“แล้วหนูควรทำยังไงคะ? หนูรู้สึกไม่ค่อยดีกับอาการแบบนี้เลย”
“ไม่มีอะไรหรอก พักเสียหน่อยก็หายเอง นอนพักที่นี้จนกว่าหหนูจะดีขึ้นแล้วค่อยเดินทางก็ได้” พ่อจ้ำย้ำคำก่อนที่จะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดีทิ้งไว้เพียงแค่หนุ่มสาวที่ยังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ขอฉันงีบอีกซักครึ่งชั่วโมงเเล้วเราค่อยออกเดินทางก่อนก็แล้วกันนะ”
ขิมหันมาบอกเพื่อนๆ ซึ่งทุกคนต่างก็พยักหน้า เธอจึงหลับตาลงและปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราช้าๆ หลังจากได้พักฟื้นเต็มอิ่มขิมก็ตื่นขึ้นมาด้วยท่าที่ที่สดใสกว่าเก่าซึ่งนั้นก็ทำให้เพื่อนๆ ทุกนต่างดูจะคลายกังวลกันได้มากโข ทั้งหมดจึงออกเดินทาจากวังนาคินทร์และมุ่งตรงสู่บึงกาฬทันทีเพื่อมุ่งหน้าไปที่บ้านของเคน
บึงกาฬเป็จังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนสุดของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 765 กิโลเมตร จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554 อันมีผลใช้บังคับั้แ่วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554 เป็ต้นไปออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคายและจัดตั้งเป็จังหวัดลำดับที่ 77 ของประเทศไทย
จังหวัดบึงกาฬเป็จังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แวดล้อมไปด้วยูเาและน้ำตกที่สวยงามภูมิอากาศที่จังหวัดบึงกาฬค่อนข้างดี เพราะได้อิทธิพลจากแม่น้ำโขงทำให้อากาศไม่ร้อนมากใน่ถดูร้อนและในฤดูหนาวอากาศดีเหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนโดยเฉพาะใน่เทศกาลสำคัญจังหวัดบึงกาฬมักจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจองห้องพักต่อเนื่อง บึงกาฬเป็จังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับประเทศลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็แนวพรมแดน
บ้านของเคนเป็รีสอร์ทติดแม่น้ำโขง สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้ที่ริมที่พัก และยังอยู่ใกล้กับวันอาฮงศิลาวาสและสะดือแม่น้ำโขงที่เป็แลนมาร์คของบึงกาฬ
แก่งอาฮงหรือสะดือแม่น้ำโงหน้าวัดอาฮงศิลาวาสถือว่าเป็จุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็รูปกรวยขนาดใหญ่จัง สังเกตได้จากเมื่อมีวัสดุหรือซากไม้ขนาดใหญ่ลอยมาเมื่อถึงบริเวณนี้ สิ่งของต่างๆ จะหมุนวนอยู่ประมาณ 30 นาที จึงจะไหลต่อไป ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็ “สะดือแม่น้ำโขง” มีความกว้างประมาณ 300 เมตรในฤดูน้ำลด มีความกว้างราว 400 เมตร สามารถมองเห็นแก่งได้ใน่เดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีกลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณ แก่งอาฮง จะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็แหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวชมหินสวยของบึงกาฬแล้ว ยังเป็จุดชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “บั้งไฟพญานาค” ใน่ออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เป็จำนวนมาก
“ป้านุ่มครับ” เคนเอ่ยเรียกทันทีที่ก้าวท้าวเข้าถึงบ้าน
“คะคุณหนู” เสียงของหญิงสูงวัยดังแว่วมาจากครัว น้ำเสียงนั้นบ่งบอกถึงความมีเมตตาเป็อย่างมาก
“คุณหนู!!!”
