Hot Headed
[Jecelyn's Part]
“เธอ วันนี้กินไรดีครับ อาหารญี่ปุ่นไหม?” ปืนเอ่ยถามขณะที่ผมง่วนทำงานอยู่
“ปืน บอกแล้วไงอย่าเรียกแบบนี้” ผมเอ่ยย้ำเป็รอบที่ร้อยแปดสิบแปดไม่ให้อีกฝ่ายเรียกผมแบบนั้น มันรู้สึกแปลกๆ ยุบยิบๆ ยังไงไม่รู้
“ไม่เอาอะ จะเรียกแบบนี้ ไม่อยากเรียกเหมือนคนอื่น นี่แฟนเลยนะ! เธอก็แค่เออออเอง” เขาว่าแล้วทำหน้าออดอ้อน
พอเจอมุกนี้เข้าไป ใจผมก็ยวบลงเป็รอบที่ร้อยแปดสิบแปดเช่นกัน สุดท้ายก็ต้องยอมอยู่ดี ผมน่ะเคยขัดใจคนตรงหน้าได้ที่ไหนกันเล่า
“ครับ อาหารญี่ปุ่นครับ” ผมตอบ
จุ๊บ~
“แฟนผมน่ารักที่สุด” ไม่พูดเปล่าหรอกนะคนนี้ เขาพุ่งมาหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่ๆ
เชื่อไหมว่าั้แ่เป็แฟนกันปืนชอบวอแวผมมาก มากแบบมากที่สุด แป๊บๆ ก็จับมือ เดี๋ยวกอดเดี๋ยวหอม เขาบอกว่ามันคือSkinship ว่าซั่น
ส่วนคนที่โดนกระทำอย่างผม ก็ปรามจนคร้านจะปรามแล้วฮะ เลยปล่อยเลยตามเลยอยากจับมืออยากกอดอยากหอม ถ้ามันไม่ใช่ที่สาธารณะหรือเกินไปนักผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
“พี่เจษคร้าบ ไปกินข้าวกัน”
เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้นแทบจะพร้อมกันกับเสียงเคาะประตูห้องทำงานผม
ทำให้ปืนขมวดคิ้วมุ่นในคราแรก แต่พอเห็นว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็ใคร เขาถึงได้กลับมามีสีหน้าปกติ
“อ้าวปรานต์ พายุอะไรหอบมาถึงนี่” ผมเอ่ยทักทายปภังกร
“โหย พายงพายุอะไร ผมก็มาหาพี่เป็ประจำอยู่แล้วป้ะ วันนี้มาทำธุระแถวๆ นี้เลยแวะมาหาครับ"
"อ้าวปืน! มาทำอะไรที่นี่? นี่รับงานถ่ายแบบโดยไม่บอกกันเหรอ?” ปภังกรทำหน้างุนงงเมื่อเห็นอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานผม เขาเดินไปล็อกคอหยอกล้อกับปืน
“ทำไมพี่มาได้ ผมมาไม่ได้” คนเด็กเอ่ยพลางดิ้นออกจากวงแขนรุ่นพี่
“อย่ามากวนตีนนะ บอกมาซะดีๆ ว่ามาทำอะไรที่นี่ รับงานถ่ายแบบจริงๆ ใช่มั้ย”
“ไม่บอกโว้ย”
ผมมองดูสองคนที่เล่นกันเหมือนเด็กก็อดอมยิ้มไม่ได้ คนนอกอาจจะมองว่าปืนเป็คนหยิ่ง แต่ความจริงเขาแค่หน้านิ่งเท่านั้นเอง พออยู่กับคนสนิทเขาก็จะยิ้มเยอะพูดเยอะเชียวล่ะ ตอนนี้สงสัยห้องทำงานของผมจะกลายเป็สนามเด็กเล่นไปเสียแล้วกระมัง
เคลียร์งานอยู่อีกครู่หนึ่ง ผมจึงชวนปรานต์ไปทานมื้อเย็นด้วยกัน
“พี่เจษ สรุปปืนมันไปทำอะไรที่สตูพี่ ผมเค้นมันมาจะเป็ชั่วโมงแล้วมันยังไม่ยอมบอกผมเลย” ปภังกรว่า
ผมโคลงศีรษะเล็กน้อย ที่ปืนไม่บอกเพราะ้าให้ผมเป็คนบอกน่ะสิ เ้าเล่ห์นัก! ผมหันไปมองคาดโทษปืนไว้ก่อน แต่เ้าตัวทำทีเป็ไม่รู้ไม่ชี้เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มแล้วตีคิ้วใส่ผมเฉย
ฮึ่ย ทำไมดูดีจังวะ?
