บทที่ 21 วงน้ำชา
สองเดือนต่อมา
ณ ตำหนักชาภายในพระราชวังเฉิง
หกเซียนผู้ยิ่งใหญ่นั่งล้อมวงสนทนากันอย่างออกรส โดยมีมหาจักรพรรดิหนุ่มนั่งร่วมวงอยู่ด้วย แม้ว่าในยามปกติฐานะของเขาจะสูงส่งเหนือผู้ใดในแผ่นดิน แต่สำหรับเหล่าเซียน มหาจักรพรรดิหนุ่มทรงให้ความนับถือในฐานะอาจารย์อย่างจริงใจ ด้วยนิสัยที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและความถ่อมตน เขาจึงมิเคยถือตัวหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าเซียนผู้ทรงเกียรติเหล่านี้
ในวันนี้เหล่าเซียนทั้งหกเดินทางมาที่ตำหนักชาก็มิได้มีเื่คอขาดบาดตายแต่อย่างใด เป็เพียงการมานั่งพักผ่อนจิบชาและพูดคุยสัพเพเหระตามความเคยชิน เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและแลกเปลี่ยนข่าวคราวของแต่ละคนในยามที่บ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้
“จักรพรรดิเฉิงเว่ยชิง ท่านมิจำเป็ต้องรินน้ำชาให้พวกเราก็ได้ ข้าบอกท่านตั้งหลายครั้งแล้ว”
ถังอู่เล่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมทว่าเจือไปด้วยอารมณ์กังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้มหาจักรพรรดิหนุ่มจะมิเคยถือตัวและวางตนเป็กันเองเสมอมา แต่ในสายตาของถังอู่เล่อตำแหน่งจักรพรรดินั้นสูงศักดิ์เกินกว่าจะมาทำหน้าที่รับใช้ผู้อื่นเช่นนี้ ความเกรงใจที่มีต่อศิษย์ผู้นี้ยังคงสลักลึกอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา
“ให้ข้าทำเถิด... แบบนี้ข้าสบายใจกว่า” มหาจักรพรรดิเฉิงเว่ยชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลางรินน้ำชาต่ออย่างใจเย็น “ท่านเรียกข้าเหมือนแต่ก่อนเถิด คำเรียกขานสูงส่งพวกนั้นมันไม่เข้ากับข้าเท่าไหร่ ให้ราษฎรเรียกข้าเช่นนั้นก็พอแล้ว”
ถังอู่เล่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง “ถ้าอย่างนั้นเ้าก็เลิกเรียกข้าว่าท่านเสียทีเถิด อายุเราก็เท่ากัน... เรียกถังอู่เล่อเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“อะไรของพวกเ้า เจอกันทีไรต้องเอาเื่นี้มาคุยทุกที... จะเรียกขานว่าอะไรก็ช่าง ขอแค่เราไม่ลืมเลือนมิตรภาพที่มีให้กันก็พอแล้ว”
เสี่ยซ่านพี่รองแห่งเจ็ดเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเริ่มรู้สึกรำคาญใจที่เห็นทั้งสองคนเอาแต่เกรงใจกันไปมาไม่จบสิ้น เมื่อได้ยินคำเตือนสติจากพี่รองทั้งมหาจักรพรรดิเฉิงเว่ยชิงและถังอู่เล่อต่างก็ต้องรับคำแต่โดยดี พวกเขาเริ่มปรับตัวและกลับมาพูดคุยกันอย่างเป็กันเองเหมือนแต่ก่อน... ตอนที่ยังมิรู้ด้วยซ้ำว่าสหายผู้นี้คือจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดิน
เฉิงเว่ยชิง...รินน้ำชาให้พี่ใหญ่ต่อ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเซียนอีกคนหนึ่งที่มิได้มาร่วมโต๊ะในวันนี้
“ว่าแต่... อาจารย์หลิวยังมิกลับจากการกักตนบำเพ็ญเพียรอีกหรือ?”
พี่ใหญ่ยกน้ำชาขึ้นจิบหนึ่งอึกก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หายไปสี่เดือนแล้วล่ะ... สงสัยคราวนี้คงตั้งใจจะฝึกฝนเพื่อตามพวกเราทั้งหกคนให้ทันเสียที เ้ามิต้องเป็ห่วงไปหรอก เห็นว่าวางแผนจะกักตนเพียงหกเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นอีกสักหน่อย”
“บัดนี้ข้าก็ยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับตบะของเขา เหตุใดจึงทลายกำแพงแล้วบรรลุได้ทั้งที่ผ่านมาตั้งห้าปี” เสี่ยซ่านทำสีหน้าครุ่นคิดไม่ต่างจากพี่ใหญ่ เพราะเขาเองก็มิทราบถึงที่ไปที่มา
“เห็นทีคราวนี้ต้องจับมัดมือมัดเท้าแล้วใช้ไฟรนก้น ทวงเอาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น!” ถังอู่เล่อ เอ่ยขึ้นทีเล่นทีจริงพลางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทว่าเย่กู่อี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับมิอาจปล่อยผ่านคำพูดล้อเล่นนี้ไปได้ นางรู้ความลับทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่นางมีต่อหลิวชิง อีกอย่างหากเ้าตัวก็ไม่ได้อยู่ ถึงเป็สหายสนิทก็อย่านำเอาเื่แบบนั้นมาพูดเล่นให้สหายต้องเสื่อมเสียเช่นนี้
เย่กู่อี้เอื้อมมือไปหยิกเนื้อข้างลำตัวของถังอู่เล่ออย่างแรงจนเขาต้องร้องโอยออกมา
“เ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร คิดจะทำเช่นนั้นกับหลิวชิงจริงหรือ?” นางเอ่ยตำหนิเสียงเข้ม “จะจับเขามามัดแล้วเอาไฟรนเพื่อคาดคั้นเอาความเนี่ยนะ มันใช่เื่ที่ควรทำที่ไหนกัน!”