เสียงแซวดังมากจากเหล่าบรรดาเพื่อนหนุ่มปากหมาอย่างพร้อมเพรียง
“คุณหนูมาถึงไวกว่าที่บอกป้าไว้อีกนะคะ ป้ายังไม่ทันเตรียมอาหารเสร็จเลย”
เสียงดังแว่วๆ มาพร้อมกับหญิงสูงอายุร่างท้วมที่เดินออกมาจากครัว ผมเผ้าที่เป็สีดำแซมขาวนั้นบ่งบอกอายุได้เป็อย่างดี และท่าทางของเคนที่เดินไปกอดป่านุ่มนั้นก็ทำให้ทุกคนรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่แค่แม่บ้านธรรมดา
“พอดีมีเื่นิดหน่อยนะครับเลยตรงมานี้ อ๋อ ป้านุ่มครับยังไงผมฝากให้หาคนไปช่วยปัดกวาดเรือนริมน้ำให้ทีนะครับพอดีผมพาเพื่อนๆ มาด้วย ไอ้หน้าฝรั่งนั้นอังเดร์มันพูดไทยชัดมากป้าไมต้องห่วง อีกคนชื่อไอ้ภูมิ นี้ไอ้ขิมหัวหน้าทีมของพวกผม ส่วนนี้เอมเพื่อนของขิมครับ”
“ป้าให้เด็กๆ จัดเรือนไว้รอแล้วคะแต่เดี๋ยวจะให้ขนฟูกที่นอนมาเพิ่มให้นะคะ” ป้านุ่มตอบรับพร้อส่งยิ้มให้พวกขิม
“ขอบคุณครับป้านุ่ม” เคนขอบคุณหญิงสูงอายุ
เคนพาเพื่อนๆ เดินลัดเลาะตามทางเดินไม้ไผ่ริมน้ำ เดินไปสัก50เมตรก็พบกับเรือนริมน้ำซึ่งบ้านพักที่สร้างจากไม้อยู่ใกล้ริมโขงที่สุด ต่างกับตัวที่พักของนักท่องเที่ยวที่จะอยู่บนตึกปูน ด้านในที่พักเป็บ้านไม้ริมน้ำทรง4เหลี่ยจัตุรัส มีห้องอยู่ภายในอีก6ห้อง คือ3ห้องนอน3ห้องน้ำ มีลานระเบียงไว้นั่งพักหรือทำกิจกรรม ซึ่งขิมดูจะชอบลานระเบียงมากเพราะมันสามารถนั่งห้อยขาไปที่ริมน้ำได้
“ไอ้ขิมกับเอมนอนห้องในสุดเลยก็แล้วกันจะได้เป็ส่วนตัว ส่วนพวกฉัน3คนก็เดี๋ยวนอนด้วยกันที่ห้องด้านหน้าเองเผื่อเสียงดัง” เคนบอก
ทั้งหมดจึงจัดแจงกันแยกย้ายไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าก่อนที่จะออกมาเจอกันที่ลานระเบียงด้านนอก
ขิมและเอมเดินออกมาตรงลานระเบียงเพื่อมาเจอเพื่อนๆ ก็พบกับอังเดร์และภูมิที่กำลังเตรียมกล้องDSLRกันอยู่
“เอาไป2ตัวเลยไง” ขิมถามขึ้น
“แน่ดิ ถ่ายรูปตัว ถ่ายวีดิโอตัว” อังเดร์ตอบห้วนๆ
“วันนี้คงไปได้ที่เดียวละมั้งหน้าบ้านเนี้ย” เอมพูดขึ้นเพราะเธอว่ามันก็ค่อยข้างจะเย็นแล้ว
“อืมก็คงงั้นละ”
ขิมตอบสั้นๆ เพราะเธอก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรเท่าไหร่เพราะพี่ชายทั้งสองให้วันหยุดเธอมาตั้งเยอะแยะ
“ว่าแต่พรุ่งนี้ไปไหนก่อนดีละเนี้ย ไงพ่อเ้าถิ่น แถวนี้มีอะไรเกี่ยวกับพญานาคเด็ดๆ ดังๆ บ้าง” ขิมหันมาถามเคน
“มันก็มีทุกตารางนิ้วนั้นละแกจะไปที่ไหนก็มี นี้อีสานนะไม่ใช่กทม.”
