กรีนตื่นขึ้นมาเกือบเที่ยงของอีกวันหนึ่ง ไม่มีร่างเขาอยู่ในห้องแล้ว นอกจากกระดาษโน้ตสีโดดเด่นที่แปะไว้ตรงโต๊ะหัวเตียง
ข้อความยาวเกือบเต็มโน้ตขนาดฝ่ามือ ล้วนเต็มไปด้วยคำสั่งที่กรีนต้องมองบน
นอกจากเขาจะบ้าอำนาจแล้ว ยังเ้ากี้เ้าการขั้นสุดอีกด้วยสินะ!
รายการคำสั่งยาวจนสุดกระดาษ ั้แ่บอกให้เธอ อาบน้ำแต่งตัว ลงไปทานข้าว และทำตัวดีๆ อยู่ภายในบริเวณบ้านรอเขามารับไปเอากระเป๋าเสื้อผ้า
ห้ามเธอออกไปข้างนอกเอง ต้องจนกว่าเขาจะกลับมาเท่านั้น
ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนก็ต้องรอ!
ห้ามก่อเื่! และคำขู่ที่ลงท้าย ระบุว่ากระเป๋าเธออยู่กับเขา
"ดีนะที่ล็อกรหัสมือถือ" กรีนถอนหายใจนึกโชคดีอยู่อย่างที่มือถือของเธอล็อกรหัสเอาไว้ อย่างน้อยๆ เขาคงได้แค่พกไป แต่คงเปิดดูอะไรไม่ได้อย่างที่คิดและแบตคงหมดไปแล้ว
กรีนนอนแช่น้ำอุ่นๆ ในอ่างอย่างสบายใจเพราะเขาไม่อยู่ การมีบ้านที่สมบูรณ์แบบมันให้ความรู้สึกแบบนี้เองสินะ
กรีนเป็คนปรับตัวไว เลี่ยงได้เธอก็จะเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้เธอก็เผชิญหน้าด้วยความใจเย็นที่สุด เพราะเธอรู้ว่าการใช้อารมณ์ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวมันเอง มีกี่คนที่ไม่รู้ว่าอันไหนผิด อันไหนถูก อันไหนควรทำ อันไหนไม่ควรทำ เมื่อมันถูกปลูกฝัง สั่งสอนมาั้แ่ครอบครัว โรงเรียน สังคม แล้วยังมีตัวอย่างผิดๆ ให้เห็นกันตามข่าวจนเกลื่อนไป
บางคนทำเพราะขาดสติ
บางคนทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
บางคนทำเพราะตั้งใจ!
กรีนเองก็เป็หนึ่งในนั้น ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดตัวเองอยู่ในหมวดไหน
ก็เธอรู้ดีอยู่แล้วว่ามันจะเป็ยังไงหากเธอตามเขาไปในคืนนั้น แต่เธอก็ยังไป!
จะให้โทษใคร นอกจากตัวเอง
แม้เธอจะเลิกติดต่อกับเขานับั้แ่เช้าวันนั้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้กรรมที่เกิดจากการกระทำของเธอมันเปลี่ยนไป น้องไน้ท์เป็พยานในสิ่งที่เธอทำได้ชัดเจนดี
คงเหมือนดังคำที่พระท่านว่า
บาปก็ส่วนบาป
บุญก็ส่วนบุญ
จะทำบุญสักกี่ครั้งก็ล้างบาปที่ก่อไม่ได้!
