“มิใช่ว่าท่านเอง ก็อยากจะผูกสัมพันธ์กับหยวนเช่นกันหรือ เหอะ” กระทั่งจินเป่าเอง ก็ยังอดมิได้ที่จะเอ่ยปากตำหนิอีกฝ่ายออกมา
หากกล่าวตามหลักความเป็จริงแล้ว ตระกูลทั้ง 5 ต่างมีไว้เพื่อถ่วงสมดุลผลประโยชน์กันด้วยซ้ำไป หากหยวนคือผู้ผลประโยชน์ด้านการเกษตร ยังต้องนับไปถึงร้านค้าขายผลผลิตทางการเกษตร โรงเตี๊ยมและเหลาอาหารน้อยใหญ่ขึ้นตรงต่อหยวน
ตระกูลจ้าวล้วนสืบทอดฝีมือ เป็หมอรักษาผู้คนมาหลายชั่วอายุ แม้จะมิอาจนับได้ว่าเป็หนึ่งในเส้นทางของตนเอง แต่ก็ไม่เป็สองรองผู้ใดเช่นกัน จ้าวครองครองผลผลิตด้านสมุนไพรทุกชนิด จะนับว่าเป็พืชก็ถูกยกเว้นไว้ในบทบัญญัติ รวมไปถึงการเปิดโรงหมอและค้าขายสมุนไพร ดีที่คนตระกูลจ้าวส่วนใหญ่ล้วนซื่อสัตย์และเป็หมอที่ยึดจรรยาบรรณข้อนี้ไว้เหนือบรรพชน
สองตระกูลจึงมินับว่าเป็ศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ไม่อาจเชื่อใจได้ เพราะบทเรียนจากคนตระกูลเว่ย ยังคงแสดงให้เห็น
แม้จะไม่ได้ตั้งตัวเป็ศัตรูกับตระกูลเว่ย ของเว่ยคังโดยตรง แต่เื่บาดหมางในอดีต ก็สร้างตอไม้ใหญ่ขัดขวางลำเรือไว้ไม่น้อย กับการเสียชีวิตอย่างน่าสงสัยของหยวนจื่ออิน คุณหนูรองตระกูลหยวน ของน้องสาวของหยวนจื่อเซี่ย นอกนี้แล้ว เว่ยยังกิจการร้านอาภารณ์ ผ้าไหมและสิ่งประดับสวยงามทุกชนิดในเมือง
จะมองว่าเป็การผูกขาดไป ก็ดูจะปรักปรำกันไป นั้นเพราะยังต้องให้ความเกรงใจ ในตระกูลจินที่ควบคุมท่าเรือและตลาดค้าทาส รวมไปถึงการขนส่งเกือบทุกชนิดในเมืองเอาไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะขยายไปยังเมืองอื่นอีกมากมายเช่นกัน
ไม่นับรวมตระกูลซ่ง ที่กำกับโรงจำนำ โรงฝากเงิน รวมไปถึงโรงประมูลที่มีอยู่หลายสาขาในเมืองหยางโจวและเมืองอื่นๆ
แน่นอนว่าทุกตระกูลย่อมดี มีอำนาจในแบบของตนเอง และย่อมเป็น้ำผึ้งหวานสำหรับผู้อื่น
แน่นอนว่า คุณหนูใหญ่จื่อฮวา บุตรสาวคนโตของหยวนจื่อเซี่ยที่ผ่านพิธีปักปิ่นมาได้ไม่ถึงปีในยามนั้น ย่อมตกเป็เป้าหมาายของคนเหล่านี้ ทว่าด้วยเหตุใดสุดจะรู้ จึงมีมารตัวน้อยยืนเคียงข้างมารดาในวันนี้ เป้าหมายของแต่ละตระกูลจึงหันเหไป
ากำลังสิ้นสุด แต่คล้ายกับไม่จบลง จื่อิเห็นเช่นนั้น ก็คับแค้นใจแทนมารดายิ่งนัก มิมีผู้ใดเอ่ยขอโทษมารดาเขาเลยสักคน
เป็บุรุษที่ใดกัน จึงต่อว่าสตรีได้อย่างมิอายฟ้าดิน
