ถังฉือเย่สบตาเข้ากับดวงตานกเฟิงหวงของฉีจิงที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ชั่วพริบตาเขาก็ได้สติแล้วละสายตาไปดูเด็กชายที่กำลังนอนตะแคงอยู่บนแคร่ ใบหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นเมื่อมองเห็นาแหลักของเด็กชายที่อยู่ที่มือและหลัง พร้อมกับแขนทั้งสองข้างที่พยายามโอบกอดเอวของหญิงสาวไว้ คิ้วเล็ก ๆ นั้นขมวดเข้าหากันแน่น
ถังฉือเย่พูดเสียงเบา ๆ “เขาเพิ่งจะหลับไป ท่านหมอบอกว่าบนร่างกายของเขาไม่มีปัญหาอะไร ให้เวลาสักครึ่งเดือนก็จะดีขึ้น และคงไม่ทิ้งรอยแผลเป็เอาไว้หรอก แต่ว่าแผลตรงที่มือนั้นค่อนข้างจะสาหัสหน่อย ตอนนี้ท่านหมอกำลังไปเอายามาอยู่”
หญิงสาวเห็นลูกกระเดือกของฉีจิงขยับขึ้นลง จากนั้นก็พูดออกมาแ่เบาพร้อมกับเหลียวมองนางแวบหนึ่ง
“ขอบใจมาก”
เสื้อผ้าตลอดจนผมเผ้าของถังฉือเย่ถูกเผาจนบางส่วนขาดหลุดลุ่ย หลังมือ แขน ต้นคอถูกไฟลวกจนพองขึ้นมาหลายจุด แม้จะโรยผงยาเพื่อบรรเทาไว้แล้ว แต่ก็คงเ็ปอยู่ไม่น้อย รวมทั้งเรือนร่างบอบบางที่ถูกพรมน้ำจนเปียกชุ่ม แม้กระทั่งบนใบหน้าของนางก็สกปรกมีผื่นเป็จุด ๆ ขึ้นเต็มไปหมด ดูแล้วน่าเวทนาเป็อย่างมาก ผิดกับดวงตาที่สวยใสดุจน้ำแร่คู่นั้นที่ยามเมื่อมองมากลับทำให้ฉีจิงรู้สึกเหมือนจิตใจของตัวเองได้รับการปลอบประโลม
ชายหนุ่มรีบก้มหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตรวจดูาแของน้องชายอย่างระมัดระวัง ก่อนจะได้ยินถังฉือเย่พูดขึ้นมาว่า
“ข้าคิดว่าการที่บ้านของเ้าไฟไหม้ครั้งนี้มันมีอะไรแปลก ๆ ไฟมันใหญ่เกินไป แถมยังไหม้จากกำแพงอีก เตาไฟบ้านเ้าคงไม่ได้ตั้งอยู่ด้านตะวันตกหรอกนะ?”
ฉีจิงตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่สายตาเขาจะเปลี่ยนมาเคร่งขรึม เขาใช้เวลาคิดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็เชิงรับรู้
“ว่าแต่…น้องชายของเ้าชื่อว่าอะไรนะ?”
“ฉีหยาง”
ฉีหยาง อาหยาง หยางหยาง…ถังฉือเย่หวนนึกถึงเด็กพิเศษคนหนึ่งที่นางเคยช่วยไว้เมื่ออยู่โลกปัจจุบัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าโลกนี้จะมีอะไรที่บังเอิญได้ขนาดนี้เชียวหรือ
“เ้าเป็คนไปช่วยอาหยางออกมาจากกองเพลิงหรือ?”
“ใช่แล้ว” นางว่าพลางนึกถึงค่ารักษาขึ้นได้ก็รีบทวง “ค่ายาสองตำลึง คืนมาให้ข้าก่อน”
ฉีจิงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาก้มลงไปหยิบเหรียญห้าตำลึงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ นางรับมาอย่างไม่ลังเลพร้อมกับบอกว่า “จริง ๆ แล้วข้ายังมีเื่อยากจะรบกวนเ้าอีกอย่าง”
“เื่อะไร?”