ที่ชมเพราะไอ้ท่าทางเมื่อครู่เขาดูดีจริงๆ ผมไม่ใช่ประเภทคลั่งรักอะไรทำนองนั้นหรอกนะ จริ๊ง
“อะ งั้นพี่แนะนำให้รู้จักนะ นี่แฟนพี่เอง”
พอจบคำผม ปรานต์ถึงกับสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดง ส่วนปืนก็ชอบใจยิ่งนักหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
“ฟะ แฟน? จริงดิพี่? เป็ไปได้ยังไง ั้แ่เมื่อไหร่ อย่างไร?” คนที่ยังใไม่หายถามย้ำอีกครั้ง
“เพิ่งคบกันเอง พี่บอกปรานต์คนแรกเลยนะเนี่ย” ผมว่า
ปรานต์กะพริบตาปริบๆ มองผมกับปืนสลับไปมาอยู่ครู่หนึ่ง
“ยินดีด้วยๆ ว้าว ผมเซอร์ไพรส์มากจริงๆ ปืนวันหลังเล่าให้ฟังเลยนะว่าไปคบกันได้ไง” ประโยคหลังปรานต์หันไปบอกปืน
ฝ่ายนั้นยกยิ้มมุมปากก่อนจะพยักหน้ารับ
หลังจากจบมื้ออาหารไม่นานคุณปภังกรก็ขอตัวกลับก่อน เหลือแค่ปืนกับผมที่ยังนั่งคุยเล่นกันอยู่
“เธอ พรุ่งนี้ผมมีนัดกับเพื่อน่เช้าถึงบ่าย ผมไปหา่เย็นนะ”
“อื้อได้ เราก็จะไปทำธุระเหมือนกัน”
“ไปไหน? ให้ไปเป็เพื่อนมั้ย” อีกฝ่ายกระตือรือร้นถาม
“ไม่เป็ไร มีธุระนิดหน่อย ไปแป๊บเดียวเหมือนกัน เจอกันตอนเย็นอะดีแล้ว”
ปืนพยักหน้ารับแล้วชวนผมออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร โดยเ้าตัวคอยกุมมือผมไม่ห่าง
ครั้งนี้เราทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แค่เดินเคียงกันเงียบๆ ราวครึ่งชั่วโมงถึงได้แยกย้ายกัน
แน่นอนว่าอีกฝ่ายทั้งกอดทั้งจับผมหอมแก้มซ้ายขวา ปาก คาง หน้าผาก จนผมต้องท้วงว่า ‘น้ำลายเต็มหน้าแล้ว’ คนที่อ้างว่าติดสกินชิปถึงได้ยอมปล่อยผมกลับบ้าน
Next Day
“โห ลุงศินตื่นเช้าขนาดนี้เลยเหรอครับ?” เจษลินทร์เอ่ยทักทันทีที่รับสายวิดีโอคอลของวศิน ตามโซนเวลาของฟินแลนด์ยังเช้ามืดอยู่เลย
[พอดีตื่นขึ้นมาแล้วมันนอนไม่หลับน่ะ]
“อ่อครับ แล้ววันนี้ต้องพาป้าเมย์ไปโรงพยาบาลอีกหรือเปล่าครับ” เจษลินทร์ถามอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยคุยกันลุงวศินบอกว่าต้องพาป้าเมย์ไปหาหมอทุกอาทิตย์
[ไปสิ นัดหมอไว้ตอนสายๆ น่ะ แล้วเราออกไปไหนแต่เช้าล่ะ วันนี้ไม่ใช่วันหยุดหรอกเหรอ] ปลายสายเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าวิวด้านหลังของเจษลินทร์ไม่ใช่ที่บ้านของเ้าตัว
“ครับ ผมออกมาทำธุระน่ะครับ”
[อ่าว งั้นเหรอ โอเคๆ งั้นเราไปทำธุระเถอะ ไว้ลุงโทรหาใหม่]
“ได้ครับลุงศิน ฝากความคิดถึง ถึงป้าเมย์และน้องนินทร์ด้วย ลุงเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
[ได้เดี๋ยวลุงบอกให้ ขอบใจนะ เราเองก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ]
“ครับผม สวัสดีครับ”
หลังจากเจษลินทร์วางสาย เขาแวะซื้อของเยี่ยม เพราะวันนี้เขาตั้งใจไปหา ‘ธนัท’ อีกครั้ง
และก็ได้เจอกันเสียที เจษลินทร์ใเล็กน้อยที่อีกฝ่ายมีสภาพค่อนไปทางโทรม เดาว่าเขาคงไม่สบายมากในหลายวันมานี้
“นึกว่าจะยอมแพ้แล้วเงียบหายไปซะอีก” เป็ธนัทที่เอ่ยขึ้นก่อน
“ยอมแพ้เื่อะไร?” เจษลินทร์เลิกคิ้วถาม
“ก่อนที่นายจะออกไป พวกเราคุยกันเื่อะไรล่ะ?”
