บทที่ 9 บุตรแห่ง์ประทาน (รีไรต์)
สิ้นคำกล่าวของเสี่ยวหยวนเป่า แม่เฒ่าทังพลันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งศีรษะ แม้จะเป็ยามกลางวันแสก ๆ กลับรู้สึกได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาอย่างประหลาด
นางถ่มน้ำลายพลางก่นด่า “ถุย ถุย ถุย! พูดจาอัปมงคล บนหัวเ้าสิที่มีผี เ้ามันก็แค่ยัยเด็กผี! หากยังกล้าพล่ามเหลวไหลอีก ข้าจะฉีกปากเ้าเสีย!”
ทว่านางก็ไม่กล้าด่าทอไปมากกว่านั้น พอด่าเสร็จก็รีบพาเหล่าสะใภ้และหลาน ๆ เดินหนีกลับไปอย่างลุกลี้ลุกลน อย่างไรเสีย นางต้องรักษาเงินมัดจำหนึ่งตำลึงนั้นไว้ให้จงได้
หลังจากแม่เฒ่าทังจากไป มีคนขี้สงสัยเอ่ยถามเสี่ยวหยวนเป่าว่า “มีผีจริง ๆ รึ”
เสี่ยวหยวนเป่าตอบด้วยท่าทางจริงจัง “จริงเ้าค่ะ มีผีขาดคุณธรรมตนหนึ่งเกาะอยู่!”
เหล่าชาวบ้านต่างพากันหัวเราะร่า
ตระกูลทังสายหลักนั้นทำเื่ขาดคุณธรรมมาโดยตลอดจริง ๆ ทว่าทุกคนล้วนคิดว่าเสี่ยวหยวนเป่าเพียงล้อเล่น จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ความสนใจของทุกคนกลับมาอยู่ที่หวังเทียนโกวที่ฟื้นคืนจากความตาย เด็กชายผู้นี้พูดน้อย หลังจากได้กินข้าวต้มไปหนึ่งชาม ดูท่าทางของเขาจะดีขึ้นมาก แม้จะอายุยังน้อย ทว่าแววตากลับแน่วแน่ เครื่องหน้าคมคาย บัดนี้ผ่านพ้นเคราะห์ใหญ่มาได้ ย่อมต้องมีวาสนาตามมาในภายหลังแน่นอน
ในยามนี้ ชาวบ้านต่างเข้าใจในความรู้สึกของผู้เฒ่าหวังและภรรยายิ่งนัก มีบุตรชายในยามแก่เฒ่าที่สง่างามเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่รักปานแก้วตาดวงใจ!
ผู้เฒ่าหวังและภรรยาเอ่ยขอบคุณเสี่ยวหยวนเป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไฉ่ซื่ออุ้มบุตรสาวไว้ในอ้อมกอด พลางเตรียมจะพาบุตรชายทั้งสามกลับไปจัดการงานที่ค้างไว้
เมื่อชาวบ้านสอบถาม จึงได้รู้ความว่าแม่ลูกกลุ่มนี้ถูกขับออกจากตระกูลทัง และต้องเร่งกลับไปปลูกกระท่อมหญ้าเพื่อสร้างที่ซุกหัวนอนใหม่ ซ้ำร้าย ยามนี้พวกเขายังมิได้กินมื้อเช้าเลยสักคำ
แม่เฒ่าหวังจึงรีบเอ่ยชวนไฉ่ซื่อและลูก ๆ ให้มาร่วมกินข้าวด้วยกัน เนื่องจากเดิมทีเตรียมจัดงานศพให้หวังเทียนโกว จึงมีการจ้างชาวบ้านมาช่วยงานมากมาย และมีการหุงหาอาหารหม้อใหญ่ไว้รับรองผู้คน
อาหารนับว่าไม่ได้แย่นัก มีทั้งอาหารแห้งและน้ำแกงเนื้อ
ไฉ่ซื่อยังมีท่าทีเกรงใจอยู่บ้าง
เสี่ยวหยวนเป่าลูบท้องน้อย ๆ ที่แบนราบของตนพลางเอ่ย “ท่านแม่ ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ ท่านตาเชิญพวกเรากินข้าว พวกเราก็กินเถิด วันหน้าค่อยหาโอกาสเชิญท่านตากลับเป็การตอบแทนเ้าค่ะ”
ท่าทางไม่ได้ขัดเขินเยี่ยงนั้น ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“ใช่ ๆ ๆ!” ผู้เฒ่าหวังรีบสนับสนุน
ต้าเป่าและน้อง ๆ ก็ไม่ได้คัดค้าน คำพูดของน้องสาวมักมีเหตุผลเสมอ
เื่น้องสาวหิวคือเื่ใหญ่ที่สุด!
