พ้นเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติไปก็เป็นเทศกาลปีใหม่
ในวันส่งท้ายปีเก่าซูตงเฉินไม่ได้กลับมาที่จวน เขาใช้เวลาอยู่ในค่ายทหาร กินอาหารเย็นเฉลิมฉลองกับนายทหารและพลทหารทั้งยังถือโอกาสประลองยุทธ์กันในคืนข้ามปี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มขวัญกำลังใจในค่ายทหารทำให้นายทหารกับพลทหารหมื่นกว่านายมีใจที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อตนเองมากยิ่งขึ้น
ในวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ขั้นห้าขึ้นไปต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ซูตงเฉินจึงได้กลับมายังเมืองหลวง
ช่วงเวลาซานจิ่วอันหนาวเหน็บก็ยังต้องฝึกทหารทั้งยังต้องต่อสู้ด้วยไหวพริบและความกล้า เรื่องชุดกันหนาวและเรื่องอุปกรณ์ที่กรมการคลังและกรมกลาโหมผลักความรับผิดชอบกันไปมาแม้จะมีฟู่หมิงฮั่นช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ ทว่าเขาก็ยังเหนื่อยล้าอยู่ดี
ขณะรับความอบอุ่นจากไฟตี้หลงตามทางเดินในโถงใหญ่ซูตงเฉินก็เห็นร่างเล็กของพระสนมซีผินผู้งดงามเสด็จออกมากับฝ่าบาท
ตามกฎแล้ว พระชายาที่อยู่เหนือพระสนมเอกต้องออกมานั่งตรงข้ามขุนนางกับพระโอรสและองค์หญิงที่อีกด้านหนึ่งของโถงใหญ่
ชินอ๋องและจวิ้นอ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงและยังมีชีวิตอยู่จะพาพระชายากับโอรสธิดามานั่งด้วยกันต้าจ่างกงจู่ จ่างกงจู่กับราชบุตรเขย และบุตรหลานอีกหลายคนก็มาด้วยนอกเสียจากท่านอ๋องกับต้าจ่างกงจู่บางท่านที่อายุมากและสุขภาพไม่ค่อยดีจึงปฏิเสธที่จะเข้าร่วมงาน นี่นับเป็นวันปีใหม่ที่มีเหล่าเชื้อพระวงศ์มารวมตัวกันมากที่สุด
ตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกมานั้น ทรงมีฮองเฮาเสด็จขนาบข้างพระวรกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสมควร ทว่าสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้เหล่าขุนนางคือ ยังมีสตรีอีกคนที่ขนาบอยู่ข้างพระวรกายของฝ่าบาท นางยังสาวสะพรั่ง ดวงตาสดใสดั่งดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ ราวกับลูกท้อเพิ่งสุกซึ่งน่าหลงใหลยิ่งนัก เดิมทีในช่วงสองปีมานี้ พลังชี่ของฮ่องเต้บกพร่อง พระวรกายอ่อนแอราวกับจะมีพระชนมายุสั้นทว่าวันนี้พระพักตร์กลับมีเลือดฝาดและดูกระปรี้กระเปร่าราวกับเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีพระองค์ประทับอยู่ตรงกลางและทรงรับสั่งให้ทุกคนที่นั่งคุกเข่าถวายพระพรให้ยืนขึ้นจากนั้นจึงทรงนั่งลงพร้อมกับสตรีอ่อนวัยข้างกาย พระพักตร์ของฮองเฮาไม่สู้ดีนัก ทว่าพระนางยังพยายามรักษาท่าทางสูงส่งสง่างามไว้และประทับลงบนพระที่นั่งข้างพระวรกายฮ่องเต้อย่างเชื่องช้า
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากและเชื้อพระวงศ์ต่างรู้กันว่านางคือพระสนมซีผิน ผู้ที่ฮ่องเต้โปรดปรานเป็นพิเศษจนไม่ไว้หน้าฮองเฮา บางคนคิดว่านางเป็นดอกไม้เทพธิดาล้ำค่าเพราะทำให้พระวรกายของฮ่องเต้ดีขึ้นมาก บางคนก็คิดว่านางเป็นสนมที่สร้างหายนะให้บ้านเมืองทำให้บรรทัดฐานและคุณธรรมของฮ่องเต้ระส่ำระสาย ทว่านี่เป็นช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ไม่มีผู้ใดกล้าทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยในเวลานี้ ทุกคนจึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่พระสนมซีผินนั่งอยู่ข้างบัลลังก์มังกร และพากันร้องเพลงสรรเสริญ กล่าวคำอวยพรจนทั้งห้องโถงเต็มไปด้วยความสุขความปลื้มปีติยินดี
