โม่อวี้เฉินรู้สึกว่าพระชายาของเขาผู้นี้มีสติปัญญาที่น่าเป็นห่วงนักแต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือสถานการณ์ของกู้จิ่งเซวียนเสียมากกว่า ทว่าในยามนี้เขาไม่ใคร่อยากจะสนทนากับกู้ชิงเฉิงเสียแล้ว
เรื่องที่ชนเผ่าเร่ร่อนจะบุกโจมตีนั้นนอกจากกู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินแล้ว ยังมีกู้ตงหลิงที่ล่วงรู้เรื่องนี้ส่วนผู้อื่นนั้นไม่มีผู้ใดทราบข่าวเลยแม้แต่น้อยดังนั้นด่านเจียงติ้งจึงยังคงสงบสุขเช่นเคย
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วกู้ตงหลิงไม่อยากจะจากไป ทว่าแผนการกลับล้มเหลวอีกครา ทำให้นางมืดแปดด้านและหาทางออกไม่ได้ นางจำต้องคิดหาหนทางอื่นในระหว่างทางกลับเมืองหลวงเสียแล้ว
นางจะไม่หนีอีกต่อไปเพียงแค่จัดการสองแม่ลูกกู้ชิงเฉิงให้สิ้น ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้านนางได้อีกแม้กระทั่งองค์รัชทายาทก็ไม่อาจทำได้
ไป๋เทาอาลัยอาวรณ์กู้ตงหลิงเป็นหนักหนาถึงกับเดินไปส่งนางออกจากด่านเจียงติ้ง และยังตามไปส่งอีกนับสิบลี้
แม้กู้ตงหลิงจะอยู่ในฐานะผู้ต้องหาทว่านางก็ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี มีรถม้าส่วนตัวคันหนึ่งและไม่ได้ถูกมัดมือเท้า ทว่ามีองครักษ์หลายนายเฝ้าติดตามอยู่เคียงข้างเพื่อป้องกันไม่ให้นางคิดแผนการอันใดได้อีก
“ท่านแม่ พวกเรา…จะไปตำหนักองค์รัชทายาทหรือขอรับ?” ภายในรถม้ากู้จิ่งเซวียนเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา
โม่อวี้เฉินที่แสร้งทำเป็นหลับตาลงเล็กน้อยแย้มรอยยิ้มออกมา
ทว่ากู้ชิงเฉิงโบกมือปฏิเสธ“เมื่อไปถึงเมืองหลวง พวกเราจะไปที่สำนักสุ่ยเยว่”
“เพราะเหตุใดกันขอรับ?” กู้จิ่งเซวียนไม่พอใจนักเขาไม่อยากไปสำนักสุ่ยเยว่ เมื่อไปถึงที่นั่นก็ต้องร่ำเรียนอีกด้วยอุปนิสัยเช่นเขา จะเหมาะกับการเรียนหนังสือ เขียนพู่กันหรือท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์ได้อย่างไรกัน
“เช่นนั้น เจ้าจะไปที่ใดกัน?” กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนท่าทางปกติ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้กู้จิ่งเซวียนไม่กล้าเอ่ยคำใดต่อ
เด็กน้อยจึงได้แต่พึมพำเสียงเบา“สำนักสุ่ยเยว่ก็สำนักสุ่ยเยว่ขอรับ...”
แม้เขาจะไม่อยากไปแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ การตัดสินใจของท่านแม่ของเขาไม่มีผู้ใดอาจขัดขวางได้ แม้แต่กู้จิ่งเซวียนก็ไม่อาจทำได้
“คาดไม่ถึงว่าตอนนี้เจ้าจะยังสนใจภาพเขียนอีก” โม่อวี้เฉินเลิกแสร้งหลับตาลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสำนักสุ่ยเยว่ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
สำนักสุ่ยเยว่คือสถานที่ในฝันของเหล่าบัณฑิตและนักกวีทั้งหลาย
ทุกปีจะมีการจัดการแข่งขันขึ้นครั้งหนึ่งโดยจะมีการคัดเลือกผู้ชนะเลิศในด้านการดีดพิณ หมากกระดาน การเขียนพู่กัน วาดภาพและบทกวี โดยผู้ที่คว้าชัยชนะจะได้รับภาพเขียนชื่อดังภายในสำนักสุ่ยเยว่ไป
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาการแข่งขันทุกครั้งล้วนมีผู้คนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม
“องค์รัชทายาททรงหมายความว่าผู้หญิงหยาบคายเช่นหม่อมฉันไม่ควรไปสำนักสุ่ยเยว่กระนั้นหรือเพคะ?” กู้ชิงเฉิงตีความเอาเองจากถ้อยคำของเขา
ในสายตาของโม่อวี้เฉินกู้ชิงเฉิงนั้นดูหยาบคาย ไม่สมดังสตรีอยู่บ้าง นางฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กไม่ได้อ่อนหวานเหมือนหญิงสาวทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ออกจะคล้ายบุรุษเสียมากกว่า
ทว่าเมื่อนางตกหลุมรักโม่อวี้เฉินนางก็เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสิ้นเชิงเพื่อเขา ในครานั้น นางเคยกล่าวว่าเพื่อองค์รัชทายาทแล้ว นางจะไม่จับศาสตราวุธอีกต่อไปน่าเสียดายที่นางผิดคำพูดเสียแล้ว
อันที่จริงกู้ชิงเฉิงก็ไม่พอใจอย่างยิ่งกับเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมสาบานเช่นนี้ตอนนี้เจ้าของร่างเดิมคงกำลังจิบชาอยู่ในยมโลกแต่ผลกรรมจากการสาบานกลับตกมาอยู่กับกู้ชิงเฉิงเสียทั้งหมดช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
“ไม่ใช่เช่นนั้น” โม่อวี้เฉินกระแอมเบาๆ “ข้าแค่รู้สึกว่าด้วยอุปนิสัยของพระชายานั้นเหมาะสมกับสำนักสุ่ยเยว่ที่สุดแล้ว” นี่เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง
กู้จิ่งเซวียนแลบลิ้นออกมา“ท่านพ่อในอนาคต ท่านยังไม่เข้าใจท่านแม่ของข้าดีพอที่จริงแล้วท่านแม่ของข้าเหมาะสมกับสวนหรูอี้ที่สุดต่างหาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้กู้ชิงเฉิงหน้าดำทะมึน ชื่อของสำนักหรูอี้หากเหล่าชาวยุทธ์ล้วนได้ยินชื่อเสียงแล้วต้องเปลี่ยนสีหน้าแม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสวนหรูอี้ แต่หยวนจิ่วก็ยังคงอยู่เฝ้าอยู่เช่นเคยและยังคงทำให้ผู้คนหวาดกลัวอยู่ดี
การที่กล่าวว่าเหมาะสมกับสวนหรูอี้ก็แสดงว่ามีวิชาปรุงยาพิษที่เลิศล้ำย่อมจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวเช่นกัน
โม่อวี้เฉินพยักหน้า
ในขณะนั้นรถม้าคันหลังก็หยุดลง เพราะกู้ตงหลิงบอกว่านางปวดท้องและต้องการปลดทุกข์เนื่องจากไม่มีสาวใช้ จึงทำได้เพียงให้องครักษ์สองคนเฝ้าระวังนางอยู่ห่างๆ
งานแบบนี้กู้ชิงเฉิงย่อมไม่ประสงค์จะทำเป็นแน่
ไม่คาดคิดว่าองครักษ์ทั้งสองกลับทำคนหายไปเสียเฉยๆ
“สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักอยู่นิ่งเสียจริง” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงเอ่ยพลางกัดฟันด้วยความขัดเคือง
หรือเพราะว่านางคือนางเอกของเรื่องนี้อย่างนั้นหรือถึงรอดพ้นจากการหลบหนีครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าสถานการณ์จะอันตรายเพียงใดก็ล้วนกลับร้ายกลายเป็นดีได้ทุกครา
เมื่อคิดเช่นนั้นกู้ชิงเฉิงก็ยิ่งร้อนรน ด้วยรัศมีนางเอกที่กู้ตงหลิงครอบครองอยู่ นางจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้อย่างไร? นางรู้สึกไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่งจึงกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ฉากนี้โม่อวี้เฉินมองเห็นอย่างชัดเจน เขาจึงขมวดคิ้วแน่นและจับจ้องมองกู้ชิงเฉิงอย่างลึกซึ้ง แม้นางจะเป็นพระชายาของเขาแต่กลับแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง บางคราเขายังสงสัยว่าตนเองจำคนผิดไปหรือไม่
ทว่าเขาเองก็ยืนยันหลายครั้งแล้วนางคือพระชายาของเขา พระชายาที่ตั้งครรภ์แล้วหายสาบสูญไปในกองเพลิงเมื่อครั้งก่อน
ส่วนนางรอดชีวิตจากเปลวเพลิงครั้งใหญ่นั้นได้อย่างไรเขาก็อยากรู้เช่นกัน ทว่าเขาก็พอจะนึกภาพออกว่ามันต้องเจ็บปวดและโหดร้ายเพียงใด
สตรีอ่อนแอผู้หนึ่งจะสามารถยืนหยัดมาจนถึงวันนี้สร้างอันหยวนถังขึ้นมา ยึดครองสวนหรูอี้และมีผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์มากมายได้อย่างไร?
ยิ่งเขารู้จักกู้ชิงเฉิงมากเท่าไรความสนใจต่อตัวนางและความสงสัยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โม่อวี้เฉินส่งคนออกค้นหาทั่วบริเวณภูเขาไม่เว้นแม้แต่ทุกซอกทุกมุม จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ก็ยังไม่พบกู้ตงหลิงทำให้ทุกคนรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
“นางไม่ต้องการไปคุกหลวงต้าหลี่ซื่อ” กู้ชิงเฉิงวิเคราะห์อย่างใจเย็น“บริเวณนี้ไม่มีคนตระกูลไป๋ใช่หรือไม่”
ตามความทรงจำของนางนั้นไม่มีที่นี่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชายแดนแล้ว ย่อมไม่มีคนตระกูลไป๋
“มี” โม่อวี้เฉินตอบอย่างจนใจ จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าคนตระกูลไป๋มีมากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักนี่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่สะดวกสบายให้กู้ตงหลิงหลบหนี
กู้ชิงเฉิงกลอกตาไปมาพลันนึกขึ้นได้ว่าคุณชายห้าแห่งตระกูลไป๋เป็นพ่อค้า และมีกิจการอยู่ทั่วหล้านับว่าเป็นอัจฉริยะด้านการค้าคนหนึ่งทีเดียว
เพียงแต่ในตอนนี้ยังไม่รุ่งโรจน์เท่าใดนักเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแม่ทัพที่ทำศึกหันมาทำธุรกิจย่อมสามารถจินตนาการได้ว่าในช่วงแรกคงไม่ราบรื่นนัก
“เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะเพคะ” กู้ชิงเฉิงกล่าวอย่างไม่ลังเล“ไปที่จวนตระกูลไป๋ แล้วพาตัวนางกลับมา”
แท้จริงแล้วกู้ชิงเฉิงต้องเรียกคุณชายห้าแห่งตระกูลไป๋ว่าท่านลุงเพียงแต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเรียกได้อย่างอิสระ เพราะหากเรียกไปก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองคือกู้ชิงเฉิง
แม้โม่อวี้เฉินจะเชื่อมั่นในตัวนางและกู้จิ่งเซวียนมานานแล้วแต่นางเองก็ไม่ต้องการยอมรับ
โม่อวี้เฉินจึงเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางทันทีหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การเดินทางกลับเมืองหลวงก็จะยากลำบาก
“อันที่จริงท่านจากเมืองหลวงมานานเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อตำแหน่งองค์รัชทายาทของท่านไม่ใช่หรือเพคะ” กู้ชิงเฉิงมองโม่อวี้เฉินและกล่าวอย่างจริงจัง“เรื่องทางนี้มอบให้ข้าจัดการเองเถิด”
“ไม่เป็นไร” โม่อวี้เฉินกลับไม่ใส่ใจตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขามีผู้คนหมายปองมากเกินไปจริงๆแต่เขากลับไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
หากกล่าวถึงพละกำลังแล้วทั่วทั้งต้าฉิน ไม่มีผู้ใดทัดเทียมเขาได้
แน่นอนว่าหากกู้ตงหลิงแต่งกับองค์ชายองค์อื่นๆ ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดองค์ชายผู้นั้นก็จะสามารถกดดันโม่อวี้เฉินได้
ด้วยอำนาจของตระกูลไป๋ไม่ต้องกล่าวถึงต้าฉิน แม้แต่ทั่วหล้า ก็ไม่มีตระกูลใดทัดเทียมได้กระมังดังนั้นกู้ตงหลิงจึงเป็นพระชายาในอนาคตที่ได้รับการยอมรับจากราชสำนักมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ตำแหน่งองค์รัชทายาทของโม่อวี้เฉินจึงจะมั่นคงได้
“ท่าน...” กู้ชิงเฉิงรู้สึกว่าชายผู้นี้ไม่เอาการเอางานไม่ใส่ใจแม้กระทั่งตำแหน่งองค์รัชทายาท
“ท่านแม่ องค์รัชทายาทอยู่เพื่อปกป้องพวกเรา เหตุใดท่านกลับไม่เห็นแก่ไมตรีแล้วยังจะไล่เขาไปอีก” กู้จิ่งเซวียนเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นกล่าวอย่างใสซื่อไร้เดียงสา ทว่าคำพูดเหล่านั้น กลับฟังดูไม่ไร้เดียงสาเอาเสียเลย
“จริงดังที่เซวียนเอ๋อร์เข้าใจ แต่เหตุใดเจ้ากลับไม่เข้าใจ” โม่อวี้เฉินส่ายหน้า “ในใจข้าแล้วเจ้าและลูกสำคัญกว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทเสียอีก”