กำแพงหินหนาประมาณสามสิบเิเ สูงราวสิบเมตรทอดตัวผ่านผืนดินแห้งแล้งยาวหลายสิบเมตร
บนกำแพงมีทหารโน้มตัวมาข้างหน้าพร้อมคันธนูในมือเขาคือชายโชคร้ายผู้ถูกส่งไปประจำการที่ปราการโมรา หัวหน้ากองอยู่ในกระท่อมด้านหลังแต่มักจะนั่งสัปหงกเสียเป็ส่วนใหญ่
ถ้าดีเฟเรนเต้มาถึงเร็วๆก็ดีสิ ทหารคิด
การต่อสู้กับแวมไพร์ด้วยกำลังเพียงสองคนเป็เื่หนักหนาเหลือเกินปกติแวมไพร์จะโผล่มาจากท้องฟ้าเพียงตัวเดียว แต่ทหารสองคนก็ยากจะต้านทานได้แวมไพร์จะจู่โจมตอนกลางคืน และตอนกลางคืนก็เป็เวลาที่มนุษย์อ่อนแอแถมมนุษย์ยังบินไม่ได้ด้วย
ทหารขึ้นลูกธนู
พอหันไปมองท้องฟ้ามืดครึ้มก็พบว่าเม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา
‘บ้าจริง ฝนตกรึ’
ทหารหันคันธนูไปทางซ้าย แต่แล้วก็ต้องผงะเมื่อเห็นปีกสีดำขนาดมหึมาลอยอยู่กลางอากาศ ร่างที่ลอยบนอากาศโดยไม่มีอะไรหยั่งเท้ากำลังมองมาที่ทหารท่าทางสนุก
“วะ วะ แวมไพร์〰!”
ทหารกระวีกระวาดยิงธนูออกไป
แต่แวมไพร์หญิงก็หมุนตัวหลบ
เร็ว
พอทำท่าจะยิงธนูดอกที่สอง แวมไพร์ก็มาประชิดข้างลมหายใจร้อนๆรวยรดที่ข้างแก้ม
“แกเป็เหยื่อของคืนนี้”
เธอเอ่ยพลางหัวเราะเสียงแหลมก่อนจะบินขึ้นไปบนฟ้า
‘มะ มาหยามกันได้นะ!!’
ทหารยิงธนูดอกที่สองและสามออกไปทั้งที่ร่างกายยังสั่นเทิ้มแต่แวมไพร์ก็บินสูงขึ้นจนพ้นระยะยิงและหายเข้าไปในหมู่เมฆครึ้ม
เมฆฝนปกคลุมท้องฟ้า
เนินเตี้ยๆถูกบดบังด้วยม่านฝนถนนเต็มไปด้วยเป็โคลนตม ถ้าข้ามเนินไปอีกลูกเดียวก็จะถึงหมู่บ้านโมราแล้วแต่จู่ๆฝนก็ตกลงมา
ฮิโรโตะกับโซอิจิโร่วิ่งตามอัศวินผู้นำทางมาหลบใต้ต้นไม้ใหญ่
“ไม่มีร่มหรือไง”
โซอิจิโร่ถาม
“คิดว่าตัวเองเป็าารึไง อย่าเรียกร้องไปหน่อยเลย”
อัศวินตอบอย่างเ็า
ภายในใจคงกำลังคิดว่า ทำไมต้องมานำทางให้เ้าพวกนี้จนถึงหมู่บ้านด้วย
ฮิโรโตะเงยหน้ามองฟ้า สายของเขาราวจะถูกดูดเข้าไปในท้องฟ้าสีเทา
“เลวที่สุด”
โซอิริโร่บ่นอย่างไม่พอใจ
ผู้ที่สามารถขี่ม้าได้ คงมีแต่อัศวินผู้จัดการปราสาท และเ้าปราสาทเท่านั้น พวกเขาจึงต้องเดินเท้ามาตลอดทางั้แ่เมืองโซลุม
แต่ด้วยเหตุนั้นก็ทำให้รู้เื่ของอาณาจักรฮูบรีเด้อมากขึ้น
จนถึงเมื่อราวห้าสิบปีก่อนอาณาจักรแห่งนี้มีเพียงมนุษย์และเอลฟ์เท