ซูตงเฉินนั่งกับคนจากจวนอันกั๋วกงบนโต๊ะด้านหน้ามีหม้อไฟเดือดที่ควันลอยฟุ้งอยู่สองหม้อ ทั้งยังรายล้อมไปด้วยเนื้อแกะเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลาที่หั่นแล้ว และยังมีหัวไชเท้า แคร์รอต กะหล่ำปลีผักกวางตุ้ง เต้าหู้ก้อน เต้าหู้ม้วน หน่อไม้ฤดูหนาวและเห็ดหอมให้ทานร้อนๆ จิ้มกับน้ำจิ้มงาหรือน้ำมันพริกรสชาติโอชะ
องค์ปฐมกษัตริย์เป็นผู้จัดการเรื่องอาหารการกินในงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันปีใหม่ว่ากันว่างานเลี้ยงฉลองปีใหม่ครั้งแรกหลังจากการสถาปนาประเทศยังเป็นแบบเดียวกับราชวงศ์ก่อนเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ใหญ่ที่โรงครัวทำเมื่อนำมาเสิร์ฟก็เริ่มเย็นแล้ว หากทิ้งไว้สักพักคงชืดจนทานไม่อร่อยสุดท้ายแล้วทุกคนจึงทำได้เพียงร่ำสุรา ส่วนอาหารเหล่านี้ก็ถูกโยนทิ้งทั้งหมด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองอย่างมากนับตั้งแต่นั้นมาองค์ปฐมกษัตริย์ก็เสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง ดังนั้นการเลี้ยงฉลองปีใหม่ทั้งหมดในวังจึงเป็นการทานหม้อไฟที่ทั้งสะดวกประหยัด และคึกคัก ซึ่งทุกคนสามารถทานได้ตั้งแต่ต้นจนจบงานโดยไม่สิ้นเปลืองแม้แต่น้อย
ทว่าเครื่องเคียงบนโต๊ะของฮ่องเต้และฮองเฮาเป็นแบบพิเศษนอกจากจะเป็นอาหารที่ทุกบ้านทำเป็นแล้ว ยังมีอุ้งเท้าหมี เอ็นกวาง ปากปลาเปลือกตะพาบน้ำ ปลิงทะเล และปลาดำ ฯลฯ ท่านอ๋อง กงจู่ บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางสำคัญขั้นที่หนึ่งจะมีรังนกหูฉลาม นกน้ำ และกบป่า ใช้ลูกไก่ฟ้าตุ๋นน้ำแกงอร่อยเลิศรสส่วนผู้ที่ถือศีลกินเจทั้งปีก็จะเปลี่ยนมาใช้เห็ดป่าตุ๋นแทน เพื่อรับรองถึงความพึงพอใจของทุกคน
ทุกคนรับประทานกันอย่างมีความสุขและอารมณ์ดีระหว่างการสนทนาก็ไม่มีการปะทะฝีปากและเยาะเย้ยถากถางกัน มีฝ่ายการสังคีตเสนอให้ร้องรำทำเพลงเพื่อเพิ่มความสนุกสนานแด่ฮ่องเต้และขุนนางการแสดงและกลิ่นหอมของดอกไม้ล่องลอยไม่รู้จบระหว่างงานเลี้ยงชวนให้มัวเมา
พระสนมซีผินเอนร่างพิงพระวรกายของฮ่องเต้และตรัสอย่างนุ่มนวลว่า “หม้อไฟนี้ให้ความอบอุ่นตอนฤดูหนาวดีนะเพคะ ฝ่าบาทภายหลังพวกเราต้องเสวยบ่อยๆ แล้วนะเพคะ”
คำพูดของนางที่กล่าวกับฝ่าบาทเป็นเหมือนสามีภรรยาทั่วไปราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ฮ่องเต้ทรงรับฟังอย่างชื่นมื่นพระองค์โอบเอวของนางแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ได้ภายหลังเจ้าอยากกินก็กิน ฝีมือการทำหม้อไฟของโรงครัวนั้นไม่เลวเราก็อยากกินเช่นกัน”
พระสนมซีผินคีบปลาดำร้อนๆหนึ่งชิ้นขึ้นมาจิ้มน้ำจิ้มงาแล้ววางลงในถ้วยศิลาดลสีฟ้าใบเล็กเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ “ฝ่าบาท หม่อมฉันว่าปลาตัวนี้สดมาก ฝ่าบาทลองเสวยดูเพคะ”
ฮ่องเต้แย้มสรวลจนพระเนตรโค้งปิดก่อนจะคีบเนื้อปลาเข้าพระโอษฐ์และพยักพระพักตร์ “ไม่เลว”
