เมื่อชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียแล้ว ในที่สุดหงจวินก็จำต้องยอมรามือ
หึ... เ้าคนดื้อรั้น คราวนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน ข้าไม่รู้หรอกว่าเ้าได้ของดีอะไรมา แต่เมื่อข้าผสานมรรคาสำเร็จเมื่อใด เมื่อนั้นข้าจะชำระความกับเ้าให้สาสม!
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมที่มิอาจทำอะไรสวีทงได้ แต่หงจวินก็จำต้องละทิ้งความพยายามลงในที่สุด
ณ เขาคุนหลุน ภายในลานเต๋าของสวีทง
เมื่อััได้ว่าพลังลึกลับภายนอกลานเต๋ามลายหายไป สวีทงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ดูท่าตาแก่หงจวินจะยอมถอยไปแล้วสินะ
นับว่าโชคดีที่ข้าจัดเตรียมข่ายอาคมไว้ล่วงหน้า มิฉะนั้นเกรงว่าม่านพลังเพียงอย่างเดียวคงมิอาจต้านทานการสอดส่องของแผ่นหยกรังสรรค์ได้
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ สวีทงยังคงรู้สึกใจหายวาบอยู่ไม่น้อย แผนการที่หงจวินวางไว้กับตัวเขานั้นมีมากมายเหลือเกิน ทำให้อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกราจากเขาได้ง่าย ๆ
แต่เขาไม่ใช่คนเบาปัญญา ในเมื่อล่วงรู้ตอนจบอันน่าเวทนาอยู่แล้ว มีหรือเขาจะยอมตกเป็เบี้ยล่างให้ผู้อื่นบงการ
การที่ข้าต้านทานการสอดแนมของหงจวินได้อีกครั้ง คาดว่าใน่เวลาสั้น ๆ นี้ เขาคงไม่กล้ามาหาเื่ข้าอีกแน่
เว้นเสียแต่ว่า... เขาจะสามารถผสานมรรคาได้อย่างสมบูรณ์
สวีทงเริ่มวางแผนการในใจเงียบ ๆ
ตราบใดที่ข้ายังคงปิดด่านไม่ยอมออกไปยุ่งเกี่ยวกับมหันตภัยอู๋เยาในครั้งนี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ดิน์เก้าชั้นฟ้า หงจวินย่อมต้องเป็ฝ่ายดั้นด้นมาหาข้าเอง
ถึงเวลานั้น ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะยังกล้ามาทำตัวแข็งกร้าวใส่ข้าได้อีกหรือไม่
อยากจะผสานมรรคารึ? ฝันไปเถอะ!
ในเมื่อข้ายังมิอาจหลุดพ้นจากพันธนาการของวิถี์ได้ เช่นนั้นพวกเ้าทุกคนก็จง ‘อัดอั้น’ รอข้าไปก่อนเถิด!
สวีทงผู้ถือครองดิน์เก้าชั้นฟ้าอยู่ในมือมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ร่างกายของเขาแบกรับบุญบารมีเบิกฟ้าไว้มหาศาล ตราบใดที่เขาไม่รนหาที่ไปหาเื่ใครก่อน ก็ไม่มีผู้ใดในหงฮวงที่หาญกล้าลงมือกับเขาอย่างเต็มกำลังได้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นคิดอยากจะตายตกไปพร้อมกับเขา
สวีทงวางแผนไว้แล้ว หากถึงยามที่หนวี่วาต้องสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ แล้วข้อเสนอที่หงจวินหยิบยื่นให้ไม่เป็ที่พึงพอใจ เขาก็จะประวิงเวลาต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้
หงจวินทำให้ข้าพอใจเมื่อใด เมื่อนั้นหนวี่วาถึงจะได้สร้างมนุษย์
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก เขาจึงหลับตาลงและเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญเพียรต่อ
ในขณะเดียวกัน ภายในวังจื่อเซียว สีหน้าของหงจวินย่ำแย่นัก
เหล่าผู้บำเพ็ญระดับแนวหน้าในตำหนักต่างก็ลอบมองหน้ากันพลางกลั้นหายใจด้วยความหวาดเกรง เมื่อครู่พวกเขาต่างเห็นกับตาว่ามรรคาจารย์หงจวินพลันเรียกยอดสมบัติปฐมกำเนิดอย่างแผ่นหยกรังสรรค์ออกมา จากนั้นรัศมีแสงแห่งสมบัติก็เจิดจ้าขึ้น เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามพยากรณ์สืบเสาะหาบางสิ่งอย่างรุนแรง
ทว่าเมื่อดูจากสีหน้าที่มืดมนของหงจวินในยามนี้ ทุกคนต่างคาดเดาได้ว่ามรรคาจารย์คงจะล้มเหลวกลับมา
เฮือก!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเข้าด้วยความหนาวเหน็บ
เื่อันใดกันที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่แม้แต่มรรคาจารย์หงจวินยังมิอาจพยากรณ์หาความจริงได้?
