หลี่หม่าจือและผม เราทั้งคู่ต่างรู้สึกประหม่า เราจ้องมองไก่ตัวนั้นมันนอนนิ่งดูสงบ
ส่วนชายี้เีคงนอนไม่หลับ เพราะผมได้ยินเสียงลมหายใจหนักๆ ของเขาอยู่
แม้แต่คนที่กล้าหาญที่สุดก็ยากที่จะหลับลง เมื่อชีวิตกำลังถูกคุกคาม
เวลาผ่านไปไม่นาน ผมที่กำลังตกอยู่สภาวะตึงเครียด ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้ามาก แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะพักผ่อนเลย
และในที่สุด ไก่ตัวนั้นก็ขยับ
มันะโลงจากเตียง จากนั้นก็กระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง และะโไปรอบๆ
ผมรู้แล้วว่ามันกำลังรู้สึกถึงอันตราย
ความไวต่อความรู้สึกของสัตว์นั้นรุนแรงกว่ามนุษย์เราหลายเท่า
แต่ไม่นานไก่ก็เงียบลง มันนอนนิ่งอยู่กับพื้นหน้าหันไปทางประตูห้องนอนอย่างหวาดกลัว
ผมว่ามันกำลังมองอะไรบางอย่าง...
ยังไม่ขาดคำ ไก่ตัวนั้นก็เงยคอหันมามองที่เรา
ใจผมเต้นรัว สถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว! เป็ไปได้มั้ยว่ามันจะรู้แผนผมแล้ว?
ดวงตาของไก่ตัวนั้นดูซีดลง จากอะไรบางอย่าง
ผมรู้สึกว่าดวงตาของมัน เหมือนเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและดูถูก ไม่เหมือนกับดวงตาของไก่เลยสักนิด
ผมที่กำลังจ้องมองไก่อยู่เรื่อยๆ ด้วยความงุนงง พี่หลี่ก็ถามผมแปลกๆ "น้องจาง..นายตีพี่ทำไม?"
ผมตัวสั่นทันที เพราะผมไม่ได้ทำอะไรพี่หลี่เลย
และเมื่อเขาเห็นสีหน้าผมอย่างบนปกติ หลี่หม่าจือเริ่มประหลาดใจคิดว่าต้องมีใครอยู่ข้างหลังเราแน่ๆ
ในขณะที่เขากำลังหันกลับไปมอง ผมก็ส่งซิกส่ายหัว แล้วหยิบกระจกอันเล็กออกมาแล้วให้เขา
ชี้ไปข้างหลังผม และในกระจกก็เห็นเป็ร่างสูงอยู่ข้างหลังจริงๆ
ร่างนั้นมืดสนิททั้งตัวเหมือนเมฆดำ เห็นได้ชัดว่าเขาสวมชุดเกราะาสมัยโบราณ
และเห็นดวงตาคู่นั้นเป็สีแดงสด มันน่ากลัวมาก แล้วร่างนั้นก็หายไปจากกระจก
ดูเหมือนว่านี่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเครื่องลายครามนี้
ผมลุกขึ้นและเตรียมจะไล่ตามสิ่งนั้น แต่พี่หลี่รั้งตัวผมไว้ด้วยความกลัวพร้อมกับพูดเสียงสั่น
"น้องจาง ดูเ้าี้เีข้างล่างนั้นสิ"
"เกิดอะไรขึ้นกับเ้านั้น?" ผมก้มกลับไปมอง ทำให้ใจนพูดไม่ออก
เราเห็นชายี้เีกำลังคลานออกจากเตียง ใช้สองมือคว้าคอไก่ แล้วอ้าปากกัดกินมัน
ไก่ตัวนั้นเ็ปจนกระพือปีกดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
ปฏิกิริยาของมันทำให้ชายคนนั้นยิ่งรู้สึกชอบใจ
ผมเห็นเขากัดกินมันสดๆ และเขาก็ได้ฉีกหัวไก่ออกมา และกัดจนมีแต่ขนไก่เต็มปาก
หลี่หม่าจือช็อคกับสิ่งที่กำลังเกิด แต่เราไม่ได้หยุดเขาเพราะเรายังไม่รู้ว่าชายคนนี้ไปทำอะไรไว้ให้สิ่งนี้โกรธเคืองได้ยังไง
แล้วจู่ๆ เขาก็ทิ้งไก่ลงและเดินออกจากบ้านไป
ท่าทางของเขาแปลกมาก เขาเดินจิกเท้าและลำตัวโน้มไปข้างหน้าเหมือนตั๊กแตนตำข้าว เขาเดินเซไปมา แต่ยังไม่มีท่าทีจะล้มลง
ในขณะนี้ ตัวเขาเต็มไปด้วยเืไก่และเปลือยท่อนบน
ถ้ามีชาวบ้านสักคนไปเจอเขาสภาพนั้น คงหัวใจวายเกือบตายแน่นอน
หลี่หม่าจือกับผมเดินรีบลงจากหลังคา เดินตามชายี้เีอย่างระมัดระวัง
ระหว่างทางผมก็นึกถึงร่างสีดำที่เพิ่งเห็นในกระจก
เมื่อพิจารณาจากชุดเกราะของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าร่างนั้นจะเป็ทหารของกองทัพแปดธงแห่งราชวงศ์ชิง และเขาดูเป็คนระดับทั่วไป
คำถามก็คือ แจกันลายครามขวดนั้นจะเกี่ยวข้องกับนายพลของสมัยนั้นได้อย่างไง?
เรารู้อยู่แล้วว่าเครื่องลายครามทำมาจากพระราชวัง เป็ไปได้มั้ยว่ามันทำมาจากฟันและเล็บของนายพลบางคน แต่ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้นขึ้นมาด้วยละ? เหมือนว่าคนโบราณสนับสนุนการฝังศพเป็พิเศษ พวกเขาไม่้าทิ้งซากศพของผู้ตาย รวมถึงอีกฝ่ายที่เป็นายพลระดับสูงก็ด้วย
เพราะอย่างนี้ เราจึงตามชายี้เีไป จนเข้าถึงป่าต้นวิลโลว์*นอกหมู่บ้าน
ในความมืดมิด แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจเข้าถึงในป่าได้ มีหมอกหนาทึบอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยโคลนและบรรยากาศอันเลวร้าย
สิ่งที่ผมกังวลมากคือตอนนี้มันมืดเกินไป จะทำให้เราตามชายคนนั้นไม่ทัน
แต่ยังโชคดีที่เขานั้นเดินช้าเลยไม่คลาดสายตาจากเราไป
เราเริ่มสงสัยว่า เพราะอะไรทำไมเขาถึงเข้ามาในป่า และปีนต้นไม้พร้อมกับหักกิ่งไม้ไปหลายกิ่งแบบนั้น
สิ่งที่เขาทำอยู่มันหมายความว่ายังไง??
หลี่หม่าจือกับผมมองหน้ากันด้วยความสับสนทั้งคู่ ไม่สามารถตอบปัญหาของจุดประสงค์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้
หลังจากที่ชายี้เีหักกิ่งออกมาดูพอสมควร เขาก็ะโลงมาจากต้นไม้ รวบรวมกิ่งเป็มัดใหญ่ เขาสะพายไว้ข้างหลัง แล้ววิ่งไปข้างหน้าอย่างเร็วไว
ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่าเราถูกเจอตัวแล้ว เพราะขณะที่ชายี้เีวิ่งผ่านที่พวกผมซ่อนอยู่ และหันกลับมามองเราด้วยซ้ำ ดวงตาสีแดงคู่นั้นดูเหยียดหยาบดูถูกพวกเรามาก
แต่เรายังคงวิ่งตาม จนได้คิดถึงจุดประสงค์จริงๆ ของชายี้เี แล้วผมหันไปพูดกับพี่หลี่ว่า
"ผมว่าผมรู้แล้วเขากำลังทำอะไร!!"
"ทำอะไร?"
"ขอขมา"
"ทำพิธีสารภาพ???" หลี่หม่าจือถามอย่างใ
"ไม่รู้สิ ตามไปดูก่อน"
ถ้าชายคนนี้้าทำพิธีขอขมา หมายความว่าเขาต้องทำอะไรผิดอะไรไว้
และดูเหมือนว่าเครื่องลายครามนั้นกระทำอย่างไม่ได้ไร้เหตุผลกับชายคนนี้เลย
ทันใดนั้นผมก็ตระหนักได้ว่าสิ่งของนี้ไม่ได้เป็อันตราย ตราบใดที่ิญญาตนนี้มีหตุผล
เมื่อเขาแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้แล้ว ทุกอย่างจะคลี่คลายได้อย่างราบรื่นไปเอง
ในขณะที่ผมกำลังคิดเกี่ยวกับเื่นี้ ความกังวลของผมก็เริ่มหายไป
ส่วนชายี้เีก็วิ่งไปทุ่งนากว้าง เขาคุกเข่าลงกับพื้น แล้วดึงกิ่งไม้ออกมาฟาดหลังตัวเองสุดแรง
แต่ละกิ่งจะถูกฟาด 1 ครั้ง แล้วถูกโยนทิ้งลงพื้นไป
หลังจากดึงกิ่งมาฟาดตัวเองจนหมด เขาก็เริ่มขุดดินต่อ
การเครลื่อนไหวของเขารวดเร็วและหนักหน่วง
เขาร้องไห้เสียงดัง ทั้งๆ ที่มือยังขุดดินบนนาด้วยมือเปล่า ใช้เวลาไม่นานในการขุด แต่เล็บก็เต็มไปด้วยเืกับโคลน
ดูเหมือนว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ทุ่งนาแห่งนี้
ผมเดินก้าวไปหาชายี้เี คว้าผมของเขาขึ้น แล้วยัดหัวหอมเข้าปาก
หลังจากนั้น ชายี้เีชักดิ้นอย่างหนัก
ส่วนหลี่หม่าจือกับผม เราทั้งคู่ก็โตเป็ผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่สามารถจะไปด่าว่าชายคนนี้ได้
ในขณะที่เขากำลังเคี้ยวหัวหอมและกินมัน ความรุนแรงของเขาเริ่มคลายลง
จนกระทั่ง ชายี้เีได้ตื่นขึ้น
หลี่หม่าจือกับผมนั่งยอง อย่างหอบหืดและมองหน้าชายี้เี
ชายี้เีมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงแล้วมองมาที่เราสองคน เขาถ่มหัวหอมออกมา
"นี่...ผมมาทำอะไรที่นี่?"
ผมเยาะเย้ย "ฮ่าๆๆ ดูเหมือนนายยยังไม่อยากบอกเราอยู่สินะ!...งั้นก็ลืมเื่แจกันลายครามไปซ่ะพี่หลี่...เราสองคนอยู่เพื่อช่วยนายครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อนายยังไม่คิดจะพูดความจริงแบบนี้ ต่อให้เป็เทพพระเ้าก็มาช่วยนายไม่ได้หรอก" ผมพูดคุยทั้งพี่หลี่และชายี้เี
หลังจากผมพูดจบ ก็หันหลังเดินกลับออกไปทันที
แต่ชายี้เีรีบกระโจนเข้ามากอดขาผม แล้วขอร้อง "พี่จาง ผมบอกทุกอย่างที่ผมรู้แล้วจริงๆ นะ"
"ไร้สาระ!"...ผมเกือบจะสาปแช่งด้วยความโกรธ แต่พยายามใจเย็นถาม "นายเคยมาทำอะไรที่ทุ่งนาที่นี่? ..คิดให้ดี"
หลี่หม่าจือพูดเตือน "ที่นาที้เป็ของครอบครัวนายไม่ใช่หรอ? แปลว่านายต้องทำเื่เลวร้ายกับที่นี่ไว้แน่นอน"
ชายี้เีลังเลสักพัก แล้วจู่ๆ ก็ตบหัวตัวเอง "ผมรู้แล้ว ผมรู้แล้ว มันเป็เพราะกระดูกนั้น!"
"กระดูกอะไร??!"
ผมรู้ว่ากระดูกนั้นต้องเป็กุญแจสำคัญของปัญหาทั้งหมดนี่ และผมก็มองหน้าเข้าด้วยดวงตาที่ลุกเป็ไฟ
*ป่าต้นวิลโลว์ : [ต้นเเบล็กวิลโลว์อเมริกันเจริญเติบโตตามธรรมชาติในตอนกลางเเละตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เติบโตตามเเนวแม่น้ำมิสซิสซิปปี และข้างๆ ทะเลสาบ ต้นวิลโลว์ที่ดีที่สุด]