ฮองเฮาที่นั่งอยู่อีกฝั่งเหลือบมองพระสนมซีผินด้วยแววตาเหยียดหยามจากนั้นจึงหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งมาจิ้มน้ำจิ้มงาแล้วนำเข้าพระโอษฐ์ด้วยท่าทางสง่างาม
พระนางมีพระชนมายุสี่สิบกว่าชันษาแล้วจึงไม่ต้องการแข่งขันแย่งชิงความโปรดปรานกับพระสนมเอกวัยละอ่อนอีก ไม่ว่าพระสนมซีผินจะทำตัวติดกับฝ่าบาทต่อหน้าพระนางอย่างไรพระนางก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นและไม่กริ้วแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้และพระสนมซีผินที่แทบจะพลอดรักกันราวกับโลกนี้มีเพียงเราสองอยู่บนบันไดสู่พระราชวังทำให้ขุนนางทุกคนพูดไม่ออก ทว่าพระโอรสทั้งสามพระองค์กลับไม่สนใจ ทั้งยังแย้มยิ้มและยืนขึ้นพร้อมพระชายาก่อนจะยกจอกสุราไปทุกทิศทางเพื่อแสดงความเคารพต่อเชื้อพระวงศ์ผู้อาวุโส ซุนกุ้ยผู้ร่ำรวยและขุนนางคนสำคัญในราชสำนักที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะผู้สนับสนุนฮ่องเต้ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนโดยแสดงท่วงท่าอันสง่างามอย่างเต็มที่ รวมถึงเคารพและให้คุณค่าต่อพวกเขา
หนิงอ๋องผู้มั่นคงและจริงจังจิ้งอ๋องผู้ถ่อมตนและมากประสบการณ์ ตวนอ๋องผู้กระตือรือร้นและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ละคนต่างมีข้อดีในแบบฉบับของตนเองพวกเขาทั้งหมดราวกับมีรูปลักษณ์ของฮ่องเต้ผู้ชาญฉลาดหลายเดือนที่ซูตงเฉินกลับมาเมืองหลวง เขาไม่ได้ติดต่อกับพระโอรสทั้งสามอย่างใกล้ชิดดูเหมือนว่าในเวลานี้ เหล่าพระโอรสจะดูไม่เลว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเป็นผู้ใดตราบใดที่ค่อยๆ บ่มเพาะอย่างระมัดระวัง หลังจากขึ้นครองราชย์ในอนาคต พวกเขาทั้งหมดก็สามารถเป็นฮ่องเต้ที่เก่งกาจได้ทว่าน่าเสียดายที่ฮ่องเต้มีเพียงตำแหน่งเดียว พระโอรสทั้งสามคงต้องต่อสู้กันอย่างรุนแรงและเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือด
ดูเหมือนตอนนี้ความสามารถของโอรสทั้งสามใกล้เคียงกันทีเดียวสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ พวกเขาต่างก็ไม่มีบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกโดยเฉพาะหนิงอ๋องและจิ้งอ๋องที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในจวนของพวกเขามีชายาเอกชายารอง สนม และบ่าวรับใช้ข้างห้อง อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนหรือลิขิตสวรรค์บุตรของภรรยาเอกและบุตรของอนุภรรยาถึงได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กมีเพียงบุตรสาวเท่านั้นที่รอดชีวิต
เมื่อไม่กี่วันก่อนสนมของหนิงอ๋องได้ให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคน เขาได้รับการเลี้ยงดูอุ้มชูจากชายา ไม่รู้ว่าจะเติบใหญ่ได้หรือไม่ส่วนตวนอ๋องอายุยังน้อย ทั้งยังไม่มีทายาทจึงเสียเปรียบในด้านนี้ ซึ่งมันหักล้างความได้เปรียบในฐานะบุตรภรรยาเอกของเขาไปครึ่งหนึ่งพอดี
หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ ตั้งแต่นั้นมาฮ่องเต้ก็ไม่แสดงความโปรดปรานต่อพระโอรสองค์ใดอีกเลย ในทางตรงกันข้ามพระองค์กลับมีท่าทีเย็นชาต่อพวกเขา แม้จะเคยถามเรื่องการเรียนและการแต่งงาน ทว่าพระองค์กลับไม่เข้าข้างผู้ใดหากพระองค์ไม่ได้มีความประทับใจต่อพระโอรสทั้งสามเป็นพิเศษ และพระโอรสทั้งสามก็ไม่ได้มีความผิดพลาดที่ชัดเจนเช่นนั้นเกณฑ์การตัดสินสุดท้ายในการคัดเลือกรัชทายาทก็คงดูจากทายาทของพวกเขาดังนั้นผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายที่โดดเด่นและเติบโตจนอายุครบสิบปีขึ้นไปได้ ผู้นั้นก็มีโอกาสในการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดหากเป็นบุตรจากภรรยาเอก ความหวังก็จะยิ่งสูง
ในตำหนักของพระโอรสทั้งสามมีสายตาของศัตรูคอยสอดส่องอยู่ตลอด ตั้งแต่บ่าวหญิง บ่าวชาย บ่าวชรา สนมน้อยใหญ่ จนถึงบ่าวรับใช้ข้างห้อง การเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กของบุตรภรรยาเอกและบุตรของสนมเหล่านั้นดูเหมือนสาเหตุจะมาจากการป่วยตาย ทว่าความจริงแล้วมีความแปลกประหลาดหลายอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอิจฉาริษยาของสตรีหรือเป็นแผนของผู้ที่มีจิตใจมุ่งมั่นสรุปแล้วการให้กำเนิดบุตรชายอย่างปลอดภัย เลี้ยงดูจนเขาเติบใหญ่และมีความโดดเด่นนั้นเป็นเรื่องยากมาก
พระโอรสทั้งสามคารวะพวกเขาทีละคนด้วยสุราอันกั๋วกงและซูตงเฉินจึงลุกขึ้นอย่างสุภาพและดื่มสุราสามจอกเต็มสองพ่อลูกมีความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตน กล้าหาญและมีมารยาทไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย เอนไหวไปมาอย่างอิสระ ทำให้พระโอรสทั้งสามยิ่งต้องการดึงพวกเขามาเป็นพวก
ฮูหยินอันกั๋วกงปฏิบัติต่อพระชายาด้วยท่าทีประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัดจึงเสียความพอดีไปเล็กน้อย ซึ่งสำหรับพระชายาหนิงอ๋องแล้ว พระนางดูไม่พอใจมากทีเดียว อันกั๋วกงขมวดคิ้วเบาๆ ทว่าไม่ได้พูดอะไรทุกคนรู้ดีว่าหลังจากซูตงเฉินกลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็ยึดอำนาจส่วนใหญ่ของนางไป ทว่าไม่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมดังนั้นกล่าวได้ว่าท่าทีของนางไม่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้
งานเลี้ยงปีใหม่ครั้งนี้ทำให้ซูตงเฉินได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งลั่วหลียังได้ดำเนินการปรับรูปแบบการวิเคราะห์จุดเชื่อมต่อภารกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บุตรแห่งโชคชะตากับจุดเชื่อมต่อภารกิจมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ตั้งแต่วันที่หนึ่งถึงวันที่เจ็ดมีประเพณีและขนบธรรมเนียมที่จัดอย่างพิถีพิถัน ซูตงเฉินจำเป็นต้องอยู่ในจวนเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม และต้อนรับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยียนจากทุกสารทิศในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องหาเวลาไปอวยพรปีใหม่แก่ทุกครอบครัวในจวนไปเยี่ยมญาติและสหาย นับว่างานยุ่งรัดตัวทีเดียว
เมื่อถึงวันที่สิบห้าค่ำเดือนหนึ่ง เป็นวันเทศกาลหยวนเซียว ผู้คนจำนวนมากจะพากันออกไปดูโคมไฟซูตงเฉินก็พาน้องสาวน้องชายในบ้านและบุตรชายทั้งสองออกจากบ้านไปดูโคมไฟบนภัตตาคารขนาดใหญ่ที่ได้จองไว้ล่วงหน้า