กวนตีน
ปากมันนี้น่าตบ
“เอาดีๆ”
ขิมตอบด้วยน้ำเสียงเริ่มมีน้ำโหจนคนเป็เพื่อนต้องเลิกที่จะยั่วโมโหทันทีเพราะเกรงว่าจะได้เจ็บตัว
“ก็ถ้าไล่จากที่นี้ไปสุดหนองคายเอาที่ดังๆ หน่อย ก็ต้องไล่ไปั้แ่วัดไทย พระธาตุหล้าหนอง วัดโพธิ์ชัย วัดพระธาตุบังพวน จบสุดท้ายที่ วัดถ้ำดินเพียง ละที่สุดท้ายนี้ต้องเปียกนะเพราะงั้นพวกแกต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนกันด้วย”
ขิมเลิกคิ้วอย่างสงสัย
ทำไมต้องเปียก
“ทำไมต้องเปียกละคะ” เอมถาม
“ก็เดี๋ยวเคนพาไปมุดถ้ำไง แต่ไม่ลึกหรอกเอม ไม่ได้น่ากลัว เคนเคยไปมาแล้วตั้งหลายครั้ง อากาศข้างในเย็นดี น้ำใสด้วย”
เคนตอบอย่างสุภาพ
ซึ่งแน่นอนว่าการตอบจะคนละสไตล์เวลาตอบกับขิม
หมั่นไส้!
เมื่อวางแผนเสร็จ ก็เย็นมากแล้วทั้งหมดถึงรีบเดินทางไปชมสะดือแม่น้ำโขงกันก่อนที่แสงของวันจะหมดลง
“แม่น้ำโขงมีความยาวกว่า4,000กิโลเมตร ไหลผ่านถึง6ประเทศ ใครเลยจะรู้ว่าจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงอย่างสะดือแม่น้ำโขงจะตั้งอยู่ที่ แก่งอาฮง หน้าวัดอาฮงศิลาวาสประเทศเรา” ภูมิพูดขึ้นพร้อมกับมองวิวผ่านกล้องDSLRที่ใช้ถ่ายวีดิโอไปด้วย
ก็จริงของมัน
ใครจะคิดว่าจุดที่ลึกที่สุดจะอยู่ที่บ้านเรา
ภายในบริเวณวัดนั้นกว้างขวางและสวยงามมีอุโบสถหินอ่อน รูปทรงไทยประยุกต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เนิน มีบันไดทางขึ้นมีพญานาคทอดตัวยาวไปจนเกือบถึงตัววิหาร ทั้งยังมีวิหารพระพุทธชินราช วิหารหลวงพ่อสุโขทัย และลานหินธรรมชาติ รวมถึงเจดีย์พระบรมธาตุอาฮง ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูงสวยงามมองเห็นโดดเด่นจากริมถนน ภายในอุโบสถตกแต่งแบบเรียบง่าย มีพระประธานลักษณะ คือ พระพุทธควานันท์ศาสดา ซึ่งมีความงดงามตระการตาเป็พระ พุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณ์คล้ายกับพระพุทธชินราช นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำสององศ์ประดิษฐานอีกด้วย บรรยากาศของวัดติดริมน้ำโขง ยามเย็นนั้นสวยตรึงใจ มีการจัดทำเป็เส้นทางเดินขนานไปกับแนวแม่น้ำ มีป้ายสะดือแม่น้ำโขงตั้งอยู่ตรงกลาง มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและร่มรื่น สามารถเดินลงไปยืนเซลฟี่ได้ด้วยเพราะทางวัดจัดทำทางไว้ให้ผู้คนเดินไปริมโขงได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย เมื่อมองข้ามไปยังฝั่งลาวคือ เมืองปากซัน จะเห็นเจดีย์สีทองตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนหินขนาดใหญ่ เหนือขึ้นไปคือแมกไม้สีเขียวชอุ่ม มีศาลเ้าแม่สะดือแม่น้ำโขงที่ผู้คนเคารพศรัทธา
“ไอ้ขิมไปยืนตรงโน่นดิ๊ ตรงที่ระเบียงปูนริมน้ำนะ” อังเดร์สั่ง
“ไปทำไมของแก”
“จะถ่ายรูปว๊อย ทำงานอะทำงานต้องทำเอกสารสรุปงานอีกแกอย่าลืม”
“เออๆ ตรงนี้ใช่ไหม”
“เออ! ตรงนั้นละ โพสท่ารึอะไรก็ได้ด้วย”
“เื่เยอะ” ขิมบ่น
“มุมเผลอ จบ! หันหลังให้แม่น้ำเท้าแขนกับระเบียงแล้วก็หันหน้าไปข้างๆ เหมือนแกมองใครซักคนนั้นละ!” อังเดร์บ่นอย่างลำคานกับแม่หัวหน้าทีมเ้าปัญหา
งานเผลอก็มา
การถ่ายรูปมุมเผลอสมัยนี้ค่อนข้างฮิตเพราะมันทำให้ดูเป็ธรรมชาติและรูปดูมีเื่ราว และยิ่งได้วิวดีๆ กับนางแบบที่งานดีแบบขิม (หากไม่นับรวมนิสัย)
รูปที่ได้ออกมามันก็ดีไม่น้อยเลยจริงๆ
“1….2…..!!!”
