"เอ๊ะนั่น ใช่โป๊ยกั๊ก[1] รึเปล่า" เจียงอี้หลินวิ่งไปยังต้นไม้ชนิดหนึ่ง เขานั่งยอง ๆ แล้วหยิบเอาผลแห้งที่ล่วงอยู่ที่พื้นขึ้นมาดม
"ใช่จริง ๆ ด้วย ท่านพี่เยี่ยหยางดูสิ ๆ ข้าเจอโป๊ยกั๊กด้วยละ"
เด็กน้อยยื่นผลโป๊ยกั๊กไปให้อีกฝ่ายด้วยใบหน้าตื่นเต้น ดวงตาคู่สวยทอประกายแวววาว ชายหนุ่มจึงยื่นหน้ามาดูใกล้ ๆ ด้วยความสงสัย
"โป๊ยกั๊กนี่มันทำไมเหรอ ใยเ้าถึงได้ดูดีใจขนาดนั้น"
ร่างสูงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ โป๊ยกั๊กมีสรรพคุณทางยาหลากหลายก็จริง แต่เขาไม่ค่อยชอบกลิ่นของมัน
"ท่านพูดอะไรของท่านน่ะ นี่ของดีเลยนะ โป๊ยกั๊กเอาไปทำพะโล้ได้ มา ๆ มาช่วยข้าเก็บหน่อย เดี๋ยวข้าจะแสดงทักษะการปรุงอาหารของข้าให้ท่านได้ชิม"
เจียงอี้หลินพยายามเก็บเ้าผลดำ ๆ นี่ให้ได้มากที่สุด แต่มือของเขาเล็กเกินไปทำให้โป๊ยกั๊กร่วงหมด จ้าวเยี่ยหยางจึงยื่นกระเป๋าสัมภาระส่งให้เขาแทน
"อี้เอ๋อร์ ของสิ่งนี้ใช้ทำอาหารได้ด้วยหรือ ว่าแต่พะโล้คือสิ่งใด อร่อยหรือไม่" รองแม่ทัพหนุ่มย่อตัวลงช่วยเจียงอี้หลินเก็บโป๊ยกั๊ก โดยสังเกตว่าเด็กน้อยจะเลือกเก็บแต่อันที่แห้งเป็สีน้ำตาล เขาจึงทำตาม
"ถ้าท่านได้ลองกิน เดี๋ยวก็จะรู้เอง" เจียงอี้หลินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาคิดในใจว่า หรือบางที การที่เขาได้ทะลุมิติมาที่นี่ ก็เพื่อที่จะมาเป็สุดยอดพ่อครัวแห่งยุคโบราณกันแน่นะ!
เมื่อทั้งคู่คิดว่าเก็บกันมาได้มากพอประมาณแล้ว พวกเขาจึงออกเดินทางกันต่อ ตอนนี้เจียงอี้หลินไม่ได้สนใจจะล่าสัตว์แล้ว เขาเอาแต่มองหาพืชพันธุ์เพื่อที่จะเอาไปใช้ปรุงอาหาร ดูเหมือนูเาลูกนี้จะเป็แหล่งสมุนไพรชั้นดีเลยก็ว่าได้
ทั้งสองเขาเดินไปได้ไม่ไกลก็เจอเข้ากับต้นอบเชยและต้นพริกไทยเสฉวน แม้เจียงอี้หลินจะไม่ค่อยมีความรู้เื่พืชสมุนไพรมากนัก แต่พืชพวกนี้เป็ของที่เขาคุ้นตาดี
ไม่นานทั้งคู่ก็กลับลงมาจากเขา โดยที่ล่ามาได้แค่ไก่ป่าตัวเดียว แต่เหล่าทหารกลับล่าได้ทั้งกวาง และหมูป่า คิดว่ามื้อนี้พวกเขาคงได้กินกันอย่างเต็มอิ่มแน่นอน เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว พวกเขาก็ตรงกับค่ายทหารกันทันที
เจียงอี้หลินวิ่งไปทางโรงครัวของค่าย เนื่องจากเขาวิ่งเล่นอยู่ในนี้มาเป็เดือนๆ จึงรู้จักทุกซอกทุกมุมของที่นี่ดี แต่ก็มีบางพื้นที่ที่จ้าวเยี่ยหยางห้ามไม่ให้เจียงอี้หลินเข้าไปเด็ดขาด เด็กน้อยก็ทำตามอย่างว่าง่าย