และเื่ที่ทำให้ท่านปราชญ์อันดับหนึ่งใส่ใจถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็ความลับที่ยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ และความลับนั้นเองที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนจนถึงขีดสุด
ความลับอะไรกันหนอ ที่ทำให้ท่านมรรคาจารย์ถึงกับต้องเสียหน้าเช่นนี้
หรือความลับนี้จะเกี่ยวข้องกับวิธีการเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญ?
ความลับที่แม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหงฮวงยังให้ความสนใจ ย่อมเป็สิ่งที่ดึงดูดใจอย่างแรงกล้าจนน่าขนลุก โดยเฉพาะกับเผ่าปีศาจและเผ่าอู๋ที่กำลังกระหายพลังเพื่อสยบอีกฝ่าย
ชั่วขณะนั้น สมาชิกของทั้งสองเผ่าต่างก็พากันจดจ้องเื่นี้อย่างจริงจัง
ในหงฮวงยังมีผู้แข็งแกร่งที่สามารถต้านทานการสอดส่องของมรรคาจารย์ได้เชียวรึ! ไม่ได้การ... ไม่ว่าอย่างไรเผ่าของข้าจะต้องตามหาคนผู้นี้ให้พบ และต้องดึงตัวมาเป็พวกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!
ในครั้งนี้ ความคิดของเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจกลับตรงกันอย่างน่าประหลาด
ส่วนเล่าจื๊อที่นั่งมองสีหน้าอันบูดบึ้งของหงจวิน ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึก
หรือว่าเมื่อครู่... ท่านมรรคาจารย์กำลังสอดส่องลานเต๋าของน้องสามอยู่!
การบรรยายเต๋าทั้งสามครั้งที่ผ่านมา ท่านมรรคาจารย์มักจะให้ความสำคัญกับพวกเราสามพี่น้องเป็พิเศษเสมอ
แม้พวกเราจะเป็ทายาทที่แท้จริงของผานกู่ แต่ก็ไม่สมเหตุสมผลนักที่เขาจะจดจ้องพวกเราทุกครั้งเช่นนี้
หากจะมีสิ่งใดที่แตกต่างไปจากเดิม... นั่นก็คือการที่น้องสามไม่เคยโผล่หน้ามาฟังการบรรยายเต๋าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และทุกครั้งที่ท่านมรรคาจารย์พบว่าน้องสามไม่มา เขาก็จะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
หรือว่า... คนที่กำลังประลองกำลังกับท่านมรรคาจารย์เมื่อครู่ก็คือน้องสาม!
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เล่าจื๊อก็ต้องใจหายวาบและรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
เหลวไหลสิ้นดี! ความคิดนี้ช่างบ้าคลั่งเกินไปแล้ว
ทงเทียนก็เป็เหมือนกับพวกเรา ถือกำเนิดจากิญญาต้นกำเนิดของมหาเทพผานกู่ ขนาดตัวข้าเองยังมิอาจขัดขืนท่านมรรคาจารย์ได้แม้แต่น้อย แล้วทงเทียนจะมีปัญญาทำเช่นนั้นได้อย่างไร?
เล่าจื๊อพยายามปฏิเสธสมมติฐานนี้ในใจอย่างเต็มกำลัง แต่ถึงกระนั้น ลึก ๆ ในใจเขากลับมีเสียงหนึ่งคอยกระซิบย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า... เื่นี้คือความจริง
ความลึกลับของทงเทียนนั้นมีมากเกินไป และเป็ไปได้สูงยิ่งที่เขาจะดึงดูดความสนใจจากหงจวิน
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนภายในวังจื่อเซียวต่างก็จมอยู่ในห้วงความคิดที่แตกต่างกันไป หงจวินดูเหมือนจะรับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป แต่เขาก็หาได้ใส่ใจไม่
สำหรับเขา คนเหล่านี้ก็เป็เพียงมดปลวกและหมากในกระดานเท่านั้น ไม่มีค่าพอที่จะให้เขาต้องลงมาอธิบายความใด ๆ
ในเมื่อยามนี้มิอาจสืบสาวเื่ของทงเทียนได้ หงจวินจึงเลิกดื้อรั้นและหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“ในเมื่อข้ากล่าวไว้แล้วว่าจะบรรยายเต๋าครั้งที่สาม เช่นนั้นก็เริ่มกันเถิด”
“จักรวาลดั้งเดิม… เริ่มแรกนั้นคือความว่างเปล่า...”