อ่า เจษลินทร์กุมขมับแล้ว เพราะอยู่ดีๆ ก็แวบมาอนาคต เขาจะไปรู้ได้ยังไงเล่าว่าคุยกันเื่อะไร? จึงทำได้แค่ตะล่อมๆ ถามและชวนคุยเข้าเนื้อหาที่เขาอยากรู้ให้ได้มากที่สุด
เขาใช้เวลาสี่สิบนาทีเต็มในการคุยกับธนัท ก่อนจะเดินทางกลับด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
One Month Later
[เธอครับ ไม่ได้เจอกันมาสองอาทิตย์แล้ว ไม่คิดถึงกันรึไง] ปัณณวิชญ์เอ่ยออดอ้อนกึ่งตัดพ้อคนรักทางวิดีโอคอล
ก็วันนี้เขาตั้งใจจะไปหาเ้าตัว แต่เจษลินทร์กลับไม่ว่างซะงั้น
“คิดถึงอยู่แล้วสิ ขอโทษน้า ก็พวกเรายุ่งทั้งคู่เลยนี่นา เอาเป็ว่าวันหยุดนี้ค่อยเจอกันโอเคไหมครับ”
[หงึ แล้วปืนเคยไม่โอเคสักครั้งมั้ยล่ะ]
“กู้ดดดบอย งั้นไว้คุยกันนะครับ”
[คิสก่อน]
เจษลินทร์โคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ
"คิสๆ ครับ"
[ขนาดคิสผ่านโทรศัพท์ยังชื่นใจขนาดนี้ ถ้าได้คิสตัวจริงจะชื่นใจขนาดไหนน๊า~]
"อีกสองวันก็ได้คิสแล้วครับ" เจษลินทร์เอ่ยยิ้มๆ
[โอเค ปืนนับเวลารอเลย งั้นเจษไปทำธุระเถอะ บายนะครับ]
"บายครับ"
หลังจากวางสายคนรัก ปัณณวิชญ์ก็รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่รู้จะทำอะไรจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเพื่อนเสียหน่อย
เขามีเพื่อนสนิทสองคน คือ ‘หาญ’ เพื่อนสมัยมหาลัยจนตอนนี้มาเป็เพื่อนร่วมอาชีพ และ ‘อี้’ เพื่อนสมัยมัธยม ตอนนี้เป็หมออยู่โรงพยาบาลเอกชน
[กูมีเคสด่วน เดี๋ยวโทรกลับ] ปัณณวิชญ์ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรคุณหมออี้ก็รัวใส่เขาก่อนพร้อมวางสายเสร็จสรรพ
โอเค รู้เื่! เขาชินกับอะไรแบบนี้แล้วล่ะ เพราะเขาก็ทำเช่นนี้เหมือนกันหากเพื่อนโทรมาตอนที่ไม่ว่าง เขาจึงกดโทรหาเพื่อนอีกคน
[อะระ คิดถึงกูเหรอ? มึงก็รู้กูมีเมียแล้ว หักห้ามใจบ้าง เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติด] ปลายสายเอ่ย ทำให้ปัณณวิชญ์ต้องมองบนในความมโนนี้
“แดกสันแข้งกูมั้ย”
[พูดไม่เพราะเลอ เลาจะวางสายแล้วนะ]
“อย่ามาทำจริตดิ้ อยู่ไหน ไปแดกข้าวกัน”
[ทำงานอยู่เนี่ย]
“งานไร”
[ซีฮัน หว่อง อ่ะดิ วันนี้กูว่างเลยมาตามดูหน่อย]
พอได้ยินชื่อนี้ปัณณวิชญ์ก็ชะงักไป ก่อนหน้านี้เขาก็เคยตามซีฮันอยู่พักหนึ่ง รู้ทั้งรู้ว่าหมอนี่มันมีส่วนเอี่ยวกับเื่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็หาหลักฐานมาเอาผิดหมอนี่ไม่ได้เสียที ปัณณวิชญ์จึงจำใจปล่อยให้คนเลวลอยนวลไปก่อน เขาเชื่อว่าคนเลวๆ มันคงไม่ก่อเื่แค่คดีเดียวแน่
พอมีงานอื่นมาเขาก็ผละไปทำงานอื่น เพราะเื่ของซีฮันมันต้องใช้เวลา เขาไม่อยากทนเห็นหน้าคนคนนี้ โดยไม่ลากคออีกฝ่ายเข้าตารางได้ เลยให้เพื่อนรับหน้าที่ตามติดซีฮันแทน
[ฮัลโหล โยนโทรศัพท์ออกนอกโลกแล้วเหรอ ทำไมไม่พูด] ปลายสายเรียกเมื่อเห็นว่าปัณณวิชญ์เงียบไป
“อยู่ไหน เดี๋ยวกูไปหา”
[น่ะ แล้วทำปากแข็งบอกว่าไม่ได้คิดถึงกู]
“ขอร้องล่ะไอ้ห่าน เลิกเล่นมุกนี้เหอะ ขนลุกหมดแล้วเนี่ย ส่งโลเคชันมา”
“กูชื่อหาญโว้ย!”
