บทที่ 16 หยกคู่แห่งบุ๋นบู๊
จื่อซิ่น
สิบปีแล้ว จื่อซิ่นยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
เป็จื่อซิ่นที่ช่วยเช่อเอ๋อร์เอาไว้
เซวียอวี้เฉิงรู้สึกลำคอตีบตันจนพูดไม่ออก
ในปีนั้นเขารับหน้าที่ป้องกันทางตะวันตกเฉียงเหนือ กว่าจะถือดาบรีบกลับมายังฉางอัน ตระกูลเผยก็ไม่อยู่แล้ว
"ท่านแม่ทัพ?" หลี่เฉวียนไม่ได้อ่านจดหมาย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจิตสังหารบนร่างของแม่ทัพจึงจางหายไป แต่กลับมีความโศกเศร้าปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วแทน
เซวียอวี้เฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กดความรู้สึกทั้งหมดลงไป
ลมเหนือพัดกระโชกนอกกระโจม ทำให้มุมของกระโจมสั่นไหว
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เซวียอวี้เฉิงเงยหน้าขึ้นมา แล้วเอ่ยเสียงแหบพร่า
"เจอตัวเช่อเอ๋อร์แล้ว"
ไม่เพียงแค่เช่อเอ๋อร์เท่านั้น แต่ยังเจอตัวจื่อซิ่นด้วย
หลี่เฉวียนถึงกับอ้าปากค้าง
เขารีบเดินทางทั้งวันทั้งคืนมาที่นี่ด้วยความร้อนใจ พอมาถึงต่อหน้าท่านแม่ทัพก็ได้ข่าวว่าพบคุณชายน้อยแล้ว?
"คุณชายน้อยอยู่ที่ใดขอรับ? ข้าน้อยจะรีบไปนำตัวคุณชายน้อยกลับมาเดี๋ยวนี้!"
"ไม่ต้อง"
เซวียอวี้เฉิงโยนจดหมายลงในเตาถ่านที่อยู่ข้างเท้า
เปลวไฟลุกลามไปตามแผ่นกระดาษ เพียงชั่วพริบตาก็เผาจดหมายกลายเป็เถ้าถ่าน
สถานการณ์ในเมืองหลวงยังไม่ชัดเจน เปรียบดั่งถ้ำัและรังเสือ ยามนี้ไม่ควรให้เช่อเอ๋อร์กลับไป
ให้บุตรชายอยู่กับจื่อซิ่น เขารู้สึกวางใจกว่า
ที่ซ่อนของจื่อซินก็ไม่อาจเปิดเผยได้เช่นกัน
เซวียอวี้เฉิงให้หลี่เฉวียนยื่นหูเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบสั่งกำชับเบา ๆ
"เมื่อกลับถึงเมืองหลวงให้ทำตามที่ข้าบอก ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง"
…
สายลมบนเขาเฮยเฝ่ยพัดผ่าน ชุ่มชื้นเย็นสบาย ปะปนด้วยกลิ่นควันจากการปรุงอาหาร
เทศกาลหานสือ*[1]ใกล้จะมาถึงแล้ว
ในหมู่บ้านต่างวุ่นวายกับการนึ่งขนมและต้มโจ๊ก เตรียมอาหารเย็นไว้ล่วงหน้าสำหรับหลายวันข้างหน้า
ในครัว เสียงฟืนไฟลุกไหม้ดังเปรี๊ยะ ๆ ใต้เตา
อู่อิงเหนียงกับแม่เฒ่าชิวกำลังทำขนมบัวลอย
นำข้าวสารมาบดกับน้ำเป็น้ำแป้ง เทลงหม้อ ใส่น้ำมันลงไปสองสามช้อนพร้อมน้ำขี้เถ้าที่กรองแล้ว ต้มจนเป็แป้งข้นสีขาวดั่งหิมะ
ริมเตามีหัวน้อย ๆ โผล่ออกมาสองหัว ซูจือจือจูงมือเซวียเช่อยืนดูอยู่ข้าง ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ
ไอน้ำลอยฟุ้งขึ้นจากกระทะเหล็กใบใหญ่ แป้งในหม้อเหนียวจับตัวเป็ก้อน อู่อิงเหนียงถือตะหลิวขนาดเท่าจอบในมือทั้งสองข้าง คนและลากไปมาในหม้อ
ในที่สุดแป้งข้าวก็จับตัวกันเป็ก้อนข้าวขนาดเท่าหมอน
อู่อิงเหนียงล้างมือสะอาดแล้วฉวยโอกาสขณะที่ข้าวยังร้อน ๆ แบ่งออกมาเป็ก้อนเล็ก ๆ ห่อพุทราแดงแล้วชุบน้ำผึ้ง จากนั้นก็ป้อนเข้าปากของซูจือจือที่อ้าปากรอท่าอยู่แล้ว
"อร่อยจริง ๆ! ฝีมือท่านแม่นั้นเลิศที่สุด"
ซูจือจือกินจนตาหยีด้วยความพึงพอใจ
เซวียเช่อไม่กล้าอ้าปากรอเหมือนซูจือจือ แต่ก็ถูกป้อนข้าวเหนียวร้อน ๆ เข้าปากเช่นกัน
เขาค่อย ๆ เคี้ยวชิมรสอย่างช้า ๆ
ข้าวเหนียวนุ่มหนึบ ข้างในมีความกรุบกรอบหวานของพุทราแดง และความหอมหวานของน้ำผึ้งที่เคลือบอยู่ด้านนอก อร่อยจริง ๆ
"อ้า—" ซูจือจืออ้าปาก จ้องมองหม้อตาไม่กะพริบ อยากกินอีก
อู่อิงเหนียงเอานิ้วแตะที่หน้าผากบุตรสาวเบา ๆ แล้วป้อนให้อีกก้อน
"พอแล้ว ห้ามกินอีก เดี๋ยวกินข้าวเย็นไม่ลง พวกนี้เก็บไว้กินในเทศกาลหานสืออีกสองสามวันข้างหน้า"
แม่เฒ่าชิวถือตะกร้าใบเล็กพลางกล่าว
"พวกเ้าสองคน ถ้ามีเวลาว่างก็มาช่วยข้าเก็บผลไม้ป่าหน่อย ข้าจะทำน้ำเชื่อมให้พวกเ้ากิน"
"ว่าง ๆ ว่าง ๆ!" วันนี้ซูจือจือหยุด ไม่ต้องไปโรงเรียน จึงมีเวลาว่างไปเก็บผลไม้ป่าพอดี
แขนซ้ายของซูจือจือยังคงห้อยอยู่ที่หน้าอก เซวียเช่อรับตะกร้าใบเล็กจากมือของแม่เฒ่าชิวอย่างรู้หน้าที่
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะออกไป อู่อิงเหนียงยังคงนวดแป้งข้าวอยู่
ซูจือจือเดินหันหลังกลับมามองทุกสามก้าว จนในที่สุดเซวียเช่อก็ลากนางออกมาจากประตูครัวได้
ในพุ่มไม้บนเนินเขามีผลไม้สีแดงดั่งโลหิตเติบโตอยู่มากมาย กระจุกแน่นอยู่ด้วยกัน มีขนละเอียดปกคลุมอยู่้า รสชาติเปรี้ยวอมหวาน
มันสามารถเก็บกลับไปทำเป็แยมได้ แล้วราดบนขนมบัวลอยตอนรับประทาน
วิธีการรับประทานเช่นนี้ถือว่าฟุ่มเฟือยสำหรับครอบครัวสามัญชน แต่ซูจือจือชอบ แม่เฒ่าชิวก็ยินดีทำให้นาง
ขณะที่ซูจือจือกำลังเก็บผลไม้ป่า นางยังคงนึกถึงรสชาติของขนมบัวลอยพุทราแดงเมื่อครู่
"อาเช่อ เ้าเคยกินอะไรบ้างในเทศกาลหานสือไฟที่ฉางอัน"
เซวียเช่อสะพายตะกร้าใบเล็ก สายตามองหาผลไม้ป่าในพุ่มไม้เตี้ย
ร่างกายของเขาไม่แข็งแรง ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีความอยากอาหาร ในเทศกาลหานสือ อาหารที่ห้องครัวส่งมาให้เขาก็มีแต่โจ๊กถั่วและขนมพุทราเท่านั้น
ทางวังหลวงก็จะพระราชทานบะหมี่เย็นและข้าวสีครามมา แต่เขารับประทานได้เพียงสองคำก็ให้คนเก็บกลับไป
เซวียเช่อหวนนึกถึงความทรงจำเช่นนั้น ปากก็เผลอเล่าออกมาโดยธรรมชาติ
ซูจือจือสงสัยใคร่รู้ "ในวังยังพระราชทานอาหารอยู่หรือ แล้วในวังพระราชทานน้ำจิ้มเนื้อด้วยหรือไม่ ในน้ำจิ้มเนื้อจะมี..."
"ไม่มี"
เซวียเช่อรู้ว่าซูจือจือจะถามอะไร รีบตัดบทสนทนาทันที
ซูจือจือเด็ดผลเบอร์รี่สีแดงอมม่วงมาหนึ่งกำมือ
"อาเช่อ บิดาของเ้าต้องเป็แม่ทัพที่เก่งกาจมากแน่ ๆ ฝ่าาถึงได้นึกถึงและส่งอาหารมาให้ตระกูลของเ้าแม้ยามเสวยพระกระยาหารด้วย"
แม้เซวียเช่อจะมีโอกาสอยู่กับบิดาน้อยนัก แต่ภาพลักษณ์ของบิดาในใจเขายังคงสง่างามสูงส่งเสมอ เมื่อได้ยินซูจือจือชมบิดา ร่างที่ก้มอยู่ก็ยืดตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"บิดาข้าออกรบพร้อมท่านลุงใหญ่ั้แ่อายุสิบเอ็ดปี อายุสิบหกปีก็สร้างความดีความชอบในา อายุสิบเจ็ดปีก็มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วฉางอัน อายุสิบเก้าปีได้รับพระราชทานยศเป็แม่ทัพทหารม้า"
"ในสมัยนั้น ฉางอันมี 'หยกคู่แห่งบุ๋นบู๊' ซึ่งหยกฝ่ายบู๊ก็คือบิดาของข้านั่นเอง"
เซวียเช่อไม่เคยได้เห็นท่วงท่าอันองอาจผึ่งผายของบิดาในวัยสิบกว่าปีด้วยตาตนเอง แต่ได้ฟังผู้ดูแลจางเล่าให้ฟังหลายครั้ง
บิดาของเขา เซวียอวี้เฉิงและท่านลุงใหญ่ผู้ล่วงลับ เซวียอวี้จั๋ว เคยเป็คนหนุ่มที่มีพร์อันดับต้น ๆ ของฉางอัน
ซูจือจือกลับสนใจประเด็นอื่นมากกว่า
"หยกคู่แห่งบุ๋นบู๊ บิดาเ้าเป็ฝ่ายบู๊ แล้วใครเป็ฝ่ายบุ๋นเล่า"
คำถามนี้ เซวียเช่อไม่ทราบคำตอบ
เขาเคยรู้สึกสงสัยว่าผู้ใดกันที่สามารถมีชื่อเสียงเทียบเท่าบิดาของเขาได้
เมื่อปีที่แล้วเซวียอวี้เฉิงกลับมารายงานตัวที่เมืองหลวง นาน ๆ ครั้งจึงจะได้อยู่บ้านสักสองสามวัน เซวียเช่อจึงถือโอกาสถามเื่ราวของหยกคู่แห่งบุ๋นบู๊
เซวียอวี้เฉิงก้มหน้าลงอย่างหม่นหมอง กล่าวเพียงว่า "หลังจากจื่อซิ่นจากไป ฉางอันก็ไม่มีหยกคู่แห่งบุ๋นบู๊อีกเลย"
ท่านผู้ดูแลจางถอนหายใจ "ท่านแม่ทัพโปรดอย่าเศร้าโศกไปเลยขอรับ ผู้ที่จากไปก็จากไปแล้ว ตระกูลเผยก็ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว"
หลังจากนั้นทั้งสองก็เงียบลง
เซวียเช่อรู้สึกได้ถึงความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้ถามต่อ
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นก้อนเมฆ ส่องให้ผลเบอร์รี่ในมือของซูจือจือดูอวบอิ่มและใสกระจ่าง
เซวียเช่อรับผลไม้จากมือของซูจือจือแล้วใส่ลงในตะกร้าใบเล็ก "ข้ารู้เพียงว่าเขาแซ่เผย ชื่อรองจื่อซิ่น และไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว"
[1] เทศกาลหานสือ คือเทศกาลที่ชาวบ้านจะงดใช้ไฟในการหุงต้มอาหารเป็เวลาหลายวัน และจะรับประทานเฉพาะอาหารที่ทำเตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งเย็นชืดแล้วเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้รวมเข้ากับเทศกาลเช็งเม้ง