เสียง์ดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
วิถีแห่งปราชญ์ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของหงจวินอย่างแจ่มชัดเบื้องหน้าทุกคน แต่วิถีแห่งปราชญ์นี้กลับต่างจากขอบเขตอื่น ๆ แม้มันจะถูกพรรณนาไว้อย่างชัดแจ้งเพียงใด ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสามารถทำความเข้าใจให้กระจ่างได้แม้แต่คนเดียว
กระทั่งผู้ที่ปราณม่วงหงเิอยู่ในมือก็มิใช่ข้อยกเว้น พลังบำเพ็ญของพวกเขาหาได้รุดหน้าไม่ แต่ทุกคนก็ยังคงเพียรพยายามจดจำทุกถ้อยคำของปราชญ์แห่งมหาเต๋านี้ไว้อย่างสุดความสามารถ
เวลาหนึ่งพันปีผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
มรรคาจารย์หงจวินบรรยายวิถีแห่งปราชญ์จนจบสิ้น
“วิถีแห่งปราชญ์ คือวิถีแห่ง์ หากปรารถนาจะบรรลุเป็ปราชญ์ พึงต้องเรียนรู้ที่จะคล้อยตามลิขิต์”
สุดท้ายหงจวินก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ดูเหมือนจะไร้ที่มาที่ไปประโยคหนึ่ง
ทุกคนในวังจื่อเซียวต่างก็ปักใจเชื่อว่านี่คือหัวใจสำคัญของการบรรลุปราชญ์ แต่ประโยคนี้กลับดังกังวานไปทั่วทั้งพิภพหงฮวง แม้แต่สวีทงที่รั้งอยู่ในลานเต๋าก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
สวีทงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เคล็ดลับการบำเพ็ญอันใด แต่คือคำพูดที่หงจวินจงใจส่งถึงเขาโดยเฉพาะ
เมื่อล่วงรู้เจตนาของหงจวิน สวีทงก็เพียงแค่เผยรอยยิ้มหยันออกมา
“หึหึ คล้อยตามลิขิต์งั้นรึ? เกรงว่าจะเป็การคล้อยตาม ‘ความ้า’ ของเ้าเสียมากกว่ากระมัง”
วิถี์ที่แท้จริงนั้นเที่ยงธรรมและไร้ซึ่งอัตตา ย่อมไม่มีการวางแผนกลั่นแกล้งผู้ใดเหมือนอย่างที่หงจวินทำ สรุปแล้วการที่หงจวินผสานมรรคา ก็เพียงเพื่อ้าเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองและสนองตัณหาในการควบคุมสรรพสิ่งเท่านั้น
หากไร้ซึ่งหงจวิน วิถี์ก็ยังคงดำเนินไปตามครรลองของมัน และจะยิ่งสมบูรณ์ขึ้นตามกาลเวลา
ไม่แน่ว่าในยุคไซอิ๋วที่ปราณิญญาเหือดแห้งลงนั้น อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหงจวินก็เป็ได้ เพราะยิ่งมดปลวกเ่าั้อ่อนแอเพียงใด การบงการควบคุมก็ย่อมทำได้ง่ายขึ้นเพียงนั้น
เมื่อคิดถึงจุดนี้ สวีทงก็ต้องใจหายวาบ
ข้อสันนิษฐานนี้ช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว
เขารีบส่ายหน้าเพื่อขับไล่ความฟุ้งซ่านออกไป หงจวินจะครองโลกหรือจะกลายเป็วิถี์อย่างไรนั่นก็ไม่ใช่ธุระของเขา
เขาไม่มีความคิดที่จะออกหน้าไปขัดขวางแผนการของหงจวินแม้แต่น้อย
เขาเพียง้าอยู่อย่างสงบ บำเพ็ญเพียรในลานเต๋าของตนโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่วุ่นวายใด ๆ รอจนพลังบำเพ็ญสูงส่งพอที่จะปกป้องตนเองได้ และหงจวินมิอาจคุกคามเขาได้อีก เมื่อนั้นเขาจึงจะพิจารณาเื่การออกจากด่าน
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีทงก็กลับเข้าสู่ภวังค์การฝึกฝนอีกครั้ง
คิดจะให้ข้าคล้อยตามลิขิต์ แล้วออกไปเป็หมากให้เ้าบงการรึ? ฝันไปเถอะ
ข้าจะบำเพ็ญอยู่ในลานเต๋านี้สืบไป ไม่ไปที่ใดทั้งนั้น เ้าอยากจะทำอะไรก็เื่ของเ้า!