แคว้นจิ่นเป็ดินแดนที่รวบรวมคนจากหลากหลายเผ่ามาไว้รวมกันเมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อนถูกตระกูลจินที่มักใหญ่ใฝ่สูงเข้ายึดครองได้จึงทำให้ในบัดนี้ราชวงศ์จินจึงเป็ผู้ปกครองแคว้นนี้มาได้หนึ่งชั่วอายุคนมีจินเป่าเต๋อเป็ฮ่องเต้และมีลูกหลานมากมายและหนึ่งในนั้นก็มี
“จวิ้นอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีของวังหน้าส่งเสียงเรียกองค์ชายเก้าเสียงดังลั่นบุรุษผู้มีรูปโฉมสง่างามใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่แสดงสีหน้าใด เขาทำเพียงหันหลังกลับไปมองขันทีเฒ่าด้วยสายตาที่เรียบเฉยเมื่อขันทีสูงวัยรีบซอยเท้าถี่เข้ามาใกล้องค์ชายก็รีบแจ้งข้อความจากฮ่องเต้ทันที
“เรียนจวิ่นอ๋องฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้พระองค์เสด็จไปหาที่สวนบุปผาตำหนักหลวงพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อขันทีข้างกายฮ่องเต้กล่าวเสร็จ จินเหวินฟู่ ก็ออกเดินไปยังตำหนักหลวงที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลทันทีบุรุษวัยย่างยี่สิบหนาวผู้นี้เป็บุตรชายคนที่เก้าของฮ่องเต้แห่งแคว้นแม้ไม่เป็ที่โปรดปรานมากนักแต่ก็มีผลงานดีไม่เคยทำให้เสด็จพ่อผิดหวัง
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาถึงภาพที่ร่างสูงได้เห็นเป็สิ่งแรกก็คือสตรีนางหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีฟ้าอ่อนใบหน้าหมดจรดและริมฝีปากอิ่มนั้นทำให้เขาเผลอใจเต้นไปผิดจังหวะหนึ่ง
“เหวินฟู่” เสียงทุ้มทรงอำนาจของผู้เป็บิดาดังขึ้น สายตาชายสูงวัยนั้นมองตรงไปยังสตรีที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักตามสายตาของผู้เป็ลูกชาย
“คุณหนูสี่แห่งจวนแม่ทัพเป็อย่างไรบ้างถูกใจเ้าหรือไม่” อยู่ ๆฮ่องเต้ก็ทรงถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยและนั่นก็ทำให้องค์ชายเก้ามีท่าทีที่ไม่เป็ปกติสายตาของชายหนุ่มหลุบลงต่ำแม้จะพยายามซ่อนสีหน้าที่แดงระเรื่ออย่างสตรีอย่างไรก็ไม่รอดพ้นสายตาผู้เป็บิดา
“เหตุใดเสด็จพ่อถึงทรงถามเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะลูกไม่เคยรู้จักคุณหนูสี่แห่งจวนแม่ทัพมาก่อนจึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่าควรจะแสดงความคิดเห็นเช่นไร”คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้ฮ่องเต้ทรงพระสรวลเสียงดังแล้วนั่นก็เป็เหตุให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงรับรู้ว่าพระองค์เสด็จมาจึงทำให้คุณหนูสี่รีบส่งตะกร้าให้นางกำนัลแล้วรีบเดินตรงมาทันที
