สองสัปดาห์ผ่านไปนับั้แ่เสี่ยวหลงเปาก้าวเข้ามาในเมืองใหญ่แห่งนี้
เขาเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน หาที่หลับนอนใต้ชายคาร้านค้าที่ปิดแล้วยามค่ำคืน ขโมยผลไม้จากแผงลอยที่เ้าของเผลอบ้างเป็บางครั้ง หรือช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ แลกอาหารเมื่อมีโอกาส ผิวที่เคยขาวใสจากชีวิตในวัดเริ่มคล้ำแดดและมีรอยขีดข่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บางคืนเขาได้นอนในโรงเก็บฟืนที่เ้าของใจดีไม่ไล่ บางคืนต้องนอนกลางแจ้งท่ามกลางความหนาวเหน็บโดยมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็เครื่องกันหนาว บางวันได้กินข้าวอิ่มท้องจากงานที่รับจ้างทำ บางวันต้องอดมื้อกินมื้อโดยอาศัยผลไม้ป่าหรือเศษอาหารที่คนอื่นทิ้งไว้ ชีวิตที่ไม่แน่นอนเช่นนี้สอนให้เขาแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขาเรียนรู้กฎของถนนอย่างรวดเร็ว
ทุกวันที่ผ่านไปคือบทเรียนใหม่ที่ไม่มีใครสอน เขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการลองผิดลองถูก บางครั้งก็ต้องแลกด้วยความเ็ปหรือความอับอาย แต่ทุกบทเรียนเ่าั้ล้วนสะสมกลายเป็เกราะป้องกันตัวที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับร่างกายและจิตใจของเขากำลังปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่ที่โหดร้ายกว่าที่เคยรู้จัก
กฎข้อแรก อย่าไว้ใจใครง่ายๆ
กฎข้อสอง อย่าแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
กฎข้อสาม พื้นที่แต่ละแห่งในเมืองมีเ้าของ และการล่วงล้ำเขตแดนของคนอื่นมักจบลงด้วยปัญหาเสมอ
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เสี่ยวหลงเปากำลังมองหาโอกาสหาอาหารเช้าแถวตรอกหลังตลาดปลา เขาก็ได้เรียนรู้กฎข้อที่สามด้วยตัวเองอย่างเ็ป
ตรอกหลังตลาดปลาเต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลาผสมกลิ่นเน่าเหม็นของเศษขยะที่กองสุมอยู่ตามมุมต่างๆ เสี่ยวหลงเปาเดินสำรวจหาเศษปลาที่พอจะกินได้จากกองขยะเ่าั้ มือทั้งสองเปื้อนโคลนและคราบปลาโดยไม่สนใจความสกปรก เพราะรู้ดีว่าความหิวสำคัญกว่าความรังเกียจมากนัก
"เฮ้ย นั่นมันเขตของเรานะ"
เสียงหยาบกระด้างดังขึ้นจากด้านหลัง เสี่ยวหลงเปาหันกลับไปเห็นเด็กหนุ่มสามคนวัยไล่เลี่ยกับเขายืนขวางทางอยู่ คนที่พูดเป็เด็กร่างใหญ่ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอวอย่างไม่ปิดบัง
ทั้งสามคนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นไม่ต่างจากเขานัก แต่มีบางอย่างในท่วงท่าของพวกเขาที่บ่งบอกว่าคุ้นเคยกับความรุนแรงมาเป็อย่างดี รอยแผลเป็เล็กๆ ตามแขนและใบหน้าของแต่ละคนเป็เครื่องยืนยันว่าพวกเขาผ่านการต่อสู้บนถนนมาไม่น้อย เสี่ยวหลงเปารู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่เื่เล่นๆ
"ข้าไม่รู้ว่าที่นี่มีเ้าของ" เสี่ยวหลงเปาตอบอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ถอยห่างออกมาทีละก้าว
"ไม่รู้ก็ต้องจ่ายค่าโง่สิวะ" เด็กร่างใหญ่ยิ้มเยาะ พร้อมกับพยักหน้าให้พรรคพวกทั้งสองขยับเข้าล้อม "ทุกอย่างที่มึงหาได้แถวนี้ ต้องแบ่งให้พวกเรา ไม่งั้นก็อย่าคิดจะหากินในย่านนี้อีก"
เสี่ยวหลงเปากวาดสายตามองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สามต่อหนึ่ง พื้นที่ในตรอกแคบจำกัดทางหนี และคนหนึ่งในนั้นมีอาวุธ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาอยากเผชิญหน้าด้วยเลยสักนิด
เขาคำนวณระยะห่างระหว่างตัวเองกับทางออกของตรอกอย่างรวดเร็ว หากวิ่งหนีตอนนี้อาจจะรอดพ้นได้ แต่ก็เสี่ยงที่จะถูกจับทันในพื้นที่แคบเช่นนี้ ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านหัวในเวลาไม่กี่วินาที ก่อนที่ร่างกายจะตัดสินใจแทนสมองในที่สุด
"ข้าไม่มีอะไรจะให้พวกเ้าหรอก" เขาตอบตรงๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงว่าไม่มีสิ่งของใดติดตัว
"งั้นก็จ่ายด้วยอย่างอื่นแทนก็ได้"
เด็กร่างใหญ่พูดพลางดึงมีดสั้นออกจากเอว รอยยิ้มบนใบหน้าเผยความมุ่งร้ายอย่างชัดเจน พรรคพวกอีกสองคนขยับเข้าประชิดจากด้านข้าง เสี่ยวหลงเปารู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้น แต่คราวนี้ไม่ใช่ความกลัวแบบที่เคยรู้สึกตอนหนีจากร้านซาลาเปา
เป็ความรู้สึกอีกแบบหนึ่งที่เขาไม่คุ้นเคยนัก
มันเป็ความรู้สึกเยือกเย็นและนิ่งสงบอย่างประหลาด ราวกับส่วนหนึ่งในตัวเขาที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังตื่นขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ใช่ความกล้าหาญแบบที่นิทานเล่าขาน แต่เป็สัญชาตญาณดิบที่บอกให้เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อมีชีวิตรอด
ท่วงท่าัหลบเงาที่อาจารย์เคยสอนผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ร่างกายของเขาปรับท่าทางเตรียมพร้อมรับมือโดยไม่ต้องคิด เท้าทั้งสองข้างถ่างออกเล็กน้อยเพื่อการทรงตัวที่ดีขึ้น มือทั้งสองยกขึ้นระดับอก
เด็กร่างใหญ่พุ่งเข้าใส่ก่อนโดยไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงในท่าทางของเสี่ยวหลงเปา มีดสั้นแทงตรงเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ในความรู้สึกของเสี่ยวหลงเปากลับช้าลงอย่างประหลาด เขามองเห็นทุกรายละเอียดของการเคลื่อนไหวนั้นชัดเจน ไหล่ที่ยกขึ้นก่อนแทง มุมของใบมีดที่พุ่งเข้ามา ระยะห่างที่ต้องคำนวณเพื่อหลบให้พ้น ทุกอย่างที่อาจารย์เคยสอนผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกันในเสี้ยววินาทีนั้น
เสี่ยวหลงเปาหลบตัวไปด้านข้าง
จับข้อมือที่ถือมีด
บิดและกระแทกเข่าเข้าที่ท้อง
เด็กร่างใหญ่คำรามด้วยความเ็ป มีดหลุดจากมือกระเด็นตกพื้นดังกริ๊ง ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เสี่ยวหลงเปาก็ผลักร่างที่เสียหลักนั้นไปชนกับพรรคพวกอีกคนจนทั้งคู่ล้มกองกันบนพื้น
เสียงล้มดังโครมครามปนกับเสียงร้องด้วยความเ็ป ทั้งสองคนพยายามลุกขึ้นอย่างงุนงงสับสน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลาไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา เสี่ยวหลงเปายืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม หายใจแรงจากอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย
คนที่สามที่ยังยืนอยู่มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถอยหลังอย่างไม่กล้าเข้าใกล้
"แ-แกเป็ใคร..."
