หลังจากพระนางชื่นชมบุตรชายที่กลับมามีกำลังวังชาหลังนอนซมบนเตียงมาเป็เวลานาน นางก็พลันนึกขึ้นได้ว่าควรจะต้องต่อว่าพระชายาถึงสิ่งที่นางทำลงไปก่อนหน้านี้
“ข้าจะยังไม่ลงโทษเ้า แต่เ้าคงจะได้ยินที่หมอหลวงกล่าวแล้ว ต่อไปเื่การต้มยาให้ท่านอ๋องเ้าต้องเป็คนจัดการ ต่อไปนี้หน้าที่ปรนนิบัติท่านอ๋องเ้าต้องทำแทนสาวใช้ทั้งหมด”
“ทั้งหมดเลยหรือเพคะ”
“ใช่”
“แต่ว่า...”
อันหนิงเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เื่ต้มยาตามคำสั่งนั้นนางไม่ได้ขัดข้อง เพียงแต่การปรนนิบัติสามีนั้น นอกจากป้อนข้าว ป้อนยาแล้ว มันยังรวมถึงการใช้ชีวิตติดกันไปตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งคนรักอิสระเช่นนางจึงไม่ค่อยพอใจนัก แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของแม่สามีแล้วนางก็คงจะต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การดูแลผู้เป็สามีมันเป็หน้าที่ของภรรยา แล้วเ้ามีปัญหาอันใดอย่างนั้นหรือ”
“เสด็จแม่...ทรงอย่าบังคับนางเลย คงเพราะลูกเป็คนพิการ ถ้านางจะรังเกียจลูกก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้”
อ๋องมู่หรงรั้งมือมารดาไว้ กล่าวถ้อยคำน้อยอกน้อยใจด้วยสีหน้าเศร้าหมอง และเมื่อพระนางมองเห็นสีหน้านั้นก็ยิ่งเพิ่มความโกรธแล้วก็ต้องพาลมาลงที่ลูกสะใภ้
“เพราะเ้าเห็นว่าลูกของเราพิการจึงเอาแต่ปฏิเสธอย่างนั้นหรือ”
“ไม่...ไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันเต็มใจ เต็มใจอย่างยิ่งเพคะ”
อันหนิงสายหน้ารัว ๆ แม้นางไม่อยากตัวติดกับเขาทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้คิดรังเกียจเพียงเพราะชายผู้นี้พิการแต่อย่างใด
“เื่ที่เ้าทำผิด ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเ้าเลยด้วยซ้ำ”
“อย่าตำหนินางอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ” แค่นี้นางก็คงหลาบจำแล้ว”
แม้อ๋องมู่หรงจะเอ่ยปากห้ามปรามเพื่อช่วยพูดให้ชายาตน แต่นางกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้ดูแปลก ๆ ปากพูดถ้อยคำหวานหู แต่แลดูจะชอบใจที่เห็นนางถูกดุด่าเสียมากกว่า
“ก็ได้ แม่จะฟังเ้า”
เมื่อสนมหลี่ฟังคำบุตรชายก็มีทีท่าว่าจะพระทัยเย็นลงมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะคาดโทษไว้
“แต่ถึงอย่างไรความผิดของพระชายาก็ยังมีอยู่ หากครั้งหน้าเ้าทำผิดอีก อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษตามกฎเข้าใจหรือไม่”
“เพคะพระสนม”
อันหนิงตอบเสียงอ่อย นางได้แต่ก้มหน้ารับฟัง หากนางได้เผลอทำผิดอีกก็คงจะถูกเล่นงานอย่างหนักเป็แน่ เมื่อคิดดังนั้นแล้วนางก็ได้แต่กลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอ
“แม่คงต้องกลับวังไปกราบทูลเื่ที่เ้าหายป่วยกับฝาบาท พระองค์คงจะดีใจมากเป็แน่ ไม่คิดว่าคำทำนายของธิดาเทพจะศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้ เหลือก็แต่เพียงดวงตากับการรับรสของเ้า คาดว่าอีกไม่นานลูกของแม่ต้องกลับมาหายเป็ปกติ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ลูกจะดูแลตัวเองให้ดี ขอเสด็จแม่อย่าได้เป็กังวล”
หลังจากที่พระสนมหลี่เดินทางกลับวัง อันหนิงก็ได้มาทำหน้าที่ตามคำสั่งที่กำชับกำชับนักหนา เริ่มจากการต้มยาให้ผู้เป็สามีเป็อันดับแรก
ไอความร้อนพวยพุ่งเหนือถ้วยยาที่เคี่ยวเสร็จใหม่ ๆ นางยกถ้วยกระเบื้องสีขาวที่เติมยาจนเกือบเต็มวางไว้บนถาดไม้ ซึ่งอันหนิงตั้งอกตั้งใจยกเข้ามาในห้องบรรทม
“ท่านอ๋องได้เวลาเสวยโอสถแล้วเพคะ”
นางเดินประคองถ้วยยาอย่างระมัดระวัง ขณะที่เดินเข้าไปนั่งข้างเตียงเดียวกันกับอ๋องมู่หรง มือเรียวถือช้อนตักยาขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนกระทั่งแน่ใจว่ามันเย็นแล้วจึงยื่นป้อนถึงริมฝีปากของชายผมขาว
“ยาเพคะ”
เครง!
ฝ่ามือของอ๋องมู่หรงปัดถูกปลายช้อนกระเด็นหลุดล่วงลงจากมือ ยาสีเข้มกระจายไปบนพื้นห้อง
“ข้าไม่กิน เอาออกไป”
ลู่อันหนิงถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ท่านอ๋องที่แสนจะอ่อนโยนเมื่ออยู่ต่อหน้าพระสนมเมื่อวานนี้หายไปไหน เหตุใดจึงอารมณ์ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าผู้ที่เป็แม่สามีของนางเสียอีก
“ท่านอ๋อง หากพระองค์ไม่เสวยยาอาการป่วยของท่านก็จะไม่หายนะเพคะ”
นางกล่าวอย่างใจเย็น ด้วยคิดว่าเหตุที่เขาโมโหร้ายเช่นนี้อาจเป็เพราะป่วยมานาน เป็ใครก็คงจะอึดอัด หากนางเกลี้ยกล่อมสักหน่อยก็คงจะยอมทำตามได้โดยง่าย
“ออกไป”
แต่ทว่าอ๋องมู่หรงยังคงกล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เ็าขึ้นกว่าคราแรก ดูเหมือนว่าจะไม่เป็ไปตามที่นางได้คิดไว้ ชายผู้นี้หัวดื้อกว่าที่เห็น
“แต่ว่าท่านอ๋อง...”
“ไม่ได้ยินหรือไง ข้าบอกให้ออกไป ออกไป...”
ดวงตาแข็งกร้าวแม้จะรู้ว่ามืดบอดแต่ก็ยังแลดูน่ากลัว เขาตะคอกเสียงดังเสียจนผู้ทำหน้าที่ป้อนยาถึงกับสะดุ้ง ด้วยท่าทีเช่นนี้นางคงต้องยอมถอยออกมาก่อน อันหนิงจึงลุกลงเตียง นั่งลงเก็บช้อนยาบนพื้น ก่อนจะหันกลับมามองชายขี้โมโหอีกครั้งแล้วเดินออกไป
อันหนิงเดินกลับมายังห้องครัว เข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้เพื่อทำการต้มยาหม้อใหม่ตามเทียบยาที่ต้องใช้ในอีกสองชั่วยามข้างหน้า ขณะที่คิดหาวิธีให้องค์ชายสามยอมกินยาเพื่อให้ตนจะได้ไม่ต้องถูกขับไล่ปานหมูหมาอีก
“พระชายาเพคะ...พระชายา...คุณหนูเ้าคะ”
“ห่ะ...ว่าไงนะ”
ผู้ต้มยาถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความคิด เพราะเสียงเรียกประโยคหลังที่ดังราวกับะโ
“มีเื่อันใดหรือเ้าคะ ข้าเรียกท่านอยู่หลายครั้งหลายครา ท่านก็ยังไม่รู้ตัว”
สาวใช้คนสนิทแสดงสีหน้าฉงนใจ พลางเดินไปนั่งใกล้ ๆ ผู้เป็นายแล้วเอื้อมมือไปหยิบพัดจากมืออันหนิงมาช่วยโบกเร่งไฟในเตา
“ก็มีนะสิ ท่านอ๋องไม่ยอมกินยาที่ข้าต้มให้ หนำซ้ำยังไล่ข้าออกจากห้องอีก เขาดูต่างจากเมื่อวานที่อยู่กับพระสนมมาก ไหนเ้าว่าข้ากับเขาเคยเป็สหายกันั้แ่วัยเด็ก เหตุใดเขาจึงดูชิงชังข้านัก”
อันหนิงมุ่นคิ้วเข้าชนกันอยากสงสัยระหว่างระบายความอัดอั้นตันใจให้กับสาวน้อยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“เื่นั้น หรืออาจจะเป็เพราะข่าวลือของท่าน อาจมีคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อพวกเราเล่าเื่ท่านให้กับท่านอ๋องฟังก็ได้นะเ้าคะ”
เสี่ยวอี้กล่าวขณะที่มือซุกซนก็เอื้อมไปเปิดฝาในหม้อนึ่งที่ด้านในมีหมันโถร้อน ๆ อยู่ด้านใน นางหันซ้ายแลขวาเห็นว่าทางสะดวกจึงแอบหยิบมาลูกหนึ่ง
อันหนิงหันไปตีมือของสาวน้อยที่กำลังจะกัดหมั่นโถขาวที่ขโมยมา แล้วก็พาลครุ่นคิดถึงการแต่งงานในครานี้ ท่านอ๋องเองก็คงไม่ได้รู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วยเท่าใดนัก ยิ่งลู่อันซินเองมีข่าวเสีย ๆ หาย ๆ เขาก็ยากที่จะทำใจยอมรับ และคงเพราะเหตุนี้นางจึงได้ขอร้องให้อันหนิงช่วยแก้คำติฉินนินทา
“ข้าว่าท่านควรไปอธิบายกับท่านอ๋องนะเ้าคะ”
เสี่ยวอี้น้อยหยิบหมั่นโถอีกลูกมาซ่อนไว้ ก่อนจะหันไปให้คำแนะนำกับนายหญิงตน
“ข้าก็อยากไปอธิบายอยู่หรอก แต่ตัวข้าเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามีคนรักอย่างที่ผู้อื่นกล่าวหากันจริงหรือไม่”
น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน นางจะมีหน้าไปบอกว่าตนบริสุทธิ์ผุดผ่องก็หาได้ไม่ ในเมื่อนางเองก็ไม่ได้รู้ความเป็มาเป็ไปั้แ่แรก
“เสี่ยวอี้ เ้าบอกข้าหน่อยว่าข่าวลือพวกนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง”
“คุณหนู ท่านลืมเื่นี้แล้วก็ปล่อยมันไปไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ”
สาวน้อยหน้าหงอยน้ำตาซึมเมื่อนึกย้อนไปถึงคืนที่พบว่านายหญิงตนอยู่ในสภาพเปียกไปทั้งตัวอาการครึ่งเป็ครึ่งตายข้างสระน้ำ
“บอกข้ามาเถอะ ข้าควรจะเป็คนที่รู้เื่นี้มากที่สุดไม่ใช่หรือ”
นางยืนยันด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น หากจะหาความจริงนางก็ควรที่จะต้องรู้ต้นสายปลายเหตุของเื่ราวทั้งหมดนี้เสียก่อน
“คือว่า...มีบ่าวในจวนสกุลลู่เห็นท่านนัดพบกับชายแปลกหน้าอยู่บ่อยครั้ง จนวันที่ท่านได้รู้ว่าจะต้องอภิเษกกับชินอ๋อง พอตกกลางดึกท่านก็ลอบหนีออกจากจวน แต่ก็ถูกนายท่านจับได้เสียก่อน จากนั้น...จากนั้นข้าก็ไปพบท่านที่ถูกช่วยขึ้นมาจากสระน้ำหลังจวนเ้าคะ”
เสี่ยวอี้น้อยเล่าไปพลางสะอื้นไปพลาง กำปั้นที่ถือหมั่นโถอยู่ปาดเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลเป็สายอย่างกับเด็กเล็ก
“แล้วพวกเ้าก็ลงความเห็นกันว่าข้าไปะโน้ำฆ่าตัวตายงั้นหรือ เหตุใดจึงไม่คิดว่าข้าพลัดตกน้ำบ้างเล่า”
“ท่านเชี่ยวชาญการว่ายน้ำ ไม่มีทางจมน้ำได้อย่างแน่นอน”
นางกดเสียงสะอื้นแล้วกลับมาตอบเสียงดังแข็งขันอย่างมั่นอกมั่นใจ
“เช่นนั้นแล้วเ้าเคยเห็นชายที่ช่วยข้าขึ้นจากน้ำหรือไม่”
“ข้าไม่เห็นหน้าเ้าค่ะ พอไปถึงคนผู้นั้นก็เดินออกไปไกลแล้ว”
คืนนั้นอันหนิงเองก็รู้สึกดวงตาพร่า อีกทั้งคนผู้นั้นก็จงใจสวมหมวกปิดบังใบหน้าไว้ นางจึงจำใบหน้าของผู้มีพระคุณได้เพียงเรือนราง
“แต่จะว่าไป ลักษณะท่าทางของคนผู้นั้นคล้ายกับผู้ที่ท่านเคยนัดพบกันเ้าคะ ทุกครั้งที่พวกท่านพบกันเขาก็จะสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิดปิดบังใบหน้าเอาไว้เ้าคะ”
“ก็ไม่แน่ว่าจะใช่คนรัก”
อันหนิงฟังสาวน้อยที่เล่า แล้วนำมาประติดประต่อเื่ราว พลางพึมพำสิ่งที่นางสันนิษฐานในลำคอ ในขณะที่เสี่ยวอี้เริ่มจะมีอาการวิตกกังวลขึ้นมา
“ท่านอ๋องขุ่นเคืองใจเช่นนี้ หรือว่าพวกเราควรกลับไปที่จวนสกุลลู่ดีหรือไม่เ้าคะ”
เสี่ยวอี้จับแขนของอันหนิงไว้แน่น ดวงตาคู่เล็กดูสลดหดหู่
“เ้าคิดว่าถ้าข้ากลับไปจะไม่ถูกตาเฒ่าลู่เล่นงานหรือ”
อันหนิงเห็นใบหน้าของบิดาลู่อันซินลอยมาแล้วก็นึกสยอง หากบอกว่าถูกอ๋องมู่หรงไล่กลับมาแล้วละก็ ชีวิตนางคงมิได้มีทางอยู่จวนลู่อย่างสงบสุขเป็แน่
“แล้วเราควรทำเช่นไรกันดี”
บ่อน้ำตาของสาวน้อยเริ่มมีหยดน้ำใสขึ้นมาอีกครั้ง นางเอาแต่คร่ำครวญสะอื้นไห้ จนอันหนิงต้องคอยลูบศีรษะเพื่อปลอบนาง
“ช่างเถิด เดี๋ยวค่อยหาวิธีก็แล้วกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าชายพิการผู้นี้จะใจแข็งไปได้ตลอด”
ครั้นเมื่อถึงเวลามื้อเย็น อันเป็มื้อหลักที่ทั้งพระชายาและท่านอ๋องจะต้องร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันหนิงเดินเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับเสี่ยวอี้
“ท่านอ๋อง...”
นางเดินมาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน เอ่ยทักทายคนที่นั่งอยู่ก่อนด้วยเสียงใสพลางขยับไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน อันหนิงบรรจงใช้ต
ะเกียบคีบอาหารป้อนให้ผู้เป็สามีอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับเมื่อวันก่อน
“เ้าไม่จำเป็ต้องทำ”
..___________.. @ .. ___________..