หญิงสาวโบกมือตอบว่า “รอให้น้องชายของเ้าหายดีก่อนแล้วกัน”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกับยื่นมือมาแตะที่หน้าผากของนางเพื่อวัดอุณหภูมิจนทำให้ถังฉือเย่ที่กำลังยืนยิ้มจนตาหยีกับเงินห้าตำลึงในมือใถอยหลังไปตามมือของเขาที่ยื่นมา จนล้มลงไปบนเตียงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะเป็ลมสลบไป
พิษจากาแทำให้นางตัวร้อนจัด แต่ยังโชคดีที่ท่านหมอกลับมาจากการไปซื้อยามาพอดี ดังนั้นเมื่อต้มยาของฉีหยางเสร็จ จึงได้เอามาให้นางดื่มด้วยอีกหนึ่งถ้วย
ชาวบ้านทุกคนต่างได้ยินข่าวนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จได้เดินมาดูนาง เมื่อเห็นว่าฉีจิงกลับมาแล้วพวกเขาต่างพากันถามไถ่เขาว่า “เ้าหายไปไหนมา คราวนี้ต้องขอบใจสาวน้อยสกุลถังผู้นี้ให้มาก ถ้าหากไม่ได้นางช่วยไว้ น้องชายของเ้าก็คงต้องเสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงแล้ว อีกอย่างเ้าคงไม่รู้ว่าตอนนั้นมันอันตรายแค่ไหน”
ั้แ่ฉีจิงย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ ครั้งนี้ถือเป็ครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับคนในหมู่บ้านเยอะขนาดนี้ ตอนที่เดินลงมาจากูเาแล้วเห็นว่าไฟไหม้บ้านจนไม่เหลือซากนั้น เขาไม่ได้ใอะไรมากมาย เพราะโชคดีที่คนในหมู่บ้านเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟังก่อนแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบมุ่งหน้ามาที่โรงหมอสกุลเฉินทันที ได้ยินนางบอกว่านางไม่รู้จักเขา…ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจคิดว่าอาจเป็เพราะตัวเองเคยแย่งชิงเห็ดหลินจือไป นางจึงอาจจะผูกใจเจ็บ อีกอย่างที่ผ่านมาเขากับนางก็รู้จักกันผ่านชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไร จึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่นางจะบอกทุกคนอย่างนั้น
หลังจากท่านหมอเฉินจัดการให้ถังฉือเย่ดื่มยาจนหมดถ้วย คุณนายหลินซึ่งเป็สะใภ้ตระกูลถังก็ได้อาสาไปส่งข่าวให้วังซื่อ แต่ในขณะที่เดินไปมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้พบถังกุ้ยฮวาเข้าพอดี หญิงสาวได้ยินว่าบ้านของฉีจิงไฟไหม้วอดวายไปทั้งหลังเป็ห่วงจึงตั้งใจจะไปหา แต่กลับไม่เจอเขา เมื่อเห็นคุณนายหลิน นางก็เพียงทักทายนิดหน่อยอย่างไม่ใส่ใจ แต่สตรีที่อายุมากกว่ากลับพูดขึ้นว่า
“พอดีเลย ข้ากำลังจะไปบอกข่าววังซื่อ เจอเ้าก็ดีแล้ว” ด้วยความที่เป็คนปากไวจึงได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ถังกุ้ยฮวาฟังจนหมด
ถังกุ้ยฮวาฟังแล้วก็กลอกตาพูดกลั้วหัวเราะว่า “ท่านป้าไม่ต้องลำบากไปหรอกเ้าค่ะ ข้ากำลังจะกลับบ้านพอดี เดี๋ยวข้าจะเป็คนไปบอกนางเอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้” คุณนายหลินพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนนะ”
หญิงสาวยิ้มพลางรับคำ เมื่อเห็นร่างของคุณนายหลินเดินจากไปแล้ว นางก็รีบวิ่งกลับบ้านไปทันที และแน่นอนว่านางจะไม่บอกเื่นี้ให้วังซื่อรู้เด็ดขาด เพราะในใจนึกโทษถังฉือเย่ที่ทำให้ฉีจิงต้องติดหนี้บุญคุณนาง แต่ยังโชคดีที่น้องชายของฉีจิงยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน นางจึงยังพอมีโอกาสทำให้ชายหนุ่มพอใจขึ้นมาได้บ้าง ถังกุ้ยฮวาจึงรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็วพร้อมกับพุ่งตรงเข้าไปในครัว
หลี่ซื่อกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว มื้อนี้เป็แป้งอบเนื้อกระต่ายและโจ๊ก ถังกุ้ยฮวาเดินไปเปิดหม้อ แล้วหยิบแป้งอบเนื้อกระต่ายออกมาจำนวนหนึ่งใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็ตักโจ๊กร้อน ๆ ลงไปในไหใบเล็ก หลี่ซื่อเห็นจึงถามขึ้นว่า
“ท่านจะเอาอาหารพวกนี้ไปไหน?”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น อย่าไปบอกใครนะว่าข้าเอาอาหารพวกนี้ไป”
หลี่ซื่อถอนหายใจดังเฮือกก่อนจะก้มหน้าลงจัดการหั่นผักตรงหน้าต่อไป จนกระทั่งถังกุ้ยฮวาเดินออกไปอย่างได้ใจ
ตระกูลถังมีลูกชายทั้งหมดสี่คน ผู้หญิงสองคน ลูกชายสี่คนและลูกสาวคนโตมีใบหน้าที่สวยงามคิ้วเข้มตาโตเหมือนกับท่านปู่ถัง ส่วนลูกสาวคนเล็กถังกุ้ยฮวาเป็คนเดียว ที่มีตาเล็กตามท่านย่าซุน
ดีหน่อยที่นางยังอายุไม่มากนัก และยังถือว่าหน้าตาน่ารัก เพียงแต่เวลาที่นางถลึงตาเพราะความโกรธนั้นกลับดูเหมือนมารดาที่ดูโหดร้าย ใจดำ!
เมื่อได้ของครบ ถังกุ้ยฮวาก็รีบสาวเท้าเดินเร็ว ๆ ไปที่โรงหมอสกุลเฉินทันที พอเห็นว่าที่หน้าประตูมีชาวบ้านมายืนดูจำนวนหนึ่งก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยส่งเสียงไปว่า
“เย่เอ๋อร์…เย่เอ๋อร์?”
เสี่ยวเหยาที่กำลังเล่นอยู่บนเตียงและช่วยท่านหมอหญิงเด็ดผักอยู่นั้นเมื่อเห็นนางก็ใมุดลงไปหลบอยู่ใต้เตียง ถังกุ้ยฮวาที่ยืนดูอยู่ไกล ๆ เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วและมองมาที่เด็กน้อยด้วยความโมโห คนในหมู่บ้านคนหนึ่งเห็นสิ่งที่สตรีตระกูลถังถือมาก็ถามขึ้นว่า
“กุ้ยฮวา เ้าเอาอาหารมาให้สองพี่น้องนี่รึ?”
หญิงสาวตอบรับไปคำหนึ่งสั้น ๆ ก่อนจะเดินถือตะกร้าแหวกตัวเข้าไปด้านในเดินตรงไปหาเสี่ยวเหยาก่อนเป็คนแรก “อารู้ว่าพวกเ้าไม่สบาย ก็เลยเอาข้าวมาให้”
เด็กหญิงหวาดกลัวจนถอยหนี โบกไม้โบกมือไปมา “เหยาเอ๋อร์จะเชื่อฟัง ท่านอาอย่าหยิกข้าเลยนะเ้าคะ อย่าหยิกข้าเลย”
สีหน้าของถังกุ้ยฮวาเปลี่ยนไปในทันที นางละสายตาจากเสี่ยวเหยาแล้วหันมองไปรอบ ๆ ห้องมองเห็นถังฉือเย่กำลังนอนอยู่บนเตียงอีกตัว แถมยังสลบไสลไม่ได้สติ ข้าง ๆ ยังมีเด็กน้อยที่มีรอยแผลเต็มตัวนอนกอดนางอยู่ไม่ยอมปล่อย
ฉีจิงนั่งอยู่บนเตียงนั้น สายตาของเขาจับจ้องที่ถังฉือเย่ไม่ได้เหลียวมองนางเลยสักนิด ถังกุ้ยฮวารีบยิ้มแล้วร้องเรียก
“พ่อหนุ่มฉี ข้าชื่อถังกุ้ยฮวาเป็อาหญิงรองของถังฉือเย่”
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินชื่อของถังฉือเยก็หันมามอง เพียงเท่านี้ถังกุ้ยฮวาก็ดีใจเป็อย่างมาก สีหน้าท่าทางออดอ้อนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ข้าเอาอาหารมาให้พวกเขาน่ะ ในเมื่อเยเอ๋อร์ยังไม่ฟื้น ถ้าอย่างนั้นเ้าก็เอาไปกินสักหน่อยแล้วกัน”
นางยื่นตะกร้าซึ่งบรรจุแป้งอบเนื้อกระต่ายไปให้เขา ฉีจิงก้มลงมองแวบหนึ่ง “นี่เป็แป้งอบเนื้อกระต่าย เ้าลองกินสักหน่อยว่าอร่อยมั้ย?”
“ได้ยินมาว่ามีคนขโมยกระต่ายที่ติดกับดักของคนอื่นไป แถมพอถูกจับได้ก็ไม่ยอมที่จะคืนให้ เป็เนื้อกระต่ายพวกนี้หรือไม่?”
รอยยิ้มของถังกุ้ยฮวาหายวับไปทันที กลายเป็หน้าเสียเล็กน้อย จนคนในหมู่บ้านหลายคนที่ยืนอยู่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เื่ที่ถังฉือหยินทำเอาไว้ใคร ๆ ก็ต่างดูถูกกันทั้งนั้น แม้ว่าถังกุ้ยฮวาจะบอกว่าเอาอาหารเหล่านี้มาให้สองพี่น้องนั้น แต่ใครก็รู้ว่าทั้งสองฝ่ายมีเื่ทะเลาะเบาะแว้งจนไม่อาจมองหน้ากันติดแล้ว มิหนำซ้ำเสี่ยวเหยายังแสดงอาการหวาดกลัวขนาดนั้นตอนเห็นหน้าของถังกุ้ยฮวา…เป็ใครก็ดูออกว่านางไม่ได้มาเพราะเป็ห่วงถังฉือเย่แต่อย่างใด แต่้าออดอ้อนฉีจิงเท่านั้น
“กุ้ยฮวา เ้านี่ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดอะไรเสียเลยนะ เอาของที่ขโมยไปมาให้เ้าของเขากิน อย่าว่าแต่พ่อหนุ่มฉีของเ้าเลย แม้แต่ข้าเองก็กินไม่ลง”
เมื่อเห็นมีคนเริ่มพูดอีกคนก็เสริมทันที “เ้านั้นคิดเข้าข้างตัวเองมากไปแล้ว ถ้าอยากจะกินก็ไม่ต้องมีใครเอาของมาให้กินหรอก เ้าคิดจะดูถูกฉีจิงกระนั้นหรือ?”
ปิดท้ายด้วยแม่เฒ่าคนหนึ่งที่หัวเราะพลางเอ่ยถึงมารดาของนาง “ยายเฒ่าซุนนี่ช่างหน้าด้านเสียจริง ๆ ที่ทำเนื้อกระต่ายพวกนี้ออกมา พอผ่านไปไม่นานก็ให้ลูกสาวตัวเองเอามาให้ ยื้อกันไปแย่งกันมาจนต้องเกิดปัญหาใหญ่!”
ไม่ว่าถังกุ้ยฮวาจะทำเป็ทีท่าไม่สนใจขนาดไหน แต่สุดท้ายนางก็ทนคำพูดและสายตาดูถูกของชาวบ้านไม่ได้ สุดท้ายก็รีบสะบัดหน้าพรืดและเดินพรวด ๆ ออกไปด้วยความโมโห ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะของคนในหมู่บ้านที่ดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย
.
.
.