เมื่อไปถึงโรงครัวเจียงอี้หลินตั้งใจจะเป็คนลงมือปรุงอาหารเอง แต่จ้าวเยี่ยหยางบอกเขาว่า ให้พวกพ่อครัวเป็คนทำ ส่วนเจียงอี้หลินคอยกำกับ เด็กน้อยยู่ปากใส่ทีหนึ่ง แต่ก็ยอมทำตาม เดิมทีเหล่าคนครัวเตรียมวัตถุดิบที่จะปรุงอาหารของเย็นนี้ไว้แล้ว แต่เนื่องจากเป็คำสั่งของรองแม่ทัพจ้าว พวกเขาจำต้องเปลี่ยนเมนู
กลิ่นหอมอบอวนลอยไปทั่วค่าย บรรดาทหารและองครักษ์ ต่างพากันหยุดดาบ หยุดกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังทำอยู่ แล้วหันหน้าไปทางโรงครัว
โครกกก~
นี่พวกเขากำลังปรุงสิ่งใดกันแน่ ทำไมถึงได้มีกลิ่นที่หอมหวนเช่นนี้ ว่าแล้วเหล่าทหารก็พากันท้องร้องโครกคราก ไม่เป็อันฝึก
"อื้มมม รสชาตินี้แหละ เติมพริกไทยเสฉวนลงไปอีกนิดหน่อย ถือว่าเป็อันใช้ได้"
เจียงอี้หลินลองชิมพะโล้ที่คนครัวตักมาให้ก็พยักหน้าพอใจ อันที่จริงจ้าวเยี่ยหยางทำถูกแล้วที่ให้เหล่าคนครัวเป็คนลงมือทำ เพราะหากต้องทำอาหารเลี้ยงทั้งกองทัพ เจียงอี้หลินคงทำไม่ไหวแน่ เด็กน้อยเอาช้อนตักพะโล้แล้ววิ่งไปหาจ้าวเยี่ยหยาง
"ท่านพี่เยี่ยหยาง ท่านลองชิมดูสิ ว่าอร่อยไหม" เด็กน้อยยื่นช้อนป้อนจ้าวเยี่ยหยางถึงปาก อีกฝ่ายก้มชิม แต่สายตากลับเอาแต่จ้องมองดวงตาคู่สวยของเจียงอี้หลิน หากได้สบตาสักครั้ง ก็ยากนักที่จะถอนสายตาไปจากดวงตาดอกท้อคู่นี้ได้
"เป็อย่างไรบ้าง" เจียงอี้หลินเรียก อีกฝ่ายจึงตื่นจากภวังค์
"อื้ม รสชาติไม่เลว ไม่สิ เยี่ยมไปเลย อี้เอ๋อร์ เ้านี่มักทำให้ข้าแปลกใจได้เสมอ"
จ้าวเยี่ยหยางชมจากใจจริง เด็กน้อยยิ้มตาหยี่โชว์ฟันเขี้ยวซี่เล็กน่ารัก แม้ว่ากว่าจะทำพะโล้หม้อนี้เสร็จ เขาจะเปิดปากด่าพ่อครัวไปหลายยกจนเสียงแหบแห้งแล้วก็ตามที เนื่องจากเด็กน้อยใช้ภาษาที่เข้าใจยาก ทำให้คนครัวงุนงงตามไม่ทัน
แต่ในที่สุด พวกเขาก็ทำออกมาจนสำเร็จ และถือว่าเป็ผลงานชั้นเยี่ยม เพราะพวกเขาเองก็ไม่เคยลิ้มรสอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน แถมเพิ่งจะมารู้จากคุณชายน้อยท่านนี้ว่า โป๊ยกั๊ก ก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้เช่นกัน
"ข้าว่าจัดสำรับเลยเถอะ ดูท่าทหารด้านนอกก็อดใจไม่ไหวแล้วเช่นกัน" ที่ด้านนอก มีพวกทหารมาออกันอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากอยากรู้ว่าที่มาของกลิ่นหอมนี้คืออะไร และก็เป็ไปตามคาด เหล่าทหารทั้งกองทัพ ต่างก็ชื่นชอบรสชาติและติดอกติดใจในพะโล้หม้อนี้ จนต้องขอเติมข้าวกันไม่หวาดไม่ไหว
เรียกได้ว่าแม้แต่น้ำแกงสักหยดก็ไม่เหลือ พวกเขาคิดจะไปถามสูตรอาหารจากคนครัว เผื่อว่าหากได้กลับไปหนานจิง จะได้ให้คนครัวที่บ้านทำให้กินบ้าง
"อี้เอ๋อร์ เ้านี่ทั้งน่ารัก ฉลาด มีไหวพริบ แถมยังทำอาหารเก่งอีกต่างหาก"
‘ในอนาคต คงจะเป็ชายาที่ยอดเยี่ยมของเขาได้แน่ ๆ’
ถ้อยคำหลังนี่จ้าวเยี่ยหยางได้แค่คิดในใจ อีกฝ่ายยังเด็กน้อยที่ใสซื่อ สะอาดและบริสุทธิ์ เขาต้องอดทนรอ รอจนกว่าเด็กน้อยจะโต
เมื่อคิดได้ดังนั้นจ้าวเยี่ยหย่างค่อยข่มอารมณ์บางอย่างลงไปได้ เขาเอื้อมมือออกไปเพื่อจะหยิบเศษข้าวที่ติดอยู่ข้างแก้มเด็กน้อยออก พอดีกับที่เจียงอี้หลินแลบลิ้นออกมาเลียตรงมุมปาก ทำให้เผลอเลียไปแตะโดนปลายนิ้วของจ้าวเยี่ยหยางเข้า
ใบหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้ดำคล้ำ ตัวของเขารู้สึกเหมือนกับคนที่กำลังถูกแขวนห้อยอยู่ตรงริมหน้าผา นี่เขาไม่ได้กำลังถูก์ทดสอบอะไรอยู่ใช่ไหม?
"ข้าไม่ได้ทำเองเสียหน่อย เป็คนครัวของท่านที่ทำต่างหาก" เด็กน้อยตักเนื้อเข้าปากอีกคำ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตัวเองให้เป็ปกติก่อนจะเอ่ยต่อ
"แต่ถึงอย่างไร สูตรอาหารนั่นก็เป็ของเ้า ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าโป๊ยกั๊กกับเปลือกโย่วกุ้ย[2] จะสามารถนำมาปรุงอาหารได้จริง ๆ ไหนจะผัดผักกับไก่ชุบทอดนั่นอีก"
"ข้ายังมีสูตรอาหารอีกมากมาย ไว้ข้าจะทำให้ท่านกินเยอะ ๆ เลยนะ"
“งั้นเ้าก็แต่งเข้าจวนข้าเสียเลยสิ จะได้ทำให้ข้ากินทุกวัน” จ้าวเยี่ยหยางพูดออกมาลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบา
"เอ๊ะ เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะ"
"เปล่า ข้าแค่บอกว่าลมพัดเย็นดีน่ะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านนี่ชอบพูดอะไรแปลก ๆ ว่าแต่พรุ่งนี้เรามาทำหม้อไฟกินกันดีหรือไม่" เด็กน้อยเสนอไอเดียเมนูถัดไป
"ข้าล้วนฟังเ้า" รองแม่ทัพหนุ่มยิ้มละมุน
เกือกม้าชุดแรกทำเสร็จเรียบร้อย จ้าวเยี่ยหยางจึงได้ให้คนนำมันมาตอกใส่เข้ากับกีบม้า ในทีแรกม้าของเขาอาจจะยังไม่ชิน แต่สักพักมันก็วิ่งได้เร็ว ราวกับไม่ต้องพะวงกับกีบเท้าของมัน
"อาเยี่ย เ้านี่เก่งจริง ๆ ที่สามารถคิดค้นสิ่งนี้ออกมาได้" จ้าวเสวียนเฟิงกล่าวชมลูกชายต่อหน้าเหล่าแม่ทัพคนอื่นๆ อันที่จริง เขาอยากจะเอ่ยขัดบิดาว่าผู้ที่คิดค้นและแนะนำเขาคือเจียงอี้หลิน แต่จ้าวเยี่ยหยางไม่้าให้เจียงอี้หลินเป็ที่สนใจ ไม่เช่นนั้นอาจจะนำภัยมาสู่ตัวเด็กน้อยได้
"แต่ข้าก็ไม่เห็นว่า การนำโลหะใส่ให้กับม้า มันจะมีผลดียังไง" แม่ทัพฉางอันกล่าวขึ้นลอย ๆ
"ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ทัพฉาง มิสู้ท่านเอาม้าตัวโปรดของท่านมาลองแข่งกับม้าของข้าตัวนี้ดูล่ะ จะได้รู้ว่าผลลัพธ์นั้นมันต่างกันเช่นไร"
เพราะฉางอันผู้นี้้าจะหักหน้าจ้าวเยี่ยหยาง เขาจึงยอมตกลงรับคำท้า ผลปรากฏว่าม้าของจ้าวเยี่ยหยางที่ใส่เกือกแล้ววิ่งได้เร็วกว่า จ้าวเยี่ยหยางจูงม้าเข้ามาหาพวกผู้าุโ ท่าทางของมันดูคึกคักเหมือนอยากจะไปวิ่งอีก เสียงกรุบกรับตรงฝ่าเท้าขณะย่ำ ช่างฟังดูทรงพลังน่าเกรงขามยิ่งนัก
"ม้าที่ใส่เกือกแล้ว จะทำให้เท้ามันยึดเกาะพื้นได้อย่างมั่นคง แถมยังรักษากีบของมันไม่ให้สึกเร็ว ม้ามีราคาสูง อีกทั้งม้าของหนานจิงยังเป็ม้าพันธุ์ชั้นยอด หากเราสามารถรักษาม้าพันธุ์เหล่านี้เอาไว้ได้ มันย่อมเป็ผลดีต่อกองทัพ พวกท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ”
จ้าวเยี่ยหยางกล่าวพลางกวาดตามองพวกเขาด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม นั่นยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามขึ้นอีกเจ็ดส่วน หลายคนแม้จะาุโกว่า แต่ก็ไม่มีใครกล้าสบตากับเขาตรง ๆ
ชายหนุ่มที่ซึ่งเผชิญหน้ากับา การเข่นฆ่า และกองซากศพมาั้แ่เด็กเช่นเขา ตอนนี้มันทำให้จิตใจของเขาค่อย ๆ ดำมืดและจมดิ่งลงสู่หุบเหวอนธการ เขากลายเป็คนเ็าและแข็งกร้าว แต่แล้วเมื่อเจียงอี้หลินปรากฏตัวขึ้น โลกของเขาก็ได้เปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าการที่ตัวเขาได้มาเจอเด็กน้อยผู้นี้ มันเหมือนกับของล้ำค่า ที่เคยทำหายไป ได้กลับคืนมา
เจียงอี้หลินเป็เหมือนน้ำเลี้ยงของต้นไม้ที่ใกล้จะแห้งตายอย่างเขาเป็เหมือนแสงไฟส่องสว่างภายในจิตใจ ความรู้สึกที่อยากจะปกป้องในทีแรกแปรเปลี่ยนเป็ความ้า และอยากในที่สุด
"ทีนี้พวกท่านก็ได้เห็นกันแล้วใช่ไหม ว่าเกือกม้าของเยี่ยหยางมีประโยชน์แค่ไหน เอาละ ไปสั่งให้ช่างตีเกือกม้ามา แล้วเอามาใส่ให้กับม้าในกองทัพทุกตัว"
จ้าวเสวียนเฟิงออกคำสั่ง แม้ในตอนแรกพวกแม่ทัพพากันหวั่นเกรงกลัวว่าม้าคู่ใจจะาเ็ แต่เมื่อได้ลองใส่กีบม้าและได้ขี่มันดู ต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า ม้าของพวกเขาวิ่งได้เร็วและมั่นคงขึ้นจริงๆ แม่ทัพฉางอันฮึดฮัดขัดใจ แต่ก็ยอมให้ช่างใส่เกือกให้ม้าของตน
.
.
จบตอน.
เชิงอรรถ
[1] โป๊ยกั๊ก หรือก็คือ จันทร์แปดกลีบ
[2] โย่วกุ้ย ก็คือ อบเชยจีน