ปลายสายสบถแล้วกดวางสายไป ไม่นานก็ส่งโลเคชั่นมาให้ เป็แถวย่านช้อปปิ้งและแหล่งบันเทิง
***
“ไงมึง” หาญเอ่ยทักเพื่อนคนหล่อของเขา
ปัณณวิชญ์พยักหน้าให้เพื่อนก่อนจะเอ่ยถาม
“ไหนล่ะ?”
หาญพยักพเยิดหน้าไปยังร้านอาหารฝั่งตรงข้ามที่เป็กระจกใส สามารถมองเห็นได้จากร้านที่พวกเขานั่งอยู่ มองจากมุมนี้เห็นหน้าซีฮันได้ชัดเจนเลยล่ะ
“แล้วที่นั่งตรงข้ามกับซีฮันนั่นใครวะ คู่ค้าธุรกิจมืดเหรอ?” ปัณณวิชญ์ถามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเป้าหมายไม่ได้อยู่คนเดียวและเขามองเห็นคนคนนั้นแค่หัวไหล่ เพราะมีคนที่นั่งโต๊ะถัดไปบังอยู่
“ไม่ๆ คนนี้น่าจะไม่ใช่คู่ค้าธุรกิจแต่น่าจะเป็คู่ขาเสียมากกว่าล่ะมั้ง เพราะกูเห็นสองสามครั้งแล้ว ละมึงดูหน้าซีฮันดิ เหมือนจ้องจะเขมือบคนตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา” หาญกล่าว
ปัณณวิชญ์พยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วเป็ไงบ้าง ได้เื่อะไรบ้างมั้ย่นี้”
“ก็ไม่ค่อยอะ หมอนี่วันๆ ไม่ค่อยทำอะไร มักจะสิงสถิตอยู่ที่ผับของตัวเอง หิ้วสาวกลับบ้านแทบทุกวัน วนอยู่แค่นั้น สงสัย่นี้คงเบื่อหญิงคราวนี้เลยมาเดตกับผู้ชาย” หาญว่า
พอถามไถ่จนรู้ว่าซีฮันก็เพิ่งมาไม่นาน ปัณณวิชญ์จึงสั่งมื้อเย็นมาทานฆ่าเวลา รู้สึกเซ็งนิดหน่อยเพราะมื้อนี้ที่จริงเขาตั้งใจจะไปกินกับคนรักแท้ๆ
งานของพวกเขาจะว่าน่าเบื่อมันก็น่าเบื่อที่ต้องคอยมาตามติดชีวิตชาวบ้าน แต่ถ้าพอถึงเวลาได้ตื่นเต้นนี่ก็บันเทิงอยู่นะว่าไป ซึ่งปัณณวิชญ์จะชอบเป็พิเศษเวลามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เขาว่ามันท้าทายดี
นั่งกันอยู่ครู่ใหญ่เป้าหมายพวกเขาก็เดินออกจากร้านอาหารพร้อมคู่ขา
!!!!!!!!!????
ปัณณวิชญ์ขยี้ตาครั้งหนึ่งก่อนจะเพ่งไปที่ซีฮันและคนที่เดินข้างหมอนั่น หัวใจของเขาพลันกระตุกอย่างแรง
‘เจษลินทร์’
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กับซีฮันล่ะ? เมื่อกี้หาญบอกว่าเคยเจอพวกเขามาด้วยกันสองสามครั้งแล้ว นี่มันอะไร?
