพร้อมจะสอดมือเข้าไปยุ่งเป็คนแรก
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกหยุดเอาไว้ในจังหวะนี้จริง ๆ แล้วมีคนเดียวเท่านั้น
โจวเฉินที่ััได้ว่าตนยังเคลื่อนไหวได้ปกติ เลยใช้โอกาสนี้ลดระยะทางด้วยก้าวแสงมรณะ เข้าไปประชิดตัวกระแทกหมัดโดยเฉียบพลัน
“อะไร” ผู้าุโคนดังกล่าวแสร้งแสดงท่าทีใตามน้ำ มองร่างโจวิหยวนที่ถูกซัดปลิวออกไปเป็ครั้งที่สาม
แท้จริงผู้าุโที่ลงไปห้ามสังเกตเห็นอยู่แล้วว่า คนของฝ่ายเขายังไม่ยอมหยุดมือ
แต่ด้วยหัวใจที่เอนเอียงเข้าข้างโจวเฉินอยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับเห็นว่าฝ่ายตนฐานพลังต่ำกว่ามากคงทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้
จึงปล่อยให้โจวเฉินระบายอารมณ์ใส่คนตระกูลหลักอย่างไร้ยางอาย
“ข้าบอกให้หยุด” ผู้าุโคนเดิมทำทีเป็โกรธ แต่ก็ยังไม่ยอมเข้าไปห้าม
ร่างของโจวิหยวนที่ถูกส่งไปไกลยังไม่ทันได้ตั้งหลัก โดนเข้าประชิดตัวอีกครั้ง มิหนำซ้ำคราวนี้ยังถูกรัวกำปั้นใส่เป็ชุด
แล้วโดนเท้าเตะเข้าที่หน้าในครั้งสุดท้าย จนไปกระแทกพื้นดังตูมทำให้โจวิหยวนสิ้นสติทันที
“จบแล้วเหรอ”
“วงล้อิญญาขั้นสามแพ้ง่าย ๆ แบบนี้เลย”
“เป็ไปได้ไง”
“รวบรวมพลังขั้นแรกทะลวงฝ่าพลังป้องกันระดับวงล้อิญญาได้ยังไง”
“นายน้อยสามบุกอยู่ฝ่ายเดียว”
ฉากที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้หลายคนอ้าปากตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ แต่ร่างที่นอนหมดสติยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็อย่างดี
แต่ใครเล่าจะไปรู้ว่าการต่อสู้ที่ดูเหมือนเอาชนะได้ไม่ยาก เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วจะไม่เรียบง่ายอย่างที่เห็น
เหตุผลที่พลังเหนือกว่ากลับถูกทะลวงการป้องกันจนต้องสูญเสีย ไม่ใช่เพราะพลังชี่หรือปราณที่มาพร้อมหมัด
แต่เป็พลังิญญาที่ถูกเสริมเข้าสู่กำปั้นก่อนจะเหวี่ยงต่างหาก
ในโลกแห่งการฝึกฝนนั้นเต็มไปด้วยรูปแบบ เทคนิคการต่อสู้ต่าง ๆ มากมาย ใครเป็ผู้กำหนดว่าคนที่เน้นเดินบนเส้นทางสายจิติญญาโจมตีระยะไกลได้เท่านั้น
โดยมากอาจพบเห็นการพึ่งพาเครื่องดนตรีวิเศษ หรือใช้คาถาโจมตีทางิญญาจากระยะไกลเป็ส่วนใหญ่
แต่ก็ใช่ว่าพลังิญญาจะนำมาต่อสู้ระยะประชิดไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับผู้ฝึกฝนทั่วไปที่อาศัยทั้งคาถาระยะไกล และสู้ประชิดตัวด้วยพลังปราณ
เพียงแค่พบเจอการโจมตีทางิญญาในรูปแบบนี้ได้น้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
ทว่าเป็เพราะเหตุนี้เองที่ทำให้โจวิหยวนไม่ทันระวัง ผู้มีฐานพลังเหนือกว่าอย่างเขายังคงประมาทที่ปล่อยให้อีกฝ่ายััได้ง่าย ๆ
โดยไม่รู้เลยว่าการโจมตีที่เข้าใจว่าไม่มีทางทำอันตรายเขาได้ กลับกลายเป็ต้นเหตุที่ส่งเขาไปสู่ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ทางด้านโจวเฉินที่ต้องยอมให้ถูกมองเป็คนฉวยโอกาส ลงมือทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากำลังเอาเปรียบคู่ต่อสู้ เป็เพราะในตอนนั้นเขาผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา
อีกอย่างเื่อะไรเขาต้องรอสูญเสียไม่เป็ฝ่ายริเริ่ม ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าบิดพลิ้วในการต่อสู้ เหตุใดเขาต้องทําตามกฎปฏิบัติตัวอย่างยุติธรรมด้วยล่ะ
เป็สมาชิกจากตระกูลหลักแล้วอย่างไร หากไม่ใช่เพราะที่แห่งนี้มีคนมาก รับรองได้เลยเขาฆ่ามันแน่ที่มีความกล้า คิดจะแตะต้องน้องสาวตัวน้อยของเขา
“พาเขาไปรักษา” ผู้าุโที่เข้าไปห้ามโบกมือให้สมาชิก นำร่างโจวิหยวนในสภาพยุ่งเหยิงออกไป
จากนั้นก็ดำเนินการจัดประลองระหว่างรุ่นเยาว์ต่อ แต่ดูเหมือนงานในปีนี้จะไม่คึกคักเท่าที่ควร นั่นเพราะความสนใจส่วนใหญ่ถูกดึงดูดด้วยการต่อสู้ก่อนหน้านี้แล้ว
ตลอดการประลองหลายคนยังคงสนทนากัน ถึงการแสดงของโจวเฉินที่ทุบตีโจวิหยวนอย่างหนัก
จนการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นบางครั้งไม่มีใครสนใจเลย อีกทั้งจำนวนที่เข้าร่วมในปีนี้ยังมีน้อย แถมอัจฉริยะที่โดดเด่นของตระกูลส่วนใหญ่อายุเกินเกณฑ์ไปแล้ว
งานประลองภายในปีนี้จึงจบลงอย่างน่าเบื่อ ผลลัพธ์สุดท้าย กลายเป็โจวเฉินที่เอาชนะรุ่นเยาว์ภายในตระกูลคนหนึ่งไปได้ไม่ยากเย็น
และรับคะแนนสนับสนุนจำนวนมาก บวกกับเม็ดยาที่จำเป็สำหรับรวบรวมพลัง พร้อมได้โอกาสเรียนรู้วิชาที่เก็บไว้ในหอคัมภีร์ตระกูลโจว
ในขณะเดียวกัน ณ ลานบ้านแห่งหนึ่ง
“เสี่ยวเฉิน เ้ามีธุระอะไรที่นี่”
“ทักทายผู้าุโ” โจวเฉินแสดงความเคารพโดยการคำนับ ผู้ที่ดูแลสถานที่แห่งนี้เล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยปากตอบกลับไปว่า
“เรียนผู้าุโ ผู้น้อย้ามาดูอาการคนข้างใน เผื่อว่าบางทีอาจช่วยอะไรได้บ้าง แล้วข้ายังอยากหาโอกาสคลี่คลายความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นด้วย”
“ถ้าเ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดี ข้าได้ยินมาว่าเ้าโจมตีด้วยพลังิญญาได้ใช่ไหม” ผู้าุโชายวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
โจวเฉินพยักหน้าแล้วตอบกลับ “ข้าแค่โชคดีได้วิธีการแปลก ๆ มาโดยบังเอิญ ไม่นึกว่าจะถูกผู้าุโมองออกได้เร็วขนาดนี้”
“อย่าถ่อมตัวเลย โชคก็เป็หนึ่งในความแข็งแกร่ง”
“ว่าแต่อาการพี่ชายิหยวนเป็ยังไงบ้าง” เขาถือโอกาสนี้นำการสนทนากลับสู่หัวข้อหลัก
“ยังดีที่เ้าฐานพลังไม่สูง อาการาเ็จึงไม่ร้ายแรงแค่หมดสติ อีกสักพักก็น่าจะฟื้น เอาล่ะเ้าเข้าไปได้ แต่อย่าคิดทำอะไรแปลก ๆ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็คนตระกูลหลักมีสายเืเดียวกันกับเรา ถึงจะไม่จำเป็ต้องไปเอาใจแต่ก็ลงมือทำอะไรเกินเลยไม่ได้เช่นกัน”
“ผู้าุโวางใจได้ ข้าไม่มีทางทำอะไรโง่ ๆ อย่างการนำปัญหามาให้ตระกูลหรอก ข้ารับประกัน” นายน้อยสามยืนยันหนักแน่นก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าไป