“ขอประทานอภัยเพคะ” เหว่ยอิงฮวาบุตรคนที่สี่ของแม่ทัพใหญ่ผู้มีผลงานมากมายรีบย่อกายลงทันทีเพื่อเห็นฮ่องเต้เสด็จมาที่สวนบุปผาตำหนักหลวงหญิงสาวติดตามบิดาของตนที่มาเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างเร่งด่วนด้วยความบังเอิญเดิมทีนางก็ไม่ได้อยากจะเข้าวังมาแต่บิดารบเร้าจึงขัดคำสั่งไม่ได้
สตรีโฉมสะคราญผู้มีรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรผิวขาวอมชมพูผมสีดำขลับใบหน้างดงามนั้นทำให้จวิ้นอ๋องจดจ้องนางด้วยความลืมตัวจนฮ่องเต้ที่ลอบสังเกตอาการบุตรชายได้แต่รู้สึกพึงพอใจ ‘เหตุใดเ้าเก้าถึงใจง่ายเช่นนี้ร้อยวันพันปีมิเคยเห็นว่าจะสนใจสตรีนางใดแต่กลับคุณหนูสี่ผู้นี้ที่มีกริยามารยาทงดงามอ่อนหวาน…จะว่าไปก็เหมาะสมยิ่งนักหากเรือจะล่มในหนอง อำนาจสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะยิ่งทำให้เหวินฟู่มีกำลังแข็งแกร่งขึ้น’ผู้อยู่เหนือแคว้นคิดในใจถึงแม้จะยังไม่มีหวงไท่จื่อผู้สืบทอดบัลลังอย่างชัดเจนก็ตามที
“คุณหนูสี่เ้ามีนามว่าอันใดจงบอกจวิ้นอ๋องเถิดเผื่อในกาลข้างหน้าอาจจะได้ไปมาหาสู่ที่จวนแม่ทัพบ่อยขึ้น”ฮ่องเต้กล่าวขึ้นอย่างแย้มยิ้มจนคนถูกพาดพิงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”จวิ้นอ๋องห้ามปรามบิดาของตน คำพูดที่เปิดเผยเช่นนี้ยิ่งทำให้บุรุษทำสิ่งใดมิถูก
“แสดงว่าเ้ายังมิรู้ว่าพ่อมีราชโองการให้เ้าไปเรียนกลศึกกับแม่ทัพเหว่ยที่จวนแม่ทัพ” ฮ่องเต้กล่าวขึ้นสีหน้าจริงจังอยู่หลายส่วนนั้นทำให้จวิ้นอ๋องรีบก้มหน้าลงทันที
“ลูกขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” จวิ้นอ๋องสีหน้าซีดเผือดถึงแม้ว่าเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้แต่ก็มิสู้องค์ชายสามที่เป็ที่โปรดปรานมากกว่ามิได้
ฮ่องเต้เห็นสีหน้าจวิ้นอ๋องไม่สู้ดีนักจึงได้แต่ยกมือขึ้นตบบ่าร่างสูงหนึ่งหนแล้วเอ่ยทิ้งท้ายไว้ว่า
“เ้าก็อยู่เป็เพื่อนคุณหนูสี่ก่อนเถิด สักพักท่านแม่ทัพก็คงจะตามมา” ฮ่องเต้พูดทิ้งท้ายแล้วก็เดินจากมา ทำให้ทั้งสองชายหญิงได้แต่ลนลานรีบถวายพรลา
อิงฮวาได้แต่ทำหน้าไม่ถูกจึงทำเพียงก้มหน้าลงนิ่งด้วยความเขินอายั้แ่เกิดมาแม้จะเคยยืนใกล้และพูดคุยกับบุรุษมาบ้างแต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็พี่น้องกันทั้งสิ้น
“เ้ามีนามว่าอันใดหรือ”จวิ้นอ๋องเป็ฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อนเพราะเห็นว่าหญิงสาวไม่ยอมเงยหน้าขึ้นและไม่สบตาคล้ายว่ากำลังเขินอาย‘สตรีโฉมสะคราญเช่นนางคงจะมีคุณชายหลายตระกูลหมายปอง’ ชายหนุ่มครุ่นคิดและจ้องมองร่างบางตาไม่กะพริบจนองครักษ์ประจำกายต้องเร้นกายหนีออกไปยืนเฝ้าที่หน้าศาลาที่อยู่ห่างออกไปราวห้าจั้งเพื่อเปิดโอกาสให้ท่านอ๋องมีเวลาส่วนพระองค์กับคุณหนูสี่
“หม่อมฉันมีนามว่า ‘อิงฮวา’เพคะ” หญิงสาวพูดเสียงเบาแต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาจวิ้นอ๋อง
“กลัวข้ากัดเ้าหรืออย่างไร”คำพูดที่ห้วนและดูเหมือนว่าจะแฝงความไม่พอใจนั้นทำให้อิงฮวารีบเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษแต่ก็เหมือนว่านางกำลังหลงกลเมื่อร่างสูงเดินไล่ต้อนเข้ามาใกล้จนหญิงสาวต้องรีบก้าวถอยหลังหนีเดิมทีมีนางกำนัลอยู่คอยปรนนิบัติแต่บัดนี้พวกนางเ่าั้ก็หายหน้าไปจนหมดแม้แต่องครักษ์ของจวิ้นอ๋องที่เคยยืนอยู่หน้าศาลาก็หายตัวไปด้วย
‘เหตุใดจวิ้นอ๋องถึงได้ทำท่าน่ากลัวถึงเพียงนี้’สตรีในห้องหอผู้ไม่เคยมีปากเสียงกับผู้ใดมาก่อน บัดนี้ถูกบีบครั้นให้ต้องแสดงตัวตนที่อยู่ภายใต้จิตใจที่แสนดีออกมา
“ท่านอ๋องมิพอใจหม่อมฉันหรือเพคะ”อิงฮวาก้าวถอยหลังด้วยความระมัดระวังแต่นางก็ต้องได้ใเพราะอยู่ๆ จวิ้นอ๋องก็เดินเข้ามาประชิดตัวนางแล้วรีบดึงสตรีผู้งดงามเข้ามาโอบกอด
“ระวัง!”สิ้นเสียงนั้นร่างบางก็ปะทะเข้ากับร่างแข็งแกร่งของบุรุษ มือชายโอบกอดร่างสาวแน่นราวกับว่าหวงแหนแต่กระนั้นก็ดูคล้ายว่ากำลังหลอกกินเต้าหู้นาง
“ว้าย!”อิงฮวารู้สึกตัวช้าได้แต่ร้องเสียงดังด้วยความใจนนางกำนัลที่ออกไปยืนรอนอกตำหนักหลวงตามคำสั่งของจวิ้นอ๋องต้องรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
ภาพจวิ้นอ๋องยืนกอดกับคุณหนูสี่ทำให้เหล่านางกำนัลใบหน้าร้อนด้วยความขวยเขินองครักษ์ที่คอยคุ้มกันองค์ชายเก้ารีบวิ่งตามเข้ามาทันที ทั้ง ๆ ที่เพิ่งออกไปยืนรอข้างนอกได้ไม่ถึงสามจิบชา
“เกิดเหตุอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เฟยเทียนรีบถามผู้เป็เ้านายแต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสัตว์ดุร้ายจึงรีบชักกระบี่ชี้ไปที่งูมีพิษตัวหนึ่งที่กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยหมายจะทำร้ายจวิ้นอ๋องและคุณหนูสี่องครักษ์หนุ่มรีบเอาตัวมาบังคนทั้งสองไว้อย่างปกป้อง
อิงฮวาหลับตาปี๋เมื่อั์ตาหงส์เหลือบไปเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของงูมีพิษนั้นนางก็เกิดอาการหวาดกลัวขึ้นทันที หัวใจเต้นแรงเืลมสูบฉีด น้อยนักที่จะมีผู้ใดรู้ว่าคุณหนูสี่ผู้นี้กลัวสัตว์มีพิษที่เรียกว่า‘งู’
มือหญิงสาวกำที่เสื้อของจวิ้นอ๋องแน่นจนชายหนุ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเขาจึงก้มหน้าลงมองสตรีในอ้อมกอด
“กลัวหรือ… เ้าไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”เพียงคำปลอบใจไม่กี่คำนั้นก็ทำให้อิงฮวารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ตอนเป็เด็กนางชอบถูกพี่ใหญ่แกล้งเป็ประจำโดยการจับลูกงูที่ไม่มีพิษมาโยนใส่นาง ความทรงจำที่ไม่ดีนั้นทำให้หญิงสาวฝังใจเพียงแค่ได้เห็นสิ่งที่คล้ายสัตว์พวกนั้นนางก็หวาดกลัวจนจับใจและอาการสะอึกก็จะติดตามมาเสมอ
“สะอึก!” เสียงสะอึกของอิงฮวาทำให้ทุกคนหันมามองหลังจากที่งูตัวนั้นถูกเหล่าขันทีจับออกไปปล่อยที่นอกวังหลวงอย่างไม่รู้ชะตากรรม
จวิ้นอ๋องคลายอ้อมกอดลงเพราะรู้ตัวว่าได้ทำการล่วงเกินคุณหนูสี่แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะยังไม่รู้ตัวนางยังคงกำชายเสื้อเขาแน่นจนมันยับยู่ยี่ไปเสียหมด
“คุณหนูสี่…”เสียงเรียกของบุรุษก็ยังไม่ทำให้อิงฮวาลืมตาที่หลับแน่นนั้น เมื่อนางไม่ได้สติร่างสูงจึงก้มหน้าลงไปใกล้คนที่กำลังกอดเขาแน่นพร้อมกับกระซิบคำที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน
“เ้าหลอกกินเต้าหู้ข้าอยู่ใช่หรือไม่” คำพูดที่คล้ายว่าป้ายสีคุณหนูสี่นั้นทำให้นางใจนลืมตาและรีบคลายชายเสื้อที่กำไว้แน่นทันที
“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินจวิ้นอ๋อง” อิงฮวารีบถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง พร้อมทั้งซ่อนใบหน้าแดงระเรื่อลงไม่ยอมสบตาบุรุษและการกระทำนี้ก็ทำให้ร่างสูงรู้สึกหงุดหงิดพระทัยเล็กน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุแต่ก่อนที่จะทันได้พูดสิ่งใดแม่ทัพเหว่ยก็เดินเข้ามาก่อน
“ถวายพระพรจวิ้นอ๋องพะย่ะค่ะ” เหว่ยจิ้นเค่อแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจิ่นรีบทำความเคารพองค์ชายเก้าทันที
เดิมทีเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพราะถูกฮ่องเต้สั่งห้ามไว้‘คุณหนูสี่เหมาะสมที่จะมาเป็พระชายาของจวิ้นอ๋อง ในกาลข้างหน้าหากทั้งสองรักกันอย่างที่ข้าหวังไว้ก็คงจะดีมิน้อย’ ฮ่องเต้พูดความในใจกับแม่ทัพเหว่ยผู้เป็สหายในวัยเด็กด้วยความเป็กันเอง
“พระองค์ทรงคิดดีแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะอิงฮวาแม้ภายนอกดูงดงามอ่อนหวานแต่นิสัยที่แท้จริงนั้นมิธรรมดานะพ่ะย่ะค่ะ” จิ้นเค่อบอกความจริงกับสหายที่มีศักดิ์เป็เ้าของแคว้นด้วยเพราะไม่อยากให้พระองค์คิดว่าบุตรีคนที่สี่นั้นเป็คนเรียบง่ายหรือหัวอ่อนเพราะแท้จริงแล้วนางมีนิสัยทะโมนและไม่ค่อยเป็กุลสตรีมากนักที่เห็นทั้งหมดในวันนี้ก็เพราะถูกเขาบังคับก็เท่านั้น
“ฮ่าๆ นี่เ้าเผาบุตรีของตัวเองให้ข้าฟังหรือ”ฮ่องเต้พูดขึ้นอย่างยิ้มๆ
“กระหม่อมกลัวว่าพระองค์จะทรงเสียพระทัยเอาได้ถ้าหากนางไม่ได้อ่อนหวานเรียบร้อยอย่างที่พระองค์ทรงคาดหวังพ่ะย่ะค่ะ” จิ้นเค่อพูดอย่างจริงจังเสียจนผู้เป็นายเหนือหัวต้องทรงพระสรวลเสียงดังลั่นอย่างไม่เก็บอาการ
“ข้ารู้ว่าอิงฮวานั้นก็มีนิสัยที่คล้ายเ้านั่นแหละจริงหรือไม่” ฮ่องเต้พูดเพียงเท่านั้นก็ตบบ่าสหายคนสนิทสองทีให้แม่ทัพใหญ่คลายความกังวลใจ
“ข้าคิดว่ามองคนไม่ผิด แม้อิงฮวาจะดูภายนอกเป็คนอ่อนหวานแต่ภายในไม่เรียบร้อยถึงแม้จะดูขัดแย้งกันแต่อย่างไรก็เหมาะสมกับเ้าเก้ามากที่สุดรายนั้นดูภายนอกเ็าแต่ภายในนั้นมิใช่คนเช่นนั้นหรอก”ฮ่องเต้ยิ้มอย่างมีเลศนัย