ในเมื่อความรู้ในวัฒนธรรมจีนแทบเป็ศูนย์ดังนั้นเธอก็เลยหยิบเอาวัฒนธรรมเกาหลีมาประยุกต์ใช้
แม้ว่ารายละเอียดภายในจะต่างกันตามชนชาติแต่ใจความหลักน่าจะใกล้กันมากเพราะตัววัฒนธรรมเกาหลีก็ได้อิทธิพลมาจากจีนไม่น้อย
โดยเฉพาะในเคสของแม่ผัวลูกสะใภ้ที่ถือว่าปัญหาระดับโลกด้วยแล้วการที่เธออ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้าุโจึงน่าจะเป็เื่ที่ทำให้เธอแถได้เนียนที่สุด
เธอก้าวไปข้างหน้าไท่ฟูเหรินด้วยความมั่นใจและประกบมือกันที่หน้าท้องข้างซ้ายอย่างที่นางกำนัลทำกันก่อนที่จะย่อตัวอย่างอ่อนช้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอให้ท่านมีอายุยืนยาวดุจดั่งขุนเขาทางใต้”เธอพูดพลางยิ้มน้อย ๆให้ไท่ฟูเหรินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่อยู่กลางห้องและค่อย ๆยืดตัวขึ้นด้วยท่าทางแบบคุณหนูตระกูลใหญ่
ไงล่ะ... เรียบร้อยงดงามจนไม่มีที่ติเลยเห็นไหม?
แต่ทว่าบรรยากาศในห้องรับแขกของเรือนซ่งอันนั้นกลับเงียบกริบราวกับไม่มีคนอยู่
เธอเงยหน้ามองไท่ฟูเหรินที่พยายามเก็บสีหน้าใแล้วเหลือบมองไปทางจื้อหลานที่เบิกตากว้างอย่างไม่เข้าใจนัก
นี่เธอ...ทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ เธอก็ทำตามที่
จื้อหลานพูดเป๊ะ ๆ เลยนี่น่า
เอ๊ะหรือว่าเธอยังทำตัวเรียบร้อยไม่พอ...
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆพลางปรับสีหน้าให้เป็มิตรมากขึ้นแล้วเอื้อมมือไปดึงถ้วยชาออกมาจากมือของ
จื้อหลานแล้วยื่นให้ไท่ฟูเหรินด้วยท่าทีนอบน้อมกว่าเดิมทั้งยังเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้กว้างให้แม่สามีในนาม
“วันนี้ข้าเพิ่งเข้าจวนเป็วันแรกข้าขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเ้าค่ะ ท่านแม่...”
ปึก!
เสียงของตกที่ดังมาจากข้างหลังไท่ฟูเหรินทำให้เธอเหลือบมองสาวแรกรุ่นที่ทำพัดหลุดมือก่อนที่เธอจะเลิกคิ้วเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเด็กสาวคนนี้แต่งตัวดีกว่าบ่าวหลาย ๆ คนแถมยังได้อยู่ปรนนิบัติใกล้ชิดไท่ฟูเหริน
“ขอประทานอภัยเพคะ”เด็กสาวที่อายุไม่ต่างจาก
จื้อหลานมากนักพูดออกมาเบา ๆ แล้วรีบก้มลงเก็บพัดขึ้นจากพื้นทันที
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงอวยพรให้หม่อมฉัน”แม้น้ำเสียงของไท่ฟูเหรินจะราบเรียบแต่มือที่สั่นเทาของนางที่รับถ้วยชาก็ทำเอาเธออดขมวดคิ้วอย่างแปลกใจไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็คงรักษาสีหน้าที่ฉาบด้วยรอยยิ้มเอาไว้และเอ่ยในสิ่งที่เธอตั้งใจเอาไว้
“ในเมื่อข้ามาเป็สะใภ้ที่นี่แล้วต่อไปพวกท่านก็อย่าได้ใช้คำาาศัพท์กับข้าเลยนะ เ้าก็ด้วยนะ
จื้อหลาน” เธอพูดพลางโปรยยิ้มให้กับทุกคนในห้อง
ไม่ใช่ว่าเธอใจดีอะไรหรอกนะ...