ภัตตาคารแห่งนี้ยังเป็นจุดที่ใช้ติดต่อกับองครักษ์เสื้อแพร ตอนนี้เยี่ยนเฟ่ยเป็นคนควบคุมจัดการ เขาสามารถจัดการให้เจิ้งอี้เฉิงและซูตงเฉินพบกันอย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ในห้องเล็กๆที่ไร้หน้าต่าง เจิ้งอี้เฉิงถูกลวงให้มาที่นี่อย่างชาญฉลาด และทันทีที่เขาเข้ามาก็เห็นซูตงเฉินกำลังนั่งดื่มชาอยู่
เขาสงสัยเล็กน้อยทว่าไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เพราะซูตงเฉินสังหารเขาไม่ได้แน่นอน
เมื่อซูตงเฉินเห็นเขาจึงลุกขึ้นยืนก่อนจะประสานมือคำนับด้วยความนับถือ
“ขอประทานอภัยเสนาบดีเจิ้ง ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน เรื่องนี้อันตรายอย่างมากด้วยเหตุนี้การพบกันของเราจึงไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจไปอวยพรปีใหม่ที่จวนและเชิญท่านมาด้วยตนเองได้”
เจิ้งอี้เฉิงมองไปยังประตูที่ปิดอยู่ด้านหลังจากนั้นจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วมองเขาด้วยท่าทีนิ่งขรึม พลางตั้งใจฟัง
ซูตงเฉินรินชาให้หนึ่งถ้วยและพูดเข้าประเด็นทันที “สิบสามปีก่อน ฝ่าบาททรงไปล่าสัตว์ทางตอนเหนือส่วนรัชทายาทอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อรักษาการแทนพระองค์ ตำหนักตงกงเกิดไฟไหม้ รัชทายาท พระชายารัชทายาท รวมถึงข้าราชบริพารทุกคนถูกฝังอยู่ในทะเลเพลิงว่ากันว่าเป็นอุบัติเหตุไฟไหม้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผลสรุป ในเวลาเดียวกับที่ได้รับข่าวสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทข้าก็ได้รับฎีกาลับจากรัชทายาท จึงรีบเดินทางไปทางตอนเหนืออย่างเงียบๆ จากนั้นจึงได้พบกับคนสนิทของรัชทายาททั้งสี่คนใกล้ๆกับเมืองหูโจว พวกเขานำทารกเพศชายแรกเกิดมาด้วยหนึ่งคน ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของฮ่องเต้ที่เกิดจากพระชายารัชทายาท
เจิ้งอี้เฉิงตกใจจนใบหน้าซีดเผือด เขาผุดลุกขึ้นยืนทันที “ท่านพูดอันใด? ”
“รัชทายาททรงรีบเขียนจดหมายลับก่อนจะสิ้นพระชนม์ ซึ่งในนั้นมีรหัสลับที่มีเพียงข้ากับฝ่าบาทเท่านั้นที่รู้ ผู้อื่นไม่สามารถปลอมแปลงได้” ซูตงเฉินมองเขาด้วยใบหน้าเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ แววตาส่องประกาย “แม่นมสองคนอุ้มพระราชนัดดาของฮ่องเต้ไปทางตอนใต้ นางคือแม่นมซุนกับแม่นมเหวยแม่นมซุนเป็นบุตรสาวของแม่นมในรัชทายาท เวลานั้นนางเพิ่งให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งซึ่งอายุยังไม่ถึงเดือนและในช่วงวิกฤต นางได้ใช้บุตรของตนเองสลับตัวกับพระราชนัดดาของฮ่องเต้ ส่วนแม่นมเหวยก็เป็นผู้ดูแลใกล้ชิดของพระชายารัชทายาทนางมีบุคลิกแข็งแกร่ง สามีของนางทั้งสองต่างก็เป็นองครักษ์คนสนิทของรัชทายาท พวกเขาคอยปกป้องพระราชนัดดาของฮ่องเต้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนพากันหลบหนี โชคดีที่ไม่ถูกศัตรูพบเข้า”
มือทั้งสองข้างของเจิ้งอี้เฉิงสั่นเทาเล็กน้อยในเวลานี้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แววตาทั้งสองข้างที่ปกติเปี่ยมไปด้วยสายตาที่มองการณ์ไกลทว่าตอนนี้กลับตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังจ้องซูตงเฉินโดยไม่ละสายตา