สิ้นคำตำหนิของเย่กู่อี้ ทุกคนในตำหนักชาต่างก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข บรรยากาศเต็มไปด้วยความครื้นเครง เพราะต่างก็รู้ดีว่านิสัยของหลิวชิงนั้น หากเขาอยากจะบอกเล่าสิ่งใด เขาก็จะเอ่ยออกมาเองโดยที่ไม่มีใครต้องบังคับ หรือหากเขาอยากจะเก็บงำความลับไว้ ต่อให้ใช้กำลังบังคับไปก็ไร้ประโยชน์
“เย่กู่อี้... เ้าเป็คนสุดท้ายที่ได้พบกับหลิวชิง มิใช่หรือ? เ้ารู้หรือไม่ว่ายามนี้เขาอยู่ที่ใด”
จงหลิงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามรักษาท่าทีให้ดูเหมือนการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทั่วไปเพื่อมิให้ผู้ใดจับพิรุธได้ ทว่าในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความอยากรู้ ว่าหลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น พลังฝีมือของหลิวชิงจะก้าวหน้าไปถึงระดับใดแล้ว
เย่กู่อี้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความใ... เหตุใดจงหลิงถึงได้เจาะจงถามนางเช่นนั้น?
ทว่าเพียงไม่นานนางก็ดึงสติกลับมาได้ และนึกขึ้นได้ว่าเป็ตัวนางเองนั่นแหละที่เคยป่าวประกาศกับทุกคนไว้ ว่าจะไปหาหลิวชิงเพื่อขอโทษเื่ที่นางเคยตำหนิเขาอย่างรุนแรง ในวันที่เขาลงมือหนักเกินไปจนทำให้ผู้าุโสวีกังหลงาเ็สาหัส
“จริงอยู่ที่ข้าตั้งใจจะไปขอโทษเขา... แต่พอไปถึงตำหนัก ศิษย์ของเขากลับบอกกับข้าว่าหลิวชิงกำลังกักตนบำเพ็ญเพียรอยู่ และสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าพบเด็ดขาด”
เย่กู่อี้เอ่ยตอบด้วยท่าทีเรียบเฉยพลางยกน้ำชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อน “เมื่อเห็นเช่นนั้น ข้าจึงมิได้เข้าไปรบกวนและกลับมาทันที”
ลึกๆ ในใจนางได้แต่หวังว่าทุกคนจะไม่ซักไซ้ต่อว่าหลังจากนั้นนางหายไปที่ใดนานสองนาน แต่หากมีใครเอ่ยถามขึ้นมาจริงๆ นางก็เตรียมคำพูดแก้ตัวไว้แล้วว่านางเพียงแต่กลับไปพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักของตนเองเท่านั้น
เย่กู่อี้มิปล่อยให้ผู้ใดได้มีโอกาสซักไซ้ต่อนาง นางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เมิงฉิน... เห็นว่าเ้ากำลังจะเปิดสำนักเซียนใหม่ ดำเนินการไปถึงไหนแล้วหรือ? อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการจัดงานประลองสำนักอันดับหนึ่งแล้ว มหาจักรวรรดิชิงกั๋วอันยิ่งใหญ่ของเรา ข้ามิอยากให้ต้องน้อยหน้าพวกจักรวรรดิรองเ่าั้”
เมิงฉินส่ายหน้าช้าๆ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ “ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่เข้าร่องเข้ารอยเท่าไหร่หรอกคงต้องรอไปถึงปีหน้าโน่นเลย” แม้สีหน้าของนางจะดูเศร้าลงเล็กน้อย แต่ก็มิได้วิตกกังวลอะไรมากนัก ก่อนจะเอ่ยถามทุกคนในวงน้ำชาต่อว่า
“แล้วพวกเ้าคิดว่า... งานประลองในปีนี้ สำนักของใครจะคว้าอันดับหนึ่งไปครองกันแน่?”
“สำนักเซียนของหลิวชิง ั้แ่ก่อตั้งมาได้สองปี ก็ครองชัยชนะมาได้ทั้งสองปีซ้อน ปีนี้สำนักของเขาคงหวังจะทำให้ได้สามปีติดเป็แน่... ซึ่งข้ามิยอมให้เป็เช่นนั้นเด็ดขาด” ถังอู่เล่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในปีนี้เขาตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะต้องนำพาศิษย์ในสำนักของตนขึ้นคว้าอันดับหนึ่งในการประลองให้จงได้ เพื่อทำลายสถิติไร้พ่ายของสำนักเซียนหลิวลงเสียที
“เห็นทีปีนี้... ข้าคงต้องเอาอันดับหนึ่งกลับมาเป็ของข้าเสียแล้ว ในเมื่อเห็นเ้าตั้งอกตั้งใจถึงเพียงนี้” เฟยหลงเอ่ยขึ้นพลางหันไปสบตากับถังอู่เล่อด้วยรอยยิ้มท้าทาย ทำเอาบรรยากาศในโต๊ะน้ำชาเริ่มคึกคักขึ้นมาทันที
“พี่ใหญ่เฟยพูดเช่นนี้ จะให้ข้ายอมง่ายๆ อย่างนั้นหรือ... ไม่มีทาง!”
ถังอู่เล่อตอบกลับไปทันควันอย่างไม่ยอมลดละ ความมุ่งมั่นของเขาพุ่งสูงขึ้นเมื่อรู้ว่าแม้แต่พี่ใหญ่อย่างเฟยหลงก็คิดจะชิงชัยในครั้งนี้ด้วย