เมื่อตอนนั้นเธอเลือกจะปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ดังนั้นตอนนี้ เธอก็จะก้มหน้าก้มตารับใช้กรรมด้วยตัวเธอเอง หวังชดใช้ให้มันหมดสิ้นกันไปในเร็ววัน และจากกันไปด้วยดี
เสื้อผ้าชุดใหม่ที่พับวางไว้ในห้องน้ำ กรีนเดาว่าคงเป็ของเธอ แต่ถึงไม่ใช่ เธอก็คงไม่มีทางเลือกอื่น เพราะชุดที่ใส่มาเมื่อวานก็หายไปจากพื้นห้องแล้วเช่นกัน
"เชิญทางนี้ค่ะ" เสียงดังจากด้านในตัวบ้านทันทีที่เธอปรากฏตัวด้านล่าง ทำให้กรีนหันไปมอง
ป้าแม่บ้านคนเมื่อคืน ผายมือให้เธอไปอีกทาง กรีนก็ตามไปอย่างว่าง่าย
อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ จัดเพียงที่เดียว ทำให้กรีนไม่ต้องเสียเวลาถามให้มากความ ลงมือทานมันจนอิ่ม และจัดการเก็บมันเดินไปทางที่คุณป้าไป เธอคิดว่าน่าจะเป็ห้องครัว
"เดี๋ยวป้าไปเก็บเองค่ะ" ป้านิ่มรีบเข้ามารับเมื่อเห็นกรีนขนจานและแก้วน้ำเข้ามา
"ไม่เป็ไรค่ะ ให้หนูทำเถอะค่ะ" กรีนส่งยิ้มให้ และเอาไปวางไว้ที่เคาเตอร์ครัวแทนที่จะยื่นใส่มือป้านิ่ม
ป้านิ่มรูปร่างเล็กเหมือนแม่ของเธอ อายุก็น่าจะใกล้เคียงกัน และยังคงดูแข็งแรง คล่องแคล่ว
"บอกหนูดีกว่าค่ะ ว่าต้องทำยังไง" กรีนหันมาถามพร้อมกับรอยยิ้มหวาน เครื่องล้างจานที่อยู่ด้านหน้าไม่ได้ทำให้ความตั้งใจในการจัดการจานชามในมือเธอหายไป
เขาเป็เ้าของธุรกิจอาหาร แน่นอนเครื่องล้างจานเป็ของที่ต้องมี เพราะราคาจาน ช้อน ส้อม แก้วน้ำ แต่ละชิ้นมันมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของเธอซะอีก
ป้านิ่มส่งยิ้มกว้างให้ ความคลางแคลงใจที่มีเหมือนจะเบาบางลงไปด้วย อธิบายขั้นตอนการใช้งานให้กรีนทำอย่างละเอียดจนเรียบร้อย
ไม่เคยสักครั้งที่นายน้อยของเธอจะพาใครมาที่บ้านนี้ แถมยังเป็สภาพแปลกๆ ที่ป้านิ่มไม่คิดว่าจะได้เห็น
นายน้อยของเธอไม่น่าจะมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่แสนจะธรรมดาคนนี้
"เต้บอกให้กรีนมาช่วยงานป้า มีอะไรให้กรีนทำอีกมั้ยคะ" กรีนหันมาถามป้านิ่มหลังจากทุกอย่างตรงนั้นเรียบร้อย
"คุณเต้บอกยังงั้นเหรอคะ" ป้านิ่มทำสีหน้าแปลกๆ
"ค่ะ" เต้บอกให้เธอลงมาหาป้านิ่มข้างล่าง แต่คำว่าช่วยงานเธอเป็คนเติมเอง เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ และทำตัวเป็ฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว
ในวันหนึ่งที่เดินจากไป หัวใจของเธอจะได้ไม่ต้องติดค้างอะไรกับเขาอีก
ป้านิ่มเดาฐานะของคนตรงหน้าไม่ออก แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่า พิเศษ แต่จะพิเศษแค่ไหนคงต้องดูไปอีกสักพัก แต่เธอเองก็รู้สึกถูกชะตาในความเรียบง่ายของคนตรงหน้า
บ้านนี้มีแค่นายน้อยของเธอที่นานๆ จะมาพักสักครั้ง ดังนั้นงานบ้านไม่ได้มีอะไรมากมาย เพราะจ้างบริษัททำความสะอาดมาทำสัปดาห์ละครั้ง และเธอกับสามีก็คอยดูแลอีกที
เื่ต้นไม้ ก็ทีมเดียวกับคนที่มาทำงานบ้าน งานสวนครบ ไม่ต้องแยกให้วุ่นวาย ตอนนายน้อยมา เธอก็มาอยู่เป็เพื่อนคุยบ้าง มารอรับใช้บ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นายน้อยมาเยี่ยมเธอมากกว่ามาใช้งานซะอีก
"งั้นก็ช่วยป้าเตรียมอาหารละกันค่ะ" ป้านิ่มนึกได้ว่ามีแขกมาอยู่ด้วย ทำอาหารไว้เผื่อก็คงจะดี หากนายน้อยไม่มา ก็ให้คนตรงหน้านี่แหละทาน
"ค่ะ"
.....
เต้ก้าวเข้ามาในห้อง มองป้ายตำแหน่งรองประธานบริษัทบนโต๊ะของพี่ชายตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองพี่ชายที่ทักเขาด้วยเสียงที่ค่อนข้างห่างเหิน
"แกกลับมาทำไม?" จักรเทพเงยหน้าขึ้นมองน้องชายต่างแม่ ที่เปิดเข้ามาในห้องทำงานเขาโดยไม่ขออนุญาติ
"พ่ออยากให้ผมกลับมา" เต้ใช้ชื่อพ่อเป็คำตอบ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เื่โกหก เพราะพ่ออยากให้เขามาทำงานที่นี่ด้วยนานแล้ว เป็เขาเองต่างหากที่บ่ายเบี่ยง
"ที่นี่ไม่จำเป็ต้องมีแก" จักรเทพบอกเสียงเข้มขึ้นอีก เมื่อรู้จุดประสงค์ที่เต้มาวันนี้
"ถ้าพี่มั่นใจขนาดนั้น จะกลัวการกลับมาของผมทำไม" เต้ยักไหล่ เดินไปนั่งลงบนโซฟาหรูในห้องพี่ชาย
"เพราะแกมันชอบลอกเลียนแบบ แล้วฉกฉวยผลประโยชน์ไปไง" จักรเทพย้อนน้องชาย ที่ชอบทำทุกอย่างตามเขาไปหมด แต่คำชื่นชมไม่ได้อยู่ที่คนคิด แต่อยู่ที่คนเอาไปต่อยอดเสมอ คำว่าเต้ทำได้ดีกว่าตอกย้ำให้เขารู้ว่าถ้าเขาปล่อยให้เป็แบบนั้น สักวันหนึ่ง บริษัทนี้คงไม่พ้นของมัน!
"ผมยื่นเอกสารให้พ่อไปแล้ว"
"หึ! ยังเก่งเื่ทำลับหลังเหมือนเดิมสินะ" จักรเทพปิดเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ในมือ เมื่อใจของเขากำลังถูกรบกวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง
"ถ้าผมบอกพี่ก่อน พี่ก็ไม่ยอมให้ผมกลับมาอยู่ดี" เต้ตอบออกไปอย่างใจคิด การเก็บปากเก็บคำแยกตัวออกไปไม่ได้ทำให้บรรยากาศระหว่างเขากับพี่ดีขึ้นสักนิด และเหมือนเขาจะถูกกันออกจากบ้าน ออกจากครอบครัวไปหมดทุกอย่าง
เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนั้นเลย เพราะนับวันเขาก็ยิ่งเหงา และคำว่าครอบครัวก็เหมือนจะไม่ใช่เข้าไปทุกที
"แล้วแกคิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะเปลี่ยนใจยอมรับแกยังงั้นเหรอ?" จักรเทพย้อน
"ผมถึงต้องเป็คนหาทางเปลี่ยนมันเองยังไงล่ะครับ" เต้ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาพี่ชายที่โต๊ะทำงาน หยุดยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
จักรเทพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ที่เคยคิดว่ามันอาจมีสำนึกในความเป็น้องไม่มาแย่งชิงตำแหน่งพี่ชายตัวเองคงไม่ใช่สินะ
หลบไปได้ตั้ง 5 ปีแล้ว ยังจะมีความคิดขึ้นมาแย่งบัลลังก์กับเขาอีกยังงั้นเหรอ? มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ไม่มีทาง!
"แกจะแข่งกับฉันจริงๆ ใช่มั้ย?"
"ผมก็แค่อยากให้พี่ยอมรับผม ยอมรับในความสามารถของผม" เต้ตอบกลับตามความตั้งใจ
"ถ้าแกคิดว่าจะล้มฉันได้ง่ายๆ ก็ลองดู!"