เขาแทบจะวิ่งไปหาคนรักเสียเดี๋ยวนั้น แต่โดนเพื่อนคว้าคอไว้ได้ก่อน
“มึงจะบ้าเหรอ จะวิ่งไปหาซีฮันทำไม? ถ้าเขาเห็นหน้ามึงชีวิตมึงไม่ได้สงบสุขแน่!” หาญกึ่งบ่นกึ่งด่า
ปัณณวิชญ์กำมือแน่น ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ ข่มอาการวู่วาม เขาจะใจร้อนด่วนตัดสินไม่ได้
พอมีสติ เขาก็เริ่มสอบถามเพื่อนว่าก่อนหน้านี้เจอสองคนนี้ที่ไหนทำอะไรกันบ้าง แม้หาญจะขับรถอยู่แต่เขาก็ตอบทุกคำถามของปัณณวิชญ์
"เจอซีฮันกับคนนี้ครั้งแรกเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
ทุกครั้งที่พวกเขานัดเจอกันจะเป็ที่ร้านอาหาร พอคุยกันเสร็จก็แยกย้ายไม่ได้ไปไหนต่อ
เท่าที่เห็นยังไม่เคยเห็นจับมือถือแขนหรือถูกเนื้อตัวกัน จริงๆ ซีฮันก็มีพยายามบ้าง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ยอม"
นั่นทำให้ปัณณวิชญ์โล่งใจไปได้นิดนึง แค่นิดนึงเท่านั้นนะ
ตอนนี้เขาเริ่มกังวลแล้ว ไม่รู้ว่าเจษลินทร์คิดอะไรอยู่กันแน่ ทำได้เพียงแค่ขับรถตามอยู่ห่างๆ แอบคาดโทษคนรักไว้ในใจ รอให้กลับถึงบ้านเขาจะถามให้รู้เื่
คราแรกเขาคิดว่าซีฮันจะขับไปส่งเจษลินทร์ที่บ้าน แต่ดูเหมือนเส้นทางที่รถของซีฮันมุ่งหน้าไปตอนนี้จะเป็ทางไปบ้านตระกูลหว่อง
บ้าจริง! ไปบ้านหมอนั่นได้ยังไง ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง?!
ปัณณวิชญ์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเจษลินทร์ด้วยความร้อนรน
ไม่รับ
บ้าชิบ!
เขาหัวร้อนจนแทบจะะเิ ไม่รู้ว่าคนรักคิดจะทำอะไรกันแน่
“ไอ้เชี่ยเอ๊ย มาติดไฟแดงอะไรตอนนี้วะ!” ปัณณวิชญ์สบถเมื่อคลาดกับรถของซีฮัน
“มึงหัวร้อนอะไรวะ ดูก็รู้ว่าซีฮันกำลังกลับบ้าน ความจริงแล้วกูว่าเราไม่ต้องตามต่อก็ได้มั้ง ถ้าเขาพาคู่ขากลับบ้านวันนี้ก็คงไม่มีไรแล้-”
“ไม่ได้ ต้องตาม!”
“อะไรของมึงเนี่ยปืน” หาญไม่เข้าใจอาการร้อนรนของเพื่อน
“ตามไปเถอะหน่า เร็วๆ” ถึงปากจะพูดกับเพื่อน แต่ในหัวปัณณวิชญ์กำลังคิดหาทางปีนเข้าบ้านซีฮันอยู่
ทว่าพอพวกเขามาถึงบ้านตระกูลหว่องก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่ารถของซีฮันไม่ได้จอดอยู่ด้านใน
“เชี่ย! มันไปไหนวะ” ปัณณวิชญ์เอ่ยด้วยความร้อนรน พลันภาพที่เจษลินทร์เคยโดนซีฮันวางยาเมื่อหนึ่งปีก่อนก็แว่บเข้ามาในหัว หรือคราวนี้จะโดนวางยาอีก?
หัวใจเขาเต้นระส่ำ ร่างกายเครียดเกร็งขึ้นมาทันที เขาหันไปคาดคั้นถามเพื่อนว่าซีฮันมีที่พักที่อื่นหรือเคยไปค้างที่ไหนบ้าง
TBC
อ่ย พิ่เจษหนูคิดจะทำอะไรคะลูก น้อนเป็ห่วงน่ะ
เจอกันตอนหน้างับ
ติชมเข้ามาได้นะคะ
Enjoy Reading
- LOVE -