อาซ้อรองจางเห็นสือเจียงหย่วนอยู่ช่วยคังอิงทำงานในแปลงผัก เธอส่ายหน้าพลางคิดในใจ ‘เด็กสองคนนี้เป็นอะไรกันไปหมดนะ พวกเขาต่างก็พากันอยากปลูกผักกัน จะดีแค่ไหนถ้าได้ทำงานรับเงินเดือนแบบใครต่อใครเขาทำกัน แต่สองคนนี้กลับวิ่งมาทำการเกษตร ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย’
พอสือเจียงหย่วนมาถึงแปลงผัก เขาก็เห็นคังอิงกำลังมัดผมเป็นหางม้า บนหน้าผากของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
เวลานี้พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า แต่อากาศอันร้อนอบอ้าวของฤดูร้อนก็ยังคงไม่จางหาย ใบหน้าของคังอิงแดงก่ำเพราะถูกแสงแดดแผดเผา เธอสวมถุงมือยางที่สือเจียงหย่วนนำมาให้ และกำลังฝังกล้ามันเทศลงในหลุมทีละต้น
สือเจียงหย่วนเดินเข้ามาหยิบกล้ามันเทศขึ้นกำหนึ่งแล้วบอกว่า “ผมช่วยคุณปลูกเอง”
“คุณปลูกผักเป็นจริงๆ เหรอคะ?” คังอิงกล่าวติดตลก
“แน่นอนครับ ตอนเด็กๆ น้ารองผมชอบปลูกผัก ผมก็มักจะไปช่วยอยู่บ่อยๆ”
สือเจียงหย่วนพูดจบ ก็ลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว
คังอิงเห็นว่าท่าทางการทำงานของสือเจียงหย่วนดูชำนาญกว่าเธอเสียอีก ดูเหมือนเขาจะเคยทำเป็นประจำ คังอิงจึงไม่เกรงใจ
“เหลืออีกแค่สองแปลง อีกไม่นานก็คงเสร็จแล้วล่ะ” คังอิงบอก
“คุณปลูกแค่ต้นมันเทศอย่างเดียวเหรอ?” สือเจียงหย่วนเอ่ยถาม
“แปลงนี้ปลูกต้นมันเทศ ส่วนอีกสองแปลงปลูกผักบุ้ง ทั้งสองอย่างนี้ทนแล้ง แถมยังโตเร็วด้วย หลังจากนี้พวกเราก็จะมีใบมันเทศกับผักบุ้งกินตลอดเลยล่ะ ตรงนั้นฉันปลูกต้นกระเทียมไว้นิดหน่อยด้วย” คังอิงพูดพลางชี้ไปยังแปลงผักที่อยู่ไม่ไกล
สือเจียงหย่วนหัวเราะแล้วบอกว่า “คุณช่างวางแผนได้รอบคอบจริงๆ ผักบุ้งเอามาทำบะหมี่หรือใส่ก๋วยเตี๋ยวก็อร่อย น้ารองของผมมักจะทำอาหารพวกนี้ให้พวกเรากินประจำ”
สือเจียงหย่วนก้มหน้าก้มตาช่วยเธอปลูกผัก
หลังจากปลูกผักเสร็จ ทั้งสองก็มองดูผลงานของตัวเองด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
สือเจียงหย่วนยังอาสาหาบน้ำมารดต้นไม้ที่เพิ่งปลูกเสร็จ คังอิงเห็นว่าท่าทางการรดน้ำของเขาดูช่ำชองมาก เธอจึงเอ่ยถามขึ้น
“การรดน้ำต้นไม้มันมีเคล็ดลับด้วยเหรอ? ดูท่าทางของคุณ ทำไมถึงดูเหมือนกับชาวสวนแท้ๆ เลยล่ะ”
“แน่นอนสิครับ นี่เป็นต้นไม้ที่เพิ่งปลูก คุณต้องรดน้ำให้ถึงรากต้นไม้แบบนี้ ถึงจะทำให้ดินแน่น แล้วรากจะงอกง่าย”
สือเจียงหย่วนรดน้ำแปลงผักทั้งสามแปลงเสร็จเรียบร้อย แล้วก็หันมาบอกกับคังอิงว่า “หลังจากนี้คุณต้องมารดน้ำทุกวัน ไม่เหนื่อยแย่หรือไงครับ?”
“ถ้าฉันไม่มีเวลามารดน้ำ เดี๋ยวอาซ้อรองจางจะช่วยฉันรดเอง ฉันคุยกับเธอเรียบร้อยแล้ว ทุกเดือนฉันจะจ่ายเงินสิบหยวนให้พวกเขามาช่วยฉันรดน้ำต้นไม้ ถ้าฉันว่าง ฉันจะมารดน้ำเอง”
สือเจียงหย่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับคังอิงที่ต้องทุ่มเทให้กับธุรกิจ วิธีการนี้ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดี
แต่สิ่งที่สือเจียงหย่วนรู้สึกแปลกใจก็คือ คังอิงคิดวิธีการแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร? คนธรรมดาๆ คงคิดแบบนี้ไม่ออกหรอกกระมัง?
คังอิงจึงอธิบายให้เขาฟัง “ฉันจะบอกอะไรให้ วิธีการแบบนี้เรียกว่า ‘เกษตรกรรมแบบฝากเลี้ยง’ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศเราพัฒนาขึ้น ผู้คนต่างก็หาเงินได้มากขึ้น คนเมืองจำนวนมากอย่างพวกคุณจะเริ่มออกไปใช้ชีวิตในชนบท เพื่อเติมเต็มความฝันในการใช้ชีวิตในสวน
พวกเขาอยากปลูกผักกินเองแต่กลับไม่มีเวลาดูแล แต่พวกเขาก็ยังอยากลิ้มลองรสชาติของผักที่ปลูกเอง ดังนั้นจึงเกิดระบบเกษตรกรรมแบบฝากเลี้ยงขึ้นมาก็คือ ฝากผักเอาไว้กับชาวสวนในพื้นที่ จากนั้นให้ชาวสวนช่วยดูแลพวกมัน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย หรืออะไรก็ตาม ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ ชาวสวนก็จะส่งไปให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มลองรสชาติของผักและผลไม้ที่ตนเองปลูกขึ้นมาเอง”
“ฮ่าๆๆ นี่มันเป็นวิธีของคนขี้เกียจชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?” สือเจียงหย่วนส่ายหน้า รู้สึกว่ามันดูไร้เหตุผลเอาใช้ได้
คังอิงหัวเราะออกมา เธอเข้าใจความรู้สึกของสือเจียงหย่วน จากมุมมองของคนในยุคสมัยนี้ เกษตรกรรมแบบฝากเลี้ยงคงดูเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดีนั่นล่ะ
อยากจะทำนาทำไร่ทั้งที แต่กลับไม่ยอมลงมือทำด้วยตนเอง สำหรับเกษตรกรตัวจริงคงมองว่ามันไม่ใช่ของจริง
แต่สำหรับคนเมือง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
จะให้พวกเขาที่เอาแต่อยู่ในห้องแอร์ นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนพุงพลุ้ยมาทำงานหนักในแปลงผักตลอดทั้งปี มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เหนื่อยตายพอดี!
อันที่จริงสิ่งที่ดีที่สุดก็คือ เกษตรกรรมแบบฝากเลี้ยงช่วยแก้ปัญหาเรื่องรายได้ของชาวสวนในแถบชานเมืองได้ด้วย
“อ้อ ใช่แล้ว ผมมีข่าวดีจะบอกคุณ”
โดยปกติแล้ว หากสือเจียงหย่วนบอกว่ามีข่าวดีล่ะก็ นั่นหมายถึงข่าวดีจริงๆ คังอิงเข้าใจนิสัยของเขาเป็นอย่างดี เขาเป็นคนที่ทำอะไรตรงไปตรงมา เธอจึงเอ่ยถามว่ามีข่าวดีอะไร
“แผนปรับโครงสร้างห้างสรรพสินค้ามิตรภาพได้รับการอนุมัติแล้ว เพราะในแผนการที่คุณเสนอมีแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ พอประกาศออกไป พนักงานของห้างสรรพสินค้าพากันให้ผ่านอย่างรวดเร็ว
บางทีอาจเป็นเพราะแผนการก่อนหน้านี้สุดโต่งเกินไป ในใจบางคนจึงไม่อาจคิดให้ตกได้ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาก็เริ่มชั่งน้ำหนักกันเรียบร้อยแล้ว พอคุณเสนอแผนการนี้ พนักงานห้างสรรพสินค้ามิตรภาพลองชั่งน้ำหนักดูพบว่าแผนการนี้เป็นประโยชน์กับพวกเขา เลยยอมลดธงเงียบเสียงกลอง [1] ยอมรับแผนการนี้อย่างไม่มีสะดุด” สือเจียงหย่วนพูด
คังอิงไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด เธอรู้ตั้งแต่วันที่ได้เห็นผู้อำนวยการหลี่ประชุม แผนการที่เธอเสนอค่อนข้างมั่นใจว่าจะทำให้พนักงานยอมรับได้ง่ายกว่า
พูดง่ายๆ แผนการนี้ก็คือ ‘คนเก่าก็ใช้วิธีการแบบเก่า คนใหม่ก็ใช้วิธีการแบบใหม่’ ซึ่งมันช่วยแก้ไขความขัดแย้งระหว่างการเปลี่ยนแปลงของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานต่างๆ มากมาย แผนการนี้ถือได้ว่ารวบรวมภูมิปัญญาในการแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงเอาไว้
ที่เรียกว่า ‘คนเก่าก็ใช้วิธีการแบบเก่า คนใหม่ก็ใช้วิธีการแบบใหม่’ นั่นก็คือ
กำหนดวันเส้นตายเอาไว้ พนักงานทั้งหมดที่เข้ามาทำงานในหน่วยงานนี้ก่อนวันดังกล่าวจะยังคงสถานะเดิม คือยังคงเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขายังคงได้รับสวัสดิการการเกษียณตามสถานะพนักงานของรัฐวิสาหกิจ
‘คนใหม่ก็ใช้วิธีการแบบใหม่’ นั่นก็คือ คนที่เข้ามาทำงานหลังจากวันเส้นตายนี้ จะใช้วิธีการพิจารณาเรื่องสวัสดิการใหม่ อาจจะเซ็นสัญญาจ้างงาน หรือใช้วิธีการอื่นในการจัดสรรสวัสดิการ
กล่าวโดยสรุปก็คือพนักงานเก่าจะได้รับสวัสดิการและตำแหน่งงานเหมือนเดิม นั่นทำให้พนักงานเก่ารู้สึกอุ่นใจ
ดังนั้นเรื่องของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพจึงผ่านไปได้ด้วยดี โดยที่พนักงานเก่าก็ไม่ได้ถูกไล่ออก
เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญหลังจากนี้ก็คือการปรับตัวให้เข้ากับวิธีการและกลไกการทำงานแบบใหม่ นี่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ทั้งสำหรับคังอิงและพวกเขา
แน่นอนว่าหากคังอิงไม่ได้เสนอแผนการนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดสรรงานใหม่ให้กับพนักงานเหล่านี้ ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่ง แต่มันจะต้องถูกต่อต้านจากพนักงานอย่างแน่นอน
ตอนนี้เรียกได้ว่า คังอิงได้แบกรับ ‘ภาระ’ นี้ไว้ด้วยตนเองแล้ว
คังอิงดีใจมาก ในที่สุดก็เริ่มต้นการตกแต่งร้านได้แล้ว
สือเจียงหย่วนบอกว่า “ทางอำเภอออกเอกสารมาแล้ว พรุ่งนี้พวกเราไปเซ็นสัญญากับผู้อำนวยการหลี่ได้เลย”
“แย่แล้ว เงินกู้สี่แสนหยวนยังไม่อนุมัติเลย ตอนนี้ฉันมีแค่เงินสองแสนหยวนของคุณ จะทำอย่างไรดีล่ะ?” จู่ๆ คังอิงก็คิดถึงปัญหาที่ยากจะจัดการนี้ขึ้นมา
เธอรู้ว่าถึงจะรีบร้อนก่อนหน้านี้ไปก็เท่านั้น การอนุมัติเงินกู้จากธนาคารต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเธอยังคิดว่าเรื่องการปฏิรูปห้างคงไม่ผ่านการอนุมัติเร็วขนาดนี้
คิดไม่ถึงว่าแผนการจัดสรรบุคลากรที่เธอเสนอไปจะได้รับการยอมรับทำให้เรื่องราวต่างๆ คืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างราบรื่น แต่กลับกัน เงินทุนของเธอยังไม่เพียงพอ
“ไม่ต้องกังวลครับ เดี๋ยวผมไปเร่งให้เอง นี่เป็นเงินทุนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ผมเชื่อว่าทางธนาคารจะเข้าใจ”
ทันทีที่สือเจียงหย่วนพูดจบ คังอิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เชิงอรรถ
[1] ยอมลดธงเงียบเสียงกลอง หมายถึง หยุดวิพากษ์วิจารณ์เพื่อโจมตี