12.00น.
สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำฝรั่งเศสซึ่งออกแบบโครงสร้างภายนอกด้วยศิลปะแบบโกธิคภายในตกแต่งด้วยภาพวาดที่สวยและมีราคาแพง
ส่วนมากเป็ภาพของจิตรกรที่มีชื่อเสียงเช่น ลีโอนาโด ดาร์วินซี หรือ ไมเคิล แองเจลโล เป็ต้น
ผนังด้านในมีการแกะสลักเป็ลวดลายรูปทรงเรขาคณิตอย่างสวยงามรอบๆ ของสถานทูตเต็มไปด้วยสีสันของสวนดอกไม้นานาพันธุ์เนื่องจากมีคนทำสวนคอยช่วยดูแลเอาใจใส่ดอกไม้เป็อย่างดี
ภายในสถานทูตมีห้องโถงเอาไว้สำหรับเลี้ยงรับรองแขกที่มาจากประเทศต่างๆ และมีห้องสำหรับนั่งรับประทานอาหารร่วมกันรวมไปถึงห้องพักที่เอาไว้รับรองสำหรับแขกที่ต้องค้างคืนที่นี่หรือไม่สามารถที่จะกลับบ้านของตัวเองได้
ตามปกตินั้นสถานทูตจะมีความเงียบสงบแต่ทว่าวันนี้………
“คุณหนูเซร่า!!!”
เสียงกรีดร้องะโเต็มไปด้วยความใของหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางสวนต้นไม้และดอกไม้ที่เงียบสงบภายในสถานทูต
“ค่า!!!”
หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลอ่อนโผล่หน้าอันสวยสดใสของเธอออกมาร้องะโตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงจากบนต้นไม้พร้อมกับหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าตื่นใของหญิงสาวคนนั้น
“ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!!!!”
หญิงสาววัยกลางคนสั่งเซร่าเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าเซร่านั้นปีนขึ้นไปนั่งห้อยขาเล่นอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่บนต้นไม้ที่ปลูกอยู่ภายในสถานทูต
เซร่าย่นจมูกด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะค่อยๆปีนลงมาจากต้นไม้อย่างชำนาญด้วยอาการอิดเอื้อน
หญิงวัยกลางคนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ และเดินตรงเข้าไปหา
“คุณหนูคะ! อิฉันบอกกี่ทีแล้วว่าอย่าปีนขึ้นไปบนต้นไม้น่ะค่ะถ้าเกิดมันหักขึ้นมาจะทำยังไงคะ”
หญิงวัยกลางคนบ่นออกมาเป็ชุดเมื่อเดินไปถึงตรงที่เซร่ายืนอยู่ พร้อมกับปัดเศษฝุ่นใบไม้ต่างๆออกจากตัวของหญิงสาว
“แหม………..หนูไม่ตกลงมาง่ายๆ อย่างนั้นหรอกค่ะป้าแมรี่”
“มันไม่ใช่แค่นั้นนะคะ คุณหนู!! ร่างกายคุณหนูไม่ค่อยแข็งแรงแล้วยังออกมาเที่ยวเล่นปีนป่ายแบบนี้อีก หากนายท่านกับคุณผู้หญิงกลับมาแล้วพบเข้าท่านจะว่าเอาได้นะคะ”
“หนูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซะหน่อย“
เซร่าบ่นพึมพำอย่างไม่ค่อยพอใจและกระแทกตัวนั่งลงที่โซฟาในห้องโถงรับรองอย่างแรง
เพียงเพราะแค่เธอหัวใจไม่ค่อยแข็งแรงมาั้แ่เด็กเท่านั้นทำให้ทุกคนเป็ห่วงเธอมาก ส่งผลให้เซร่าไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ตามชอบใจ
“ถ้าอย่างนั้น ใครกันคะ? ที่หอบหายใจไม่ทันเมื่อคราวที่ออกไปเล่นกับคุณฮิเดกิข้างบ้านจนทำให้ต้องส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเกือบไม่ทัน ไม่ใช่คุณหนูหรอกหรือคะ?”
ป้าแมรี่พูดประชดประชันเซร่า และค้อนให้หนึ่งที เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้รู้ตัวเองว่าป่วยมากแค่ไหน
“แหม……..ก็คราวนั้น…..หนูพยายามวิ่งตามฮิเดกิให้ทันเท่านั้นเองนี่นา”
“เถียงอะไรกับแมรี่อีกล่ะลูก?”
เสียงของชายใจดีคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของเซร่า
“คุณพ่อ”
เซร่าะโออกมาอย่างดีใจก่อนจะลุกขึ้นวิ่งโผเข้าไปกอดพ่อของเธอ
“โอ้ย เบา ๆ หน่อยลูก ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ”
“เป็ยังไงบ้างวันนี้?”
“เบื่อค่ะ!! น่าเบื่อเหมือนเดิมเลย”
เซร่าย่นจมูกก่อนบ่นกระปอดกระแปดใส่พ่อของเธอ และกระแทกตัวนั่งลงที่โซฟาเหมือนเดิม
“ฮะ ฮะ ก็เราไม่ค่อยแข็งแรงนี่นา”
“แหม…….คุณพ่อคะหนูก็แข็งแรงพอที่จะออกไปข้างนอกได้แล้ว ให้หนูออกไปข้างนอกบ้างเถอะนะคะหนูเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในสถานทูตนี่คะ”
เซร่ากล่าวเสียงหวานเอาใจพ่อของเธอและเคลื่อนตัวมาบีบนวดให้พ่อของเธออย่างประจบ
“ฮึฮึ แล้วลูกอยากไปไหนล่ะเดี๋ยวพ่อกับแม่จะพาไปเอง”
“หนูไม่ได้อยากไปเที่ยวที่ไหนแต่หนูอยากไปโรงเรียนเหมือนฮิเดกิน่ะค่ะ คุณพ่อ”
เซร่านั้นเคยไปเรียนที่โรงเรียน Saint Helena ตอนปี 1 หากแต่หญิงสาวเรียนได้เพียงปีเดียวก็ต้องออกมาเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากโรคประจำตัวของเธอกำเริบ
แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั้น เธอก็ไม่เคยขาดการเรียนเลยแม้แต่น้อยเพราะฮิเดกิ เด็กหนุ่มเพื่อนบ้านที่แสนใจดีจะเอา copy แล็คเชอร์แต่ละวิชาที่อาจารย์สอนในแต่ละวันมาให้เธออ่านเป็ประจำ
และการที่เซร่ายังคงสถานภาพเป็นักเรียนได้อยู่นั้น ก็เพราะว่าผู้อำนวยการเป็เพื่อนสนิทของพ่อเธอ
เมื่อถึงเวลาสอบในแต่ละเทอม ผู้อำนวยการจะนำข้อสอบมาให้หญิงสาวทำซึ่งเธอสามารถสอบผ่านได้ทุกวิชา เพียงแต่ไม่ต้องเข้าเรียนได้เป็กรณีพิเศษ
ขณะนี้เซร่าคิดว่าตัวเธอนั้นสามารถที่จะไปโรงเรียนได้แล้ว เธอจึงเอ่ยปากขออนุญาตพ่อกับแม่ของเธอไปโรงเรียน
เพราะั้แ่เธอย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสเธอรู้จักฮิเดกิเพียงคนเดียวเท่านั้น
“พ่อคิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกจะสามารถไปโรงเรียนได้นะ”
ท่านทูตเอ่ยปากออกมาอย่างลำบากใจเพราะเขารู้ว่าลูกสาวของเขาเบื่อกับการอยู่ที่สถานทูตเพียงลำพังโดยที่ไม่มีเพื่อนเล่น
แต่เขาไม่วางใจในโรคประจำตัวของเซร่า ทำให้เขาและภรรยาไม่อยากปล่อยให้เซร่าไปไหนมาไหนลำพังคนเดียว
“ แต่พ่อคะ…”
“อ้อนขออะไรพ่อเขาอีกล่ะ เซร่าจัง?”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในขณะที่เซร่ากำลังพูดอยู่กับพ่อของเธอ
“คุณแม่”
“เอ้า! เข้ามาสิจ๊ะ”
หญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็แม่ของเซร่านั้นหันไปบอกชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มซึ่งยืนถือของเต็มมือเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านหน้าประตูของสถานทูต ให้เดินเข้ามา
“ฮิเดกิ!”
เซร่าอุทานออกมาอย่างดีใจมากเมื่อเห็นหน้าของชายหนุ่มคนนั้น ชายหนุ่มส่งยิ้มให้กับเซร่าก่อนจะเอาของส่งให้กับแม่บ้านที่มารับของไป
“พ่อลูกคุยอะไรกับอยู่รึ?”
“เซร่าอยากจะไปโรงเรียนน่ะ”
ฮิเดกิตาโตหันไปมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่อยากเชื่อว่าเธอจะกล้าพูดกับพ่อของเธอ
“นะคะ แม่ให้หนูไปโรงเรียนเถอะนะคะ”
“เซร่าจ๊ะ แม่เข้าใจนะที่ลูกอยากไปโรงเรียนแต่ลูกก็ควรจะรู้ ว่าสุขภาพร่างกายของลูกอ่อนแอแค่ไหน คุณหมอก็บอกลูกแล้วนี่ว่าหากรักษาสุขภาพได้ดี ลูกจะสามารถอยู่ได้ถึง 2 ปีแต่นี่ลูกจะดื้อดึงไปโรงเรียน หากเกิดอะไรขึ้น คนที่เสียใจคือพ่อกับแม่นะจ๊ะ ลูกเข้าใจที่แม่พูดใช่มั้ย?”
แม่ของเซร่าอธิบายเหตุผลยืดยาวก่อนจะถามเซร่าในประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เซร่านิ่งอึ้งไปกับคำพูดของแม่เธอฮิเดกิมองเซร่าด้วยแววตาเห็นใจหญิงสาวนั้นยังจำคำพูดของหมอที่บอกเธอครั้งล่าสุดได้เสมอ
“หนูเซร่าจ๊ะ หัวใจของหนูไม่ค่อยแข็งแรงดังนั้นหนูอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นหมออยากให้หนูรักษาสุขภาพของให้ดีเพื่อให้หัวใจของหนูสามารถใช้งานได้นานเท่าที่จะนานได้นะ”
คำพูดของหมอดังขึ้นมาภายในหัวตอนแรกเซร่าก็เห็นด้วยกับคำพูดของหมอทำให้เธอต้องอยู่แต่ภายในรั้วของสถานทูตมาจนถึงปัจจุบันนี้
แต่ขณะนี้เธอกลับคิดว่าหากเธออยู่ไม่ถึง 2 ปีล่ะ แล้วเวลาที่เธอเหลืออยู่
เธอจะปล่อยให้มันผ่านไปแบบนี้หรือ? ดังนั้นเธอจึง...
“หนูเข้าใจที่คุณแม่พูดและเป็ห่วงค่ะ”
“แต่ว่า….”
เซร่ายังคงพูดไม่จบ ทำให้พ่อกับแม่ของเธอชะงักและมองเซร่าด้วยความแปลกใจ
“หากหนูมีชีวิตอยู่ไม่ถึงอย่างที่หมอบอกล่ะคะ? แล้วเวลาที่เหลืออยู่ของหนูล่ะคะ ? จะให้หนูนั่งรอความตายอย่างนั้นหรือคะ? ”
“ถ้าต้องเป็แบบนั้นหนูขอใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุขดีกว่าค่ะ”
เซร่าบอกพ่อกับแม่ของเธอเสียงเรียบๆแต่แววตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอแสดงออกถึงความจริงจังในคำพูดทุกคำที่พูดออกมา
บรรยากาศเงียบกริบได้ยินแต่เสียงลมหายใจของแต่ละคนที่พ่นออกมาทางจมูก
พ่อกับแม่ของหญิงสาวนิ่งอึ้งไปถนัดใจเพราะการที่จะห้ามไม่ให้เซร่าออกไปข้างนอกนั้น เป็การกระทำที่ไม่ถูกต้องก็จริง
แต่พวกเขาเป็ห่วงสุขภาพของเซร่ามากกว่าเหนือสิ่งอื่นใดทำให้พวกเขาต้องจำใจทำเช่นนั้น โดยยินยอมให้มีเพื่อนเล่นได้เพียงคนเดียวก็คือฮิเดกิ
แต่ทว่าวันนี้ หญิงสาวกำลังร้องขออิสรภาพที่จะออกจากกรงทองแห่งนี้พวกเขาจะทำเช่นไร ?
“แม่เข้าใจที่ลูกพูดนะแต่ว่าการที่ลูกจะออกไปข้างนอกนั้น มันเป็อันตรายต่อสุขภาพของลูกแล้วใครจะคอยดูแลลูก หากลูกเป็อะไรไปล่ะ?”
ถึงแม้เธอจะค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดของหญิงสาวแต่ความเป็ห่วงของแม่ที่มีต่อลูกมันมากเกินกว่าที่จะทำใจยอมรับได้
เซร่านิ่งเงียบไป เธอลืมคิดถึงข้อจำกัดไปเสียสนิท
จริงสิ ! หากเธอเกิดไปเป็ลมล้มพับไปข้างนอก ใครจะมาช่วยเธอ ?ใครจะพาเธอไปส่งโรงพยาบาลกันนะ ? ในเมื่อตัวเธอไม่รู้จักใครข้างนอกเลยแม้แต่คนเดียว
ท่านทูตและภรรยาสบตากัน และมองเซร่าอย่างเห็นใจปนสงสารที่ลูกสาวของพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในที่แห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้น
เพราะพวกเขามีงานรัดตัวทั้งคู่นานๆ ครั้งทั้งคู่ถึงจะพาเซร่าออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆของฝรั่งเศสได้ ซึ่งน้อยครั้งมากที่เธอจะได้ออกไปมองดูโลกด้านนอก
“เอ่อ..ผมจะคอยดูแลเซร่าเองครับ”
ฮิเดกิตัดสินใจพูดแทรกขึ้นมาท่ามกลางสามคนพ่อแม่ลูกคำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันมามองเขาทันที
“ผมจะเป็คนคอยดูแลสวัสดิภาพของเซร่าเองครับไม่ว่าจะเป็เวลาที่เธอไปโรงเรียนหรือภายในโรงเรียนผมก็จะคอยดูแลตลอดไม่ให้คลาดสายตาเลยครับเพราะฉะนั้นพวกคุณน้าไม่ต้องเป็ห่วงเลยครับ”
ฮิเดกิรับอาสาจะเป็คนคอยดูแลเซร่าเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเขาเข้าใจหญิงสาวดี
“นะคะ คุณพ่อ คุณแม่”
พ่อกับแม่ของเซร่ามองฮิเดกิสลับกับมองหน้ากันเองว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไรดี
พวกเขาทั้งคู่นั้นรู้จักกับฮิเดกิั้แ่เซร่าอายุ 10 ขวบ ทั้งคู่เป็เพื่อนเล่นและสนิทกันมาั้แ่เด็กทุกครั้งที่มีเื่อะไรฮิเดกิจะคอยปกป้องเซร่าเสมอนั่นทำให้พวกเขาอนุญาตให้ฮิเดกิเป็เพื่อนเล่นกับเซร่าได้
“ตกลง แม่จะยอมให้ลูกไปโรงเรียน”
“แต่มีข้อแม้นะ”
แม่ของเซร่าเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่เซร่าจะดีใจไปมากกว่านี้ทำให้เธอชะงักและหันมามองแม่ของเธอด้วยความสงสัย
“ถ้าหากว่าวันใดวันหนึ่งลูกสุขภาพแย่ลง เพราะการไปโรงเรียนหรือไปข้างนอกก็ตามแม่ขอสั่งห้ามไม่ให้ลูกออกจากสถานทูตนี้อีกเลยยกเว้นเวลาที่พ่อกับแม่จะพาลูกออกไปเท่านั้น และห้ามเรียกร้องขอออกไปข้างนอกอีกตกลงมั้ย เซร่า?”
เซร่าอึ้งไปถนัดใจเพราะเธอเองก็ไม่ค่อยมั่นใจในสุขภาพของเธอมากนักหากแต่การที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปโรงเรียนได้นั้น เป็อิสรภาพที่หอมหวานและยั่วยวนใจของเธอมากกว่าจะคิดถึงเื่อื่นใด
“ตกลงค่ะ! หากเป็เช่นนั้นหนูจะยอมอยู่แต่ในนี้ไปตลอดเลยค่ะท่านประธาน”
เซร่าทำมือตะเบ๊ะท่าทหารล้อเลียนแม่ของเธอซึ่งเป็ประธานสมาคมกลุ่นต่อต้านการทำลายธรรมชาติของประเทศฝรั่งเศส
“อย่ามาล้อเลียนแม่นะ”
แม่ของเซร่าแกล้งขู่เซร่าอย่างไม่จริงจังมากนักทำให้ทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถงหัวเราะออกมาเพราะขำขันกับท่าทางของเซร่าที่พยายามเลียนแบบให้เป็ทหาร
“งั้นเดี๋ยววันนี้เราออกไปทานข้าวเย็นพร้อมกันทั้งหมดดีมั้ย? เป็การทดสอบไปในตัว”
“ตกลงค่ะ !”