อังเดร์ยกกล้องลงแล้วแสดงสีหน้าตื่นตระหนักเล็กน้อย เขายกกล้องขึ้นโฟกัสและยกลงอยู่2-3หนจนเพื่อนๆ ที่ยืนอยู่เริ่มสงสัย
ั์ตาของดังเดร์นั้นเริ่มฉายแววไม่มันใจว่าเขาเห็นอะไรกันแน่
อะไรที่มันสะท้อนกลับเข้ามาที่เลนส์กล้อง
ผู้ชายคนนั้นเป็ใคร
อังเดร์ตัดสินใจลั่นไกชัตเตอร์รัวๆ
พอถ่ายรูปเสร็จขิมกับเอมก็ไปยืนชมลำน้ำโขงกันสองคนแล้วคุยกันตามประสาสาวๆ ส่วนหนุ่มๆ ก็มาเช็คไฟล์ภาพ
ตอนนี้อังเดร์อยากเช็คไฟล์ภาพที่ถ่ายไว้ริมน้ำโขงมากที่สุด
“สวยนี้หว่า” เคนชม
“แน่ละนี้มันมือกล้องชั้นโปรของบรัทเรานะเว้ย” ภูมิเย้าเพื่อน
“เชี้ย!” เสียงอุทานที่ดังขึ้นพร้อมกันของสามหนุ่มทำเอาสองสาวที่ยืนอยู่ไกลๆ หันมามอง แต่อังเดร์กลับโบกมือปฏิเสธราวกับไม่มีอะไร
“เป็อะไรของพวกแก” ขิมะโถาม
“แบตจะหมดเฉยๆ !” ภูมิโกหกหน้าตาย
“แน่นะ” ขิมยังคงสงสัย
“เออแน่ เดี๋ยวแกพาเอมไปเดินเล่นก่อนก็ได้เดี๋ยวพวกฉันจัดการช่วยกันหาแบตสำรองก่อนไม่รู้เอาไปไว้ที่ไหน”
อังเดร์ตอบด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดี ซึ่งขิมก็ยังคงมองเพื่อนหนุ่มด้วยสีหน้าที่้าคำตอบแต่เธอก็เลือกที่จะไม่ถามก่อนที่จะชวนเอมเดินเล่นรอบๆ บริเวณนั้นแทน เมื่อสาวหนุ่มเห็นเพื่อนสาวพากันเดินไปไกลแล้วจึงมานั่งสุ่มหัวกันทันที
“กล้องเสียรึป่าววะ” ภูมิถามขึ้น
“เสียกับผีนะสินี้ของใหม่เลยนะเว้ย ฉันเช็คมาดีแล้วด้วย” อังเดร์ปฏิเสธ
“ไหนมึงลองเช็คดิ๊ มีรูปอื่นอีกไหม” เคนบอกเพื่อน
อังเดร์ตัดสินใจกดเช็ครูป โดยมีเพื่อนๆ ช่วยกันสุ่มหัวดู
รูปเป็ปกติแทบจะทั้งหมด
ยกเว้นรูปที่คำชะโนดที่มีแสงสีขาวที่เขียววิ่งขึ้นเป็สายยาวๆ พาดผ่านแทบจะทุกรูป บางก็เป็ดวงๆ เหมือนดวงไฟลูกใหญ่บ้างเล็กบ้างเต็มไปหมด และรูปที่สะดือแม่น้ำโขง..
ที่มีชายคนนั้นติดมาด้วย
ชายหนุ่มในรูปนี้เป็ผู้ชายร่างสูงใหญ่กำยำราวกับคนโบราณในหนังพีเรียดที่ชอบฉายในสมัยนี้ ในรูปนั้นเขายืนอยู่ข้างขิมและดูสูงกว่าเธอมาก ผิวสีน้ำผึ้งนั้นก็ดูสุขภาพดีราวกับพวกขุนนาง ใบหน้าคมเข้มก็รับกับจมูกที่โด้งเป็สันและั์ตาดุๆ นั่นก็รับกันราวรูปสลักก็ไม่ปาน
แต่ั์ตาที่ดูดุดันั์เมื่อมองมายังเพื่อนสาวของเขา มันกลับช่างดูอบอุ่นและบ่งบอกถึงความรักที่มากมายมหาศาล
เป็ความรักแบบที่ไม่สามารถหาสิ่งใดเปรียบได้
การแต่งกายของเขาก็ดูช่างแปลกตาสำหรับฝรั่งอย่างเขา บุรุษปริศนานั้นนุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดงดิ้นทอง มีผ้าคาดเอวสีขาวมุกดิ้นทอง เครื่องประดับต่างๆ ทั้งสายสังวาลย์ รัดแขน รัดเกล้า กรองคอ กำไล ล้วนเป็รูปทรงพญานาคสีทองอร่าม
แปลก!
“ความเป็ลูกครึ่งของฉันไม่สามารถให้คำนิยามของรูปพวกนี้ได้” อังเดร์พูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่รู้ดี
ก็แน่ละ
ขนาดคนไทยแท้ๆ อย่างเคนและภูมิยังไม่รู้จะอธิบายยังไงเลย ถ้าแค่กล้องเสียก็คงจะเดาว่าเป็ไปได้ถ้าถ่ายออกมาแล้วขาวไปเลย หรือไม่ก็ดำไปเลย แต่นี้
ติดคนมาชัดๆ อย่างกับยืนอยู่คู่กันแล้วถ่ายพรีเวดดิ้งขนาดนี้
มันไม่ใช่แล้วมั้ง!
“ไล่ดูรูปไปให้หมดดิ๊” เคนย้ำเพื่อนตอนเห็นว่ามันตั้งท่าจะปิดกล้อง
“!!”
ตุ๊บ
อยู่ดีๆ มือไม้ก็ถึงกับอ่อน ขวดน้ำในมือของเคนก็ร่วงหล่นลงพื้น สีหน้าของชายหนุ่มทั้งสามตอนนี้นั้นซีดเซียวยิ่งกว่ากระดาษ อังเดร์ดูจะอาการหนักที่สุดเพราะมือไม้นั้นถึงกับสั่นเทา
เพี้ยะ!!
อังเดร์เอามือตบหน้าตัวเองเสียหนึ่งทีเป็การเรียกสติและยืนยันว่าเขาไม่ได้ฝันไป
เจ็บขนาดนี้ฝันก็ต้องบ้าแล้ว
ภาพถ่ายที่อยู่ในกล้องของอังเดร์ที่พวกเขาเปิดดูกันภาพสุดท้าย คือภาพที่ขิมยืนอิงราวกั้นเหล็กและกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อังเดร์คงกดถ่ายไว้พอดี ถ้าถามว่าสวยไหม สวย ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอก แต่ที่มันน่าใก็คืองูใหญ่ตัวเท่าลำตาลขนาดั์ที่พันอยู่รอดตัวเธอ!!
งูใหญ่สีแดงขนาดั์ ใหญ่ขนาดที่หนังอนาคอนด้ายังเรียกพี่
มันมีหงอนสีทอง ั์ตาสีแดงทับทิม ตามลำตัวมีเกล็ดคล้ายปลาเป็สีแดงเลโกเมน ปล้องท้องสีงาช้าง
แต่ที่น่าสะพรึงที่สุดก็คือ หัวของงูั์นั้นมีตั้ง7หัว!!!
นี้มันเื่บ้าอะไรกัน!!
“บ้านฉันมีแต่โพลเตอร์ไกสท์..แบบนี้ไม่มี...เพราะงั้นนี้บ้านพวกแก พวกแกตอบ!”
“บ้านพวกกูก็มีแต่ชัตเตอร์กดติดิญญาว๊อย! กดติดพญานาคไม่เคยมี!!!” เคนโวยด้วยความสับสน
เขากำลังสงสัยว่าเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดจากอะไรกันแน่
ั้แ่ออกมาสำรวจพื้นที่ก็มีแต่เหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นตลอด ั้แ่ที่คำชะโนดก็เกิดเื่ มาคราวนี้ก็ถ่ายคิดภาพแปลกๆ อีก
ต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดปกติ
แล้วมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับไอ้ขิม!
ั้แ่เื่ที่คำชะโนดเคนก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะคำของพ่อจ้ำนั้นยังคงอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลา แต่ภาพนี้กลับยิ่งทำให้เคยคิดหนักเข้าไปอีกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสาว
ราวกับกำลังมีบางอย่างรอคอยเวลาเพื่อนำพาเพื่อนของเขาไป
แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ ..
“พวกแกเป็อะไรกัน รูปมันไม่ดีรึไง”
ขิมเดินกลับมายืนตรงหน้าของพวกเขาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และก็ตั้งท่าจะคว้ากล้องไปดูรูปถ่ายแต่ อังเดร์กลับดึงกล้องจากมือเคนเข้าไปพร้อมจัดการถอดเมมการ์ดออกทันทีโดยไม่สนใจเสียโววยวายใดๆ
“เออไม่สวย แสงไม่ค่อยดี”
“ก็ขอดูก่อน แกจะหวงทำบ้าอะไร” ขิมพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ
“ให้ไอ้อังเดรมันไปปรับแสงกับรีทัชรูปก่อนดีกว่าแล้วแกค่อยดู แสงมันไม่ค่อยสวย พวกตากล้องมันไม่ชอบหรอก เอาให้ใครดูเดี๋ยวเขาหาว่าฝีมือไม่ดี” เคนรีบแก้รีบต่าง
"เอออย่างที่ไอ้เคนพูดนั้นละ รอก่อน แล้วจะรีบส่งให้แกจะได้เอาไปโพสIGเล่นๆ ได้” อังเดร์ตอบ
“เออๆ รอก็รอ รีบทำละกันอยากดูอะ ฉันชอบวิวที่นี้ ตอนที่ยืนตรงนั้นโคตรชอบเลย ลมเย็นๆ แต่กลับรู้สึกปลอดภัย
“เออ...ปลอดภัยอยู่แล้วละองค์บะเริ่มขนาดนั้น” เคนพูดลอยๆ ออกมาเบาๆ
“แกว่าอะไรนะ พูดอะไรเหมือนคนบ่น ได้ยินไม่ถนัดเลย” ขิมหันมาถาม
“เปล่า ก็บอกว่าปลอดภัยอยู่แล้วคานรั้วเหล็กออกจะใหญ่” เคนแถ
แถสีข้างถลอกหมดแล้ว
เฮ้อออ
“ไปๆ ไปไหว้พระกันก่อนกลับบ้าน เดี๋ยวโบสถ์จะปิด เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปลุยกันต่ออีก” ภูมิรีบพูดเพื่อเปลี่ยนประเด็นพร้อมกับดันหลังขิมให้รีบเดิน
เคนมองเพื่อนๆ ที่เดินนำเขาไปพร้อมกับมองที่ขิมอย่างหนักใจ
‘หากท่านคือผู้คุมครองขิม ผมขออย่าให้มีภยันตรายใดมาทำอันตรายมันเลยครับ’
เคนได้แต่ตั้งจิตในใจแล้วเดินตามเพื่อนๆ ไป ทิ้งไว้เพียงแต่บุรุษร่างสูงเหมือนดังในรูปกำลังยืนมองพวกเขาค่อยๆ เดินจากไป
‘ข้ารู้..แลหากยังมีข้าอยู่ก็จักมิมีสิ่งใดมากล้ำกรายนาง’
‘มิมีวัน...’