ทุกคนจึงได้ร่วมกินมื้อเช้าที่บ้านผู้เฒ่าหวัง
เสี่ยวหยวนเป่าไม่ใช่เด็กกินยาก สิ่งใดก็น่าอร่อยไปเสียหมด ยัยหนูตัวน้อยกินวอโถวไปสองลูก น้ำแกงเนื้อชามใหญ่ ซ้ำยังแทะกระดูกเนื้ออีกชิ้นหนึ่ง
กินจนริมฝีปากมันวาวไปหมด
หลังจากกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ผู้เฒ่าหวังและแม่เฒ่าหวังก็บอกให้ชาวบ้านที่มาช่วยงานแยกย้ายกันกลับบ้านได้ ในเมื่อหวังเทียนโกวฟื้นแล้ว ย่อมไม่จำเป็ต้องทำพิธีฝังหรือจัดงานศพอีกต่อไป
จากนั้น สองตายายก็พาหวังเทียนโกวไปช่วยงานที่บ้านของเสี่ยวหยวนเป่า เพื่อช่วยสร้างกระท่อมหญ้า
ผู้เฒ่าหวังมีฝีมือทางด้านงานไม้ การจัดการไม้ซุงหรือไม้ไผ่นั้นนับว่าเชี่ยวชาญยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็ขื่อคา หน้าต่าง หรือประตู เขาสามารถทำได้รวดเร็วและประณีต
โต๊ะ ม้านั่ง หรือเตียงไม้ล้วนไม่ใช่ปัญหา
เขาเลือกทำแบบเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง เพียงแค่วันเดียวก็สามารถจัดเตรียมเครื่องเรือนที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตได้ครบครัน หากไม้ไม่พอ ผู้เฒ่าหวังก็สั่งคนให้ไปขนมาจากบ้านของตน
ส่วนแม่เฒ่าหวังเชี่ยวชาญการจักสาน ตลอดทั้งวันนางช่วยสานตะกร้าใส่ผ้า ตะกร้าสะพายหลัง และตะกร้าใส่ผักให้ไฉ่ซื่อหลายใบ พอนางเห็นว่าบ้านไฉ่ซื่อแม้แต่หม้อดี ๆ สักใบก็ยังไม่มีกินข้าว นางจึงกลับบ้านไปเอาหม้อ ชาม และตะเกียบที่เหลือใช้มามอบให้
ครอบครัวของไฉ่ซื่อจึงได้มีชามข้าวเป็ของตนเองเสียที
พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจจนหาที่สุดไม่ได้ ขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน เสี่ยวหยวนเป่าก็นั่งเล่นเป็เพื่อนหวังเทียนโกว
หวังเทียนโกวพูดน้อยนัก ส่วนใหญ่เป็เสี่ยวหยวนเป่าที่ชวนเขาคุย เขาเพียงแต่เหลือบมองหรือส่งเสียงตอบรับในลำคอเพียงคำเดียว ต่อมา เด็กน้อยทั้งสองก็เริ่มล้า จึงพากันล้มตัวลงนอนในกองหญ้าแห้งและหลับไปด้วยกัน
ภาพที่เห็นช่างดูอบอุ่นและทำให้ผู้ใหญ่เบาใจนัก
การที่ตระกูลหวังทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยงานบ้านเสี่ยวหยวนเป่าโดยไม่คิดค่าตอบแทนนั้น ประการแรกเป็เพราะเสี่ยวหยวนเป่าช่วยชีวิตบุตรชายของพวกเขา ประการที่สองคือพวกเขายังเกรงว่าบุตรชายที่เพิ่งฟื้นอาจมีอาการแทรกซ้อน การอยู่ใกล้ชิดเสี่ยวหยวนเป่าย่อมทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจมากกว่า
ผ่านไปหนึ่งวัน บ้านของเสี่ยวหยวนเป่าก็เริ่มเป็รูปเป็ร่าง