โชคดีที่เ้านี่มาคนเดียวไม่ได้มีผู้คุ้มกันมาด้วย
โจวเฉินยังคงหวนนึกถึงชีวิตที่แล้ว ความจริงเขาเคยได้ยินเื่ของโจวิหยวนมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะมาโผล่ที่ตระกูลในวันนี้
เห็นได้ชัดว่าประวัติศาสตร์ที่เคยรู้จักกำลังไม่เหมือนเดิม แม้แต่การทดสอบของน้องสาวโจวอันฉี เขาจำได้ในชีวิตก่อนไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เลย
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ ในเมื่อสังหารไม่ได้ก็มีแต่วิธีนั้น
ดวงตาของเขาฉายแววแน่วแน่ก่อนร่างจะหายไปภายในห้อง ซึ่งเป็สถานที่สำหรับพักฟื้นผู้าเ็ของตระกูลโจว
ส่วนผู้มีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ อาศัยััศักดิ์สิทธิ์มองผ่านเข้าไปสังเกตสถานการณ์ได้สักพัก
แต่พอพบว่าโจวเฉินไม่ได้ลงมือทำอะไรที่ผิดปกติ การรับรู้ของเขาจึงถูกนำกลับมาแล้วให้ความสนใจกับตำราในมือแทน
ทว่าหลังจากผ่านไปไม่นาน โจวเฉินก็กลับออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกันนั้นข้าง ๆ เขายังมีชายหนุ่มเดินเคียงคู่ออกมา ด้วยท่าทีที่เป็มิตรอีกด้วย
ไม่ผิด ผู้ที่กำลังเดินออกมาส่งโจวเฉินด้วยตัวเองนั้น ความจริงคือโจวิหยวนที่กำลังถูกครอบงำด้วยคำข่มขู่ และตราประทับคำสาปิญญา
เหตุผลแท้จริงที่เขาต้องทุบตีให้อีกฝ่ายสิ้นสติ นั่นเป็เพราะง่ายต่อการบุกรุกทางิญญา เพื่อจะได้บังคับประทับตราคำสาปิญญาใส่เป้าหมายได้สะดวก
ถึงแม้โจวิหยวนที่ถูกทำเช่นนั้น จะไม่โดนควบคุมจิตใจมอบความภักดีให้แก่เขาโดยตรง
แต่การข่มขู่บวกกับการที่พบว่า โจวเฉินสามารถควบคุมความเป็ความตายของตนได้ ทำให้โจวิหยวนไม่อาจขัดขืนต้องยอมจำนน
ท้ายที่สุดต้องมาตกเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้อื่นอย่างงุนงง และความไม่เต็มใจอย่างอธิบายไม่ถูก
เื่ทั้งหมดกลายเป็แบบนี้ได้ยังไง
โจวิหยวนกำเหรียญในมือแน่น สายตาเพ่งมองแผ่นหลังโจวเฉินที่ค่อย ๆ หายไป
แต่ช่างน่าใจริง ๆ ที่เขาความสามารถเช่นนี้ ไม่รู้ว่าข้างในซ่อนความลับประเภทใดเอาไว้
กำปั้นของโจวิหยวนค่อย ๆ คลายออก ในขณะนั้นเขามองผ่านเข้าไปในิญญาดั้งเดิมที่มีสิ่งแปลกปลอมปรากฏเข้ามา
สิ่งนี้ไม่เพียงเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้เขา แต่ยังควบคุมชีวิตของเขาได้อีกด้วย
เมื่อนึกได้ดังนั้น โจวิหยวนได้แต่ยิ้มขมขื่นก่อนหันหลังกลับเข้าไป เพื่อเตรียมตัวทำตามที่ได้รับคำสั่งมา
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันโจวเฉินที่อยู่อีกด้าน กลับปรากฏรอยยิ้มยินดีผุดเต็มใบหน้า กับการรับสมัครสมาชิกคนแรกที่ผ่านไปอย่างราบรื่น
ถึงคุณสมบัติจะไม่เหมือนที่คิดไว้ แต่ความสำเร็จของเขาชีวิตก่อนค่อนข้างน่าสนใจ อีกอย่างหวังว่าสถานะของเขาในตระกูลหลักจะช่วยเร่งการพัฒนาของกลุ่มได้นะ
โจวเฉินเดินไปพลางนึกถึงผลที่จะตามมาไปพลาง ก่อนจะกลับมาถึงลานบ้านที่มีทั้งน้องสาว ลุงและสาวใช้รออยู่