เสี่ยวหลงเปาไม่ตอบ เพียงยืนหายใจแรงๆ มองสามคนที่กำลังพยายามลุกขึ้นด้วยสายตาระแวดระวัง ทั้งตัวเขาเองก็ยังไม่อาจเชื่อได้เต็มร้อยว่าเพิ่งจัดการคนสามคนได้ในเวลาไม่กี่วินาที ท่วงท่าที่ฝึกซ้อมมานับพันครั้งกับอาจารย์บัดนี้ได้พิสูจน์ตัวมันเองในสถานการณ์จริงเป็ครั้งแรก
เด็กร่างใหญ่ลุกขึ้นยืนพร้อมสีหน้าโกรธแค้นปนใ กวาดตามองหามีดที่หล่นอยู่ แต่เสี่ยวหลงเปาก็ก้าวเท้าเข้าไปเหยียบมันไว้ก่อนใครจะทันหยิบได้
"พอกันทีเถอะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจข้างในจะยังเต้นรัวอยู่ไม่หยุด "ข้าไม่อยากมีเื่กับใคร"
สามคนนั้นแลกสายตากันครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถอยหนี วิ่งหายลับไปในตรอกอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมาอีก
เสี่ยวหลงเปายืนนิ่งอยู่คนเดียวในตรอกที่เงียบสงัดอีกครั้ง ก้มมองมือของตัวเองที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวิชาที่ฝึกมากับอาจารย์จะกลายเป็เครื่องมือเอาตัวรอดบนถนนได้ขนาดนี้
ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจตอนนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งของเขารู้สึกภูมิใจเล็กน้อยที่สามารถป้องกันตัวเองได้สำเร็จ แต่อีกส่วนหนึ่งกลับรู้สึกแปลกแยกกับตัวเองที่กำลังกลายเป็คนที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาได้อย่างเป็ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสัญชาตญาณดิบที่เคยถูกกดไว้ด้วยคำสอนของอาจารย์กำลังค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองออกมา
เขาหยิบมีดสั้นที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเหน็บมันไว้ที่เอวตัวเอง แม้ใจจะรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องพกอาวุธติดตัว แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็บอกเขาว่านี่คือสิ่งจำเป็ในโลกที่เพิ่งเผชิญ
ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป สายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ปลายตรอก มองการต่อสู้ที่เพิ่งจบลงมาั้แ่ต้นโดยไม่ได้เข้ามาแทรกแซง
เสี่ยวหลงเปาไม่ทันสังเกตว่ามีใครยืนอยู่ตรงนั้นมาั้แ่เมื่อไหร่ ราวกับเงานั้นแฝงตัวอยู่ในความมืดของปากตรอกมาโดยตลอดโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว ความคิดที่ว่ามีคนเฝ้าดูทุกความเคลื่อนไหวของตนอยู่โดยไม่รู้ตัวทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมคุณภาพดี ใบหน้าเรียบเฉยจับจ้องมองเสี่ยวหลงเปาด้วยสายตาที่ยากจะอ่านความหมาย
ชุดผ้าไหมสีเข้มที่สวมใส่นั้นตัดเย็บอย่างประณีต ต่างจากเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นของผู้คนทั่วไปที่เสี่ยวหลงเปาเคยเห็นในย่านนี้อย่างสิ้นเชิง แหวนทองที่สวมอยู่ที่นิ้วมือทั้งสองข้างเป็เครื่องยืนยันว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
เสี่ยวหลงเปารู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีที่สบตากับชายคนนั้น ไม่ใช่เพราะความรู้สึกอันตราย แต่เป็ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกประเมินอยู่เงียบๆ จากคนที่มีอำนาจบางอย่างในย่านนี้
สายตาของชายคนนั้นราวกับกำลังมองทะลุผ่านเสื้อผ้าขาดวิ่นและความสกปรกที่ปกคลุมตัวเขา เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งแม้แต่ตัวเสี่ยวหลงเปาเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร เป็สายตาแบบเดียวกับที่พ่อค้าผู้ชำนาญใช้ประเมินมูลค่าของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
ชายคนนั้นไม่พูดอะไร เพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งเสี่ยวหลงเปาไว้กับความสงสัยที่ผุดขึ้นมาในใจ