“อ๊ะ คุณหนูจะเดินไปไหนหรือเ้าคะ” แม่นมหยวนเมื่อรู้สึกได้ว่า นายน้อยปล่อยมือตนเองออกมา จึงเอ่ยถามออกมาอย่างร้อยรน
“อ่า อ่า” เดินไปจัดการศัตรูนะสิ
เมื่อตรองให้ดีแล้ว เด็กเพียงขวบหนาว ย่อมมิมีผู้ใใดเอาผิดได้ เช่นนั้นเขาต้องแก้แค้นให้มารดา ที่ทำให้ท่านตาและท่านน้าทั้งสองต้องลำบากใจเช่นนี้
“อ๊ะ เ้าเดินมาหาข้าเช่นนั้นหรือเด็กน้อย อยากให้ท่านอาเขยผู้นี้อุ้มใช่หรือไม่ ฮ่าๆ” แม้ในใจจะรู้สึกชิงชังในตัวเด็กไร้บิดาคนนี้เช่นไร แต่ก็ยังคงต้งอวางมาดฉีกยิ้มออกไปต่อหน้าคนทั้งหมด
จากนั้นจึงก้มลงไปอุ้มหยวนจื่อิขึ้นมา ต้องทราบว่าอย่างไรคำว่าเสี่ยวจูน้อยก็มิใช่สิ่งที่ตั้งขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
‘เ้าเด็กผีคนนี้ ตัวหนักเช่นหมู ยังจะมาตะเกียกตะกายให้ข้าอุ้มอีกงั้นหรือ’ ในสมองเว่ยคังคิดเช่นนี้ แต่ใบหน้ายังคงฉีกยิ้มออกไป
“จื่อิ ทำเช่นนี้ไม่ดีนะลูก” จื่อฮวาเห็นบุตรชายทำกิริยาเช่นนี้ก็ให้วิตกยิ่งนัก เกรงว่าอีกฝ่ายจะทำอันใดบุตรชายของตนเองมากกว่าแค่อุ้ม
เ้าตัวดีก็ช่างน่าตียิ่งนัก เห็นอยู่ว่าเขามิหวังดี ยังจะปีนป่ายไปทั่ว ใช้ได้ที่ไหนกัน เห็นทีนางต้องสั่งสอนเสียบ้า
“เอาเถิดๆ หลานคงอยากผูกสมัครกับข้าๆ ฮ่าๆ มาเถิดท่านน้าเขยผู้นี้จะอุ้มเ้าเอง” เว่ยคังเอ่ยออกไป พร้อมกับหันไปมองหยวนจื่อเซี่ยอย่างยกตนข่มท่าน
“เช่นนั้น ก็ขออภัยท่านน้าแล้วเ้าค่ะ” จื่อฮวาทำเพียงแค่นั้นแล้วถอยออกมา อย่างไรการยืนข้างบุรุษพร้อมกับบุตรตนเองเช่นนี้ ย่อมมิดี
“อืม มาๆ ไหนดูสิหนักหรือไม่” เว่ยคังเช่นไรก็อุ้มชูบุตรมาหลายคนนักในจวนของตนเอง จึงยกเสี่ยวจูน้อยขึ้นราวกับกำลังบินได้
เสื้อของเขากลับมีน้ำสายหนึ่งพาดผ่าน
“อ่า น้ำอันใดอุ่นๆ กันนะ”
ยามที่ก้มลงมองก็พบว่าน้ำสายนั้นมาจากตัวของเ้าเด็กอ้วนผู้ที่เขากำลังอุ้มอยู่นั้นเอง
“ฉี่ เ้าเด็กนี้ผู้นี้ฉี่ใส่ข้า” สีหน้ายิ้มแย้มแปลเปลี่ยนเป็เกรี้ยวกราด จะปล่อยเด็กนั้นทันที ก็หาได้ไม่ เรพาะเสี่ยวจูน้อยยังคงเอื้อมมือไปจับผมดำผมขำสลับกันไว้แน่น
‘ฮ่าๆ ฉี่ของข้า’ ในคราแรกก็รู้สึกสะใจแต่เมื่อหันไปมองผู้อื่นที่กำลังมองมาอย่างตกตะลึงแล้ว ใบหน้าน้อยก็พลันอมทุกข์
“อ๊าา เ้าเด็กสารเลว ปล่อยผมข้าเดี๋ยวนี้นะ” เว่ยคังเอ่ยออกมาอย่างโมโห อยากจะจับเ้าเด็กนี่เขวี้ยงออกไป ทว่ามือเล็กก็เหนียวคล้ายยางไม้เสียนี่
‘ปล่อยให้โง่สิตาแก เ้าบังอาจว่ามารดาข้านัก หึ!’
“แย่แล้วๆ ทำอย่างไรดีเล่า เด็กน้อยคงรักท่านกระมัง” จ้าวเฟยเอ่ยออกมาพลางกลั้นขำเอาไว้
“ตาเฒ่าหยวน มาเอาหลานชายเ้าไปเดี๋ยวนี้ อ๊าาาา เปียกแล้ว ๆ กลิ่นเหม็นทั่วกายข้าแล้ว” เว่ยคังโวยวาย
คนอื่นๆ ล้วนแต่ถอยห่าง ออกไป แววตายังเจือด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
บ้านเ้า ไม่มีเด็กเล็กหรือไง!
ครั้นโดนโวยวายมากเข้า จื่อิก็อดไม่ได้ที่ระเบะปากออกมา ไม่ช้าน้ำตาก็เริ่มไหล กลายเป็เสียงร้องไห้ของเด็กเล็กดังไปทั่ว
หยวนจื่อิที่ติดนิสัยของเด็กน้อยมา ร้องไห้จ้าอย่างชห้ามตนเองมิอยู่ จะอย่างไรเสีย ความคิดมิอาจเอาชนะสัญชาตญาณของเด็กน้อยวันหนึ่งขวบหนาวไปได้
มารดาอย่างจื่อฮวาเห็นเช่นนั้น จึงเข้าไปรับตัวบุตรชายออกมา จื่อิเองที่เห็นว่าคนที่มารับคือมารดา ก็ให้รีบปล่อยมือออกและโผเข้ากอดมารดาทันที
เว่ยคังเมื่อเด็กน้อยปล่อยมือ ก็ยืนตัวสั่นเหมือนคนจับไข้ ปากคล้ายจะด่า อ้าหุบๆ ไปมาพร้อมกับนิ้วเรียวที่ยื่นไปด้านหน้า
กระทั่ง หันไปมองสายตาผู้อื่นรอบๆ จึงทำได้เพียงสงบอารมณ์ของตนเองไว้ และขอตัวกลับจวนไปอย่างหัวเสีย
เมื่อผู้อื่นเห็นเช่นนั้น จึงขอตัวกลับเช่นกัน กลายเป็ว่าพิธีปักปิ่นวันนี้จบลง
จื่อฮวาชำเลืองมองเ้าเด็กแสบในอ้อมแขนอย่างขุ่นเคือง
‘บิดามันเถิด เ้าเด็กนี่ ’
แต่ยามที่เห็นน้ำตาที่ปริ่มออกมาจากดวงตากลมนั้น ก็ให้อ่อนใจและกลืนคำด่าไปเสีย จากนั้นจึงโอบอุ้มบุตรชายเข้าเรือนไปอาบน้ำแต่งกายใหม่
โดยลืมเลือนไปว่า ผู้เป็บิดาอย่างจื่อเซี่ยจะคิดเห็นเช่นไร
‘หากให้เสี่ยวจูน้อย ช่วยแก้แค้นศัตรูเช่นนี้อีก ย่อมเป็วิธีการที่ดี หรือข้าต้องจัดงานเลี้ยงแล้วเชิญผู้อื่นมาอีกนะ’