เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับคำพูดของผู้เป็พ่อ จางจื่อฟ่านก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที พร้อมกับความขวยอายขนหน้าแดงก่ำ
“เอ่อ พ่อพูดอะไรอย่างนั้นเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ” จื่อฟ่านพูดเบาๆ พร้อมกับหันหลังให้หมอเฉิง หญิงสาวรับรู้ได้ถึงใบหน้าทีร้อนผ่าวของตัวเอง
“ผมก็บอกแล้วไงครับว่าอย่าคิดเป็จริงเป็จัง ผู้เฒ่าจางก็เหมือนคนแก่ทั่วไป ที่อยากเห็นลูกมีครอบครัว และในเมื่อผู้เฒ่าเองสนิทกับผมก็คงอยากให้เรารู้สึกดีๆต่อกัน” หมอเฉิงพูดเรื่อยๆ พร้อมกับจิบกาแฟไปด้วย
“ทำไมพ่อไม่คิดว่าคุณกับจื่อลู่ จะเหมาะสมกันมากกว่าล่ะคะ” จางจื่อฟ่านพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาหมอเฉิงถึงกับสำลักกาแฟในมือ
“คุณว่าอะไรนะ” หมอเฉิงถามขณะที่กำลังเช็ดแขนเสื้อที่กาแฟหกใส่เมื่อครู่
“ก็ฉันเห็นคุณกับจื่อลู่ดูสนิมสนมกันดี และเหมาพสมกันมากเสียด้วย จื่อลู่เป็เด็กดี ถ้าเธอจะรักจะชอบกับใครสักคน ฉันก็หวังว่าคนๆนั้นจะเป็หมอเฉิง” จางจื่อฟ่าคนพูด สายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“อย่างงั้นเหรอครับ” หมอหนุ่มถามพร้อมกับหัวเราะหึหึในลำคอ ชำเลืองหางตามองดูคู่สนทนานิดนึงก่อนที่จะจ้องมองออกไปจ้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเช่นกัน
“สำหรับผม จื่อลู่น่ารักไร้เดียงสา เธอขยัน และมีมานะ และเธอก็เป็น้องสาวที่น่ารักอยู่เสมอ” หมอเฉิงตอบหนักแน่น
“เอ๋ คุณกับจื่อลู่ไม่ได้กำลังคบกันอยู่หรอกเหรอคะ” จางจื่อฟ่านถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“ก็ไม่น่ะสิคะรับ แล้วคุณจางไปเอามาจากไหน ที่คิดว่าผมกับจื่อลู่คบกัน” หมอหนุ่มถาม
“เอ่อ ฉันคิดเองน่ะค่ะ เห็นคุณดูสนิทสนมกัน และจื่อลู่เองก็ดูคลั่งไคล้คุณมากด้วย” จางจื่อฟ่านตอบ ก้มหน้าอย่างอายๆ หมอหนุ่มส่ายศรีษะไปมาอย่างไม่อยากเชื่อในความคิดของเธอ
แล้วทั้งสองก็ดงยหน้สขึ้นจ้องอีกฝ่ายพร้อมกัน ทันใดสายตาก็บังเอิญพบกันกันจังๆอีกครั้งหนึ่ง แต่ทว่าครั้งนี้หมอเฉิงไม่เบือนหน้าหลบเหมือนทุกครั้งเขาจ้องหน้าเธอแล้วส่งยิ้มมาให้ นี่คงจะเป็ครั้งแรกที่หมอเฉิงมองหน้าหญิงสาวตรงๆ โดยไม่หลบสายตา ดวงตาของเขาคมเข้มและดำขลับ จมูกเป็สันลับกับโขนงคิ้วที่ดกหนานั้น ทำให้จางจื่อฟ่านมีอาการร้อนวูบวาบเหมือนจะเป็ไข้อย่างไรพิกล จนเธอต้องเป็คนหลบสายตาของเขาไปเองพลันหน้าของเธอก็คอยๆแดงขึ้น ทุกอากัปกริยาของเธออยู่ในสายตาของหมอหนุ่มโดยตลอด ขาอมยิ้มน้อยๆ แล้วทำเป็หันหน้าไปทางอื่น
“คุณจาง จะกลับเลยหรือจะเฝ้าผู้เฒ่าจางก่อนครับ” หมอเฉิงพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“ตอนนี้อาการของพ่อพ้นขีดอันตรายแล้วใช่มั้ยคะ” จางจื่อฟ่านถาม เจตนาจงใจหาเื่คุย
“ก็ยังไม่ถือว่าพ้นขีดอันตราย พ่อคุณเป็โรคหัวใจ ซึ่งถ้ากำเริบขึ้นมาอีกครั้งนี้ก็คงต้องผ่าตัด” หมอเฉิงกล่าวใบหน้านั้นแฝงไปด้วยความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
“ในฐานะลูกฉันจะช่วยอะไรพ่อได้บ้าง” จื่อฟ่านถามขึ้น หมอเฉิงยิ้มออกไปเบื้องหน้า
“ให้กำลังใจผู้เฒ่าจางมากๆ คนป่วย้ากำลังใจครับ” หมอเฉิงพูดพร้อม พร้อมกับบกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้ว
“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” หมหนุ่มกล่าว
“อ๋อเชิญค่ะ ฉันเองก็จะกลับพอดี” จางจื่อฟ่านตอบ และทั้งสองก็แยกทางกัน เมื่อเดินถึงทางแยก
จางจื่อฟ่านคิดทบทวนถึงเื่ที่ไมอเฉิงเล่าให้เธอฟังไปมาซ้ำหลายรอบ เธออยากรู้ว่าเจตนาที่แท้จริงของผู้เป็พ่อคืออะไรกันแน่และถ้าที่พ่อเธอพูดมีความหมายแบบนั้นจริงๆ หมอเฉิงเองเขาจะรู้สึกอย่างไรกันนะ หรือไม่บางทีหมอเฉิงอาจจะมีแฟนอยู่แล้วจนต้องปฏิเสธพ่อของเธอก็เป็ได้
หญิงสาวคิดกลับไปกลับมาซ้ำๆจนถึงเวลาเข้านอน
แล้วทำไมฉันต้องมาเสียเวลาคิดเื่พวกนี้ด้วยล่ะ” จางจื่อฟ่านพูดกับตัวเองเบาๆแล้วพยายามข่มตาให้หลับไปในที่สุด
จื่อฟ่านตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ ที่ดังขึ้นถี่ๆ ที่หัวเตียง หญิงสาวคว้ามาดูก็พบว่า เป็สายจากจางจื่อลู่น้องสาวนั่นเอง มื้อคืนนี้เธออยู่เวรที่โรงพยาบาล
“ฮัลโหล ว่าไงจื่อลู่” จื่อฟ่านกดรับโทรศัพท์
“จื่อฟ่านมาที่โรงพยาบาลด่วนเลย พ่ออาการกำเริบหนัก” จื่อลู่พูดด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
“ได้ยังไงกัน ไหนบอกว่าอาการของพ่อดีขึ้นมากแล้ว” จื่อฟ่านตกตะลึงกับข่าวใหม่ที่ได้รับในเช้านี้ หญิงสาวทำอะไรไม่ถูก เธอรีบก้าวลงจากเตียง เปลี่ยนชุดแล้วรีบไปที่โรงพยาบาลทันที
ณ โรงพยาบาล
จางจื่อฟ่านสาวเท้าก้าวยาวๆ ไปที่ห้องฉุกเฉินเพื่อสมทบกับน้องสาวของหล่อน เพื่อจื่อลู่เห็นพี่วาวหล่อนก็โผลเข้ามากอดทันทีพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้อย่างคนสิ้นหวัง
จื่อฟ่านหน้าถอดสี หญิงสาวกอดน้องเิาไว้แต่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใด
“จื่อฟ่านพ่อต้องผ่าตัดด่วนชักช้าไม่ได้แล้ว ฮืออออ ” จางจื่อลู่พูดไปด้วย ร่ำไห้ไปด้วยฟังแทบไม่ได้ศัพท์
“ผ่าตัดงั้นเหรอ แล้วใครจะเป็คนผ่าตัดให้พอล่ะ” หญิงสาวถามอย่างวิตก เพราะที่นี่เป็เมืองไม่ใหญ่นัก อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้แต่บุคคลากรทางการแพทย์ก็เห็นว่าไม่น่าจะพอเพียงในการผ่าตัดหัวใจ
“หมอเฉิง” จื่อลู่ตอบ
“ไม่ได้ พี่จะย้ายพ่อไปโรงพยาบาลในเมืองเดี๋ยวนี้ จื่อลู่ไปทำเื่ให้พี่” จื่อฟ่านพูดรัวเร็วตามนิสัยคนที่ตัดสินใจอะไรเด็ดขาด
จางจื่อลู่หันมามองพี่สาวอย่างใ
“เราจะย้ายพ่อตอนนี้ไม่ได้นะจื่อฟ่าน พ่ออ่อนแอเกินไป” จื่อลู่บอกพี่สาว
“พี่มห้พ่อนอนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เหมือนกัน ถ้าต้อวผ่าตัด พ่อก็จะต้องได้ผ่านตัดในโรงพยาบาลที่มีทั้งอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์พร้อมที่สุด” จื่อฟ่านพูดเสียงดัง
“เรามีหมอเฉิง จื่อฟ่าน” จื่อลู่พยายามอธิบายกับพี่สาว
“ไม่พี่ไม่ยอมให้หมอบ้านนอกมาผ่าตัดพ่อหรอกนะจื่อลู่” จื่อฟ่านตะเบ็งเสียงโดยไม่สนใจผู้คนที่อยู่แถวนั้น หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋าอยากรีบร้อน กดปลายสายหาใครบางคน
“ฮัลโหล ชาร์ล นี่ฉันนะจื่อฟ่าน” หญิงสาวพูดผ่านสาย
“ว่าไงจื่อฟ่าน พ่อคุณเป็อย่างไรบ้าง” โรเจอร์ ชาร์ล พูดผ่านสาย
“พาอฉันกำลังแย่ชาร์ล ฉันอยากได้หมอโรคหัวใจที่เก่งงที่สุด ที่สามารถผ่าตัดพ่อฉันได้” จื่อฟ่านกรอกคำพูดอย่างชัดเจนลงไปในสาย
“ได้ จื่อฟ่าน ผมจะหาให้คุณเดี๋ยวนี้ คุณได้โปรดอย่ากังวล” โรเจอร์ ชาร์ลตอบ แล้กดวางสายไปทันที
“พี่จะหาหมอผ่าตัดพ่อเอง ชาร์ลกำลังจัดการเื่นี้ เธอไปเตรียมเอกสารการย้ายให้เรียบร้อย” จื่อฟ่านหันมาสั่งน้องสาว
“ไม่ได้นะจื่อฟ่าน ถ้าย้ายพ่อไปตอนนี้พ่อต้องอาการแย่ลงกว่านี้แน่ๆ” จื่อรู้พูดพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“อยู่ที่นี่พ่อก็แย่เหมือนกันแหละน่า พี่ตัดสินใจแล้ว” หญิงสาวพูดแล้วหันหลังกลับทันที
แต่ทันทีที่หญิงสาวหันกลับก็เห็นหมอเฉิงยืนอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน เขามีสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้อยู่อย่างนั้น จางจื่อฟ่านหน้าร้อนผ่าว เขาได้ยินทั่งหมดหรือเปล่า แต่ช่างเถอะถ้าได้ยินก็ดีเื่มันจะได้ง่ายขึ้น หญิงสาวคิดในใจ
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ เสียงคุณสองคนดังไปจนถึงหน้าหน้าโรงพยาบาลได้นะผมว่า” หมอหนุ่มพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยมองดูหน้าเธอกับจื่อลู่สลับกันไปมา
“หมอมาก็ดีแล้วค่ะ” จื่อฟ่านพูดขึ้น หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่ยอมสบตาหมอเฉิง
“จื่อฟ่าน” จื่อลู่น้องสาวเรียกชื่อเธออย่างปรามๆ
“ก่อนอื่นต้องบอกหมอตามตรงนะคะ ฉันจะย้ายพ่อไปรักษาที่อื่นค่ะ” จางจื่อฟ่านพูดเร็วแต่ชัดเจน หมอเฉิงรับฟังด้วยอาการสงบ
“ฉันไม่ได้ดูดูิ่ฝีมือหมอนะคะ แต่ในฐานะลูกฉันแค่้าเอาพ่อของฉันไปผ่าตัดในโรงพยาบาลที่พร้อมด้วยอุปกรณ์และ เอ่อ แพทย์มากกว่านี้ หวังว่าหมอคงเข้าใจความรู้สึกฉันนะคะ” จางจื่อฟ่านพูด ขณะนี้เธอเด็ดขาดและพูดทุกอย่างชัดถ้อยชัดคำ หมอเฉิงจ้องมองใบหน้างามนั้นอย่างไม่ถือสา
“ได้สิครับ ถ้าผมเป็คุณจื่อฟ่าน ผมก็คงจะทำเช่นเดียวกัน” หมอเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“หมอไม่โกรธฉันหรอกใช่มั้ย” จางจื่อฟ่านพูดพร้อมกับหันไปมองหน้าหมอเฉิง
“ไม่เลยครับ ก็บอกแล้วว่าผมเข้าใจคุณ ว่าแต่คุณจะย้ายผู้เฒ่าจางไปที่ไหนครับ ผมจะได้เขียนรายงานการรักษาแนบไปให้ด้วย เพราะถึงยังไงผู้เฒ่าจางก็
เป็คนที่ผมนับถือ ผมก็อยากมีส่วนช่วยในการเยื้อชีวิตของผู้เฒ่าด้วยคน” หมอจางพูดพลางยิ้มให้น้อยๆ