จากเดิมที่ตั้งใจจะทำเพียงกระท่อมหญ้าเรียบง่าย ทว่าด้วยแรงกายของผู้เฒ่าหวัง มันจึงกลายเป็กระท่อมที่มีหลังคา มีประตูและหน้าต่างมิดชิด ส่วนไม้นั้น ส่วนหนึ่งเป็ไม้ที่ต้าเป่าเคยลอบแอบตัดมาเก็บไว้ อีกส่วนหนึ่งเป็ไม้เก่าจากบ้านผู้เฒ่าหวัง
แม้ไม่ได้เน้นความงดงาม ทว่าเน้นการใช้งานเป็หลัก จึงสร้างได้รวดเร็วนัก รั้วไม้ไผ่รอบนอกถูกล้อมจนรอบ ซ้ำยังมีประตูรั้วเล็ก ๆ อีกด้วย ส่วนรายละเอียดเล็กน้อยอื่น ๆ ต้าเป่าและน้อง ๆ สามารถจัดการเองได้ ปัญหาใหญ่ล้วนถูกคลี่คลายหมดสิ้น
เมื่อบุตรชายฟื้นคืนชีพ สองตายายตระกูลหวังก็มีเรี่ยวแรงมหาศาล การได้ทำงานให้ผู้มีพระคุณนั้นพวกเขาล้วนยินดีอย่างที่สุด จนกระทั่งตะวันตกดิน ผู้เฒ่าหวังจึงพาเมียและลูกชายกลับบ้าน
ก่อนจากไป เขาแอบกระซิบถามเสี่ยวหยวนเป่าอีกครั้ง
“อาจารย์น้อย เทียนโกวบ้านข้า... เขาปลอดภัยดีแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่”
เสี่ยวหยวนเป่าหาวหวอด “ปลอดภัยดีเ้าค่ะ พี่เทียนโกวมีเก้าชีวิต ใช้ไปหนึ่งชีวิต ยังเหลืออีกแปดชีวิตนะเ้าคะ!”
ผู้เฒ่าหวังยังติดใจสงสัย “เทียนโกวบ้านข้า...เป็ผู้มีตบะบารมีเก้าชาติภพจริง ๆ หรือ”
“จริงเ้าค่ะ บนร่างเขามีแสงสีทองแห่งกุศลซ้อนกันอยู่เก้าชั้น ทว่ายามนี้เหลือเพียงแปดชั้นแล้ว”
ผู้เฒ่าหวังพลันนึกถึงอดีตที่พวกเขาสองสามีภรรยาไร้บุตรสืบสกุล ต้องไปอ้อนวอนขอบุตรที่อารามทุกปี ทำเช่นนี้มาสิบแปดปี จนกระทั่งเสี่ยงเซียมซีได้ใบดีที่สุด
จึงได้หวังเทียนโกวมาเป็ลูก
นี่เขาขอได้บุตรชายที่ไม่ธรรมดามาจริง ๆ หรือ
รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้คล้ายคลึงพวกเขานัก ดูเหมือนบุตรที่์ประทานมาให้เสียมากกว่า
พวกเขาสองคนเป็เพียงคนธรรมดา จะมีวาสนาได้บุตรที่ดีเช่นนี้ได้อย่างไร ชั่วครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าหวังก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็เื่ดีหรือร้าย รู้สึกกระสับกระส่ายในใจ
ผู้เฒ่าหวังถามต่อ “หากเทียนโกวมีวาสนาสูงส่งเพียงนั้น ทำไมจึงต้องมาพบเจอเคราะห์กรรมเช่นนี้เล่า”
เขาสื่อถึงเื่ที่บุตรชายจมน้ำตาย
ครานี้ เสี่ยวหยวนเป่าต้องยกมือน้อย ๆ ขึ้นเกาหัว “อาจจะเป็เพราะ...มีพรายน้ำหมายตาบุญกุศลบนร่างพี่ชาย และอยากจะลากเขาไปเป็ตัวตายตัวแทน แต่ก็ไม่ถูกนัก พี่ชายมีบุญกุศลคุ้มกาย ผีทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้ได้แต่เพียงยืนมองจนน้ำลายไหลเท่านั้น... อ่า ข้าก็ไม่รู้แล้วเ้าค่ะ...”
สมองน้อย ๆ เริ่มสับสนเสียแล้ว
ผู้เฒ่าหวังเห็นท่าทางงุนงงเยี่ยงนั้นก็คิดได้ว่า... เอาเถิด! ต่อให้นางเก่งกาจเพียงใดก็นับว่าเพิ่งสามขวบกว่า เขาคงจะคาดคั้นนางมากเกินไปแล้ว
…..
ผู้เฒ่าหวังและภรรยาพาบุตรชายกลับบ้าน
ยามโพล้เพล้ ระหว่างเดินบนถนนสายหลักเชื่อมระหว่างสองหมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีที่พวกเขาได้บุตรชายกลับคืนมา และบอกว่าวันหน้าต้องมีวาสนาใหญ่
ผู้เฒ่าหวังจึงถือโอกาสเอ่ยชมเสี่ยวหยวนเป่ายกใหญ่ บอกว่านางอายุเพียงน้อยนิดทว่าได้รับพร์จาก์ สามารถสื่อสาริญญาและช่วยชีวิตบุตรชายของเขาให้ฟื้นคืนมาได้
เพียงเท่านี้ ชื่อเสียงของเสี่ยวหยวนเป่าก็ขจรขจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลทังและหมู่บ้านตระกูลหวัง
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลทังนั้นเคยได้ยินชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหวังเล่ามาบ้าง ทว่าเวลานั้นก็ไม่ได้เห็นกับตาจึงไม่ค่อยเชื่อนัก
ยามนี้เมื่อได้ยินจากปากของผู้ประสบเหตุเอง ซ้ำยังมีหวังเทียนโกวตัวเป็ ๆ ยืนอยู่ตรงหน้า ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้อีก
วันนี้ หัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันมากที่สุดคือ หวังเทียนโกวผู้ฟื้นจากความตาย และเสี่ยวหยวนเป่าวัยสามขวบครึ่ง
หมู่บ้านตระกูลหวังนั้นตั้งอยู่ติดกับตีนเขา ในส่วนลึกของป่าทึบ มีดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องเขม็งมายังสามพ่อแม่ลูกตระกูลหวัง หรือจะพูดให้ถูกคือ จ้องมองไปที่หวังเทียนโกวไม่วางตา
ในดวงตาสีแดงคู่นั้นเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันที่ปิดไม่มิด ราวกับกำลังจ้องมองอาหารอันโอชะเลิศรส
ครู่ต่อมา มันก็ได้ยินชื่อของเสี่ยวหยวนเป่า ดวงตาสีแดงคู่นั้นพลันฉายแววเคียดแค้น!
นังหนูนั่นกล้ามาขวางเื่ดีของข้า!
ข้าไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!
มันจ้องมองหวังเทียนโกวที่เดินจากไปไกลด้วยความอาลัย ทว่าก็ไม่กล้าก้าวเข้าไปหา มันจึงหันหลัง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหมู่บ้านตระกูลทัง...
ไอ้หนุ่มนั่นมีบุญกุศลคุ้มกาย มันไม่อาจเข้าใกล้ได้โดยตรง แต่นังหนูตัวน้อยหมู่บ้านตระกูลทังนั่น หึ! ข้าจะทำให้นางได้รู้ซึ้งถึงฤทธิ์เดชของข้า!