แต่ไอ้คำศัพท์ต่างดาวทำเอาเธอรู้สึกเหมือนจะเป็บ้าตายั้แ่ตอนที่จื้อหลานพูดกับเธอในห้องน้ำ
คำศัพท์บ้าอะไร ยากชะมัด!
“เอ่อ… แต่ว่า...”ไท่ฟูเหรินเหลือบมองไปทาง
ถงกูกูที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอด้วยสีหน้าไม่แน่ใจนักแต่ถงกูกูกลับตอบมาด้วยน้ำเสียงสงบ
“ทำตามที่องค์หญิงพูดเถิดจางไท่ฟูเหริน”
“ข้าทราบแล้ว”ไท่ฟูเหรินพยักหน้ารับ ก่อนที่จะลุกขึ้นและถวายคำนับกลับให้เธออย่างงดงาม
“ขอบพระทัยองค์หญิงิจูที่เมตตาจวนตระกูลจาง”
แม้จะยังงง ๆว่ามีแม่สามีที่ไหนคำนับลูกสะใภ้ตัวเองบ้างแต่ท่าทางของไท่ฟูเหรินทำให้เธอต้องเม้มปากเบา ๆเพื่อรักษาสีหน้าไม่ให้แสดงความดีใจออกมากเกินไปนัก
ใด ๆ ก็ตามการที่เธอไม่โดนแม่สามีเขม่นั้แ่วันแรกเข้าจวนนั่นคือลาภอันประเสริฐ!
เพียงเท่านั้นพิธีการยกน้ำชาก็เป็อันเสร็จสิ้นในที่สุดเธอก็ผ่านด่านแรกโดยที่ไม่ถูกจับได้แล้ว...
เธอเดินกลับเรือนกลางอันเป็เรือนนอนของเธอด้วยอารมณ์เบิกบานขั้นสุดโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาหลายคู่มองตามเธอด้วยความรู้สึกแปลกใจและ...ไม่ไว้ใจ
หลังจากที่ถงกูกูกลับเข้าวังเธอก็นึกว่านางจะไปแล้วไปลับและเลิกยุ่งกับเธอ แต่ที่ไหนได้...
ยังไม่ทันถึงเที่ยงวันถงกูกูก็กลับมาที่จวนตระกูลจางอีกครั้งแถมยังพกนางกำนัลาุโอีกสองสามคนกลับมาด้วย
พอมาถึงพวกนางก็ไปแจ้งเื่กับไท่ฟูเหรินแล้วก็พากันมาปิดเรือนกลางโดยอ้างว่าฮองเฮารับสั่งเธอทบทวนมารยาทใหม่...
ตอนนี้ถึงเธอได้ถึงบางอ้อ...ว่าสิ่งที่เธอทำทั้งหมดนั้นคือการปล่อยไก่ไปหมดเล้าจนฮองเฮาทนไม่ไหวเลยส่งคนมาอบรมเธอถึงจวนตระกูลจาง
ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าการนอบน้อมต่อแม่สามีนั้นจะกลายเป็เื่ผิดมหันต์ได้ขนาดนี้!
ไอ้เราก็คิดไปว่าการอ่อนเข้าหาผู้ใหญ่ก่อนคงทำให้ปัญหาโลกแต่อย่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นจะไม่เกิดขึ้นและเธอจะได้อยู่อย่างสงบๆ ในจวนนี้
แต่ที่ไหนได้...มันกลับกลายเป็ว่าเธอทำให้ราชวงศ์เสียเกียรติอย่างรุนแรง!
หากตัดเื่การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรการแต่งงานกันระหว่างเชื้อพระวงศ์ด้วยกันและการลาออกจากตำแหน่งองค์หญิงเพื่อแต่งงานกับสามัญชนแล้ว
อาณาจักรเซี่ยเหยาจะมีอีกธรรมเนียมหนึ่งที่แตกต่างจากอาณาจักรอื่นๆ นั่นก็คือ...
ฮ่องเต้จะประทานองค์หญิงหรงซี[1]ให้ตระกูลขุนนางเพื่อตอบแทนแก่ผู้ทำความดีอันยิ่งใหญ่...
ดังนั้นการแต่งงานของเธอกับแม่ทัพใหญ่จึงเป็ที่กล่าวขานไปทั่วอาณาจักรเพราะมันเกิดขึ้นด้วยเหตุผลนี้!
ผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยนั้นคือแม่ทัพใหญ่จางเฟิงหลงแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเซี่ยเหยา ผู้กำราบอาณาจักรเย่ว์ตงที่ป่าเถื่อนและนำอาณาจักรนั้นมาวางแทบเท้าฮ่องเต้หลี่เซียนเช่อแห่งเซี่ยเหยา
ทันทีที่เขากลับมาจากชายแดนเขาก็ถูกแต่งตั้งเป็ติ้งหย่วนโหว และได้รับพระราชทานองค์หญิงชั้นเอกที่มีตำแหน่งสูงสุดเทียบเท่ากับไท่จื่อองค์หญิงหนิงอัน...ผู้ที่ได้รับราชทินนามว่าิจู[2]ผู้เป็ไข่มุกราตรีล้ำค่าของอาณาจักร
และหากองค์หญิงพระองค์ใดได้ชื่อว่าเป็องค์หญิงหรงซีแล้วล่ะก็นางจะต้องดำรงไว้ซึ่งฐานันดรศักดิ์นั้นเพื่อเป็เกียรติแก่ตระกูลที่แต่งเข้าไปจนวันตาย
เพราะเหตุนี้ฮองเฮาจึงสั่งให้อบรมการวางตัวของ
องค์หญิงิจูใหม่อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่พระองค์เพิ่งผ่านการอบรมมาได้ไม่นาน
ดังนั้นองค์หญิงหรงซีจึงไม่อาจทำตัวนอบน้อมเกินไปจนเสียเกียรติราชวงศ์แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถสูงส่งเกินกว่าผู้าุโและสามีได้
การอบรมของเหล่านางกำนัลาุโเริ่มต้นทันทีที่
พวกนางเหยียบเข้ามาในเรือนกลาง พวกนางจับเธอฝึกมารยาทใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะกิน นั่งนอน เดิน หรือแม้แต่กระทั่งหายใจ!
นางกำนัลพวกนั้นไม่ต่างจากนางกำนัลซอมบี้เลยสักนิดเพราะไม่ว่าเธอจะพยายามหนีออกจากเรือนกลางมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่สามารถหลุดลอดจากสายตาพวกนางไปได้เลย
ขนาดเธอเข้าห้องน้ำพวกนางยังเข้าไปยืนเฝ้าหน้าห้องเลย คิดดูซิ!
พอเธอดื้อมากเข้าพวกนางก็ปิดตายเรือนกลางและยืนล้อมเธอไว้ก่อนที่จะบังคับให้เธอท่องวิธีการปฏิบัติตัวของสตรีสูงศักดิ์และหน้าที่ของภรรยา
โดยเนื้อหาของการอบรมนั่นครอบคลุมั้แ่วินาทีแรกที่เธอลืมตาตื่นจนไปถึง...วิธีการปรนนิบัติสามี!
การอบรมนั้นกินเวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มและกว่าเธอจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของนางกำนัลซอมบี้ได้ก็สะบักสะบอมราวกับเพิ่งรอดตายจากวันสิ้นโลก
เธอล่ะอยากจะบ้าตาย!
และใน่นั้นเองเธอก็ได้ค้นพบว่าเธอพลาดสิ่งสำคัญไปจนน่าตบกะโหลกตัวเอง
นั่นก็เพราะเธอเพิ่งรู้ว่าองค์หญิงิจูนั่นมีชื่อเดิมว่าองค์หญิงหนิงอัน และตัวเองหญิงเองก็ขึ้นชื่อเื่ความเหวี่ยงวีนและความเอาแต่ใจเป็ที่สุด!
มิน่า...ทั้งไท่ฟูเหรินและคนทั้งจวนถึงได้มองเธอตาค้างตอนที่ย่อกายคำนับไท่ฟูเหรินก่อนแถมเธอยังเสงี่ยมเจียมตัวแบบนั้นอีก
เอ๊ะ!ถ้าเธอเริ่มเหวี่ยงวีนตอนนี้จะทันไหมนะ
แต่จะว่าไป...นิสัยขององค์หญิงิจูก็น่าสนใจไม่น้อย...
ในเมื่อเล่นบทนางเอกแสนดีแล้วไม่รุ่งงั้นเธอก็เปลี่ยนโหมดเป็ ‘นางร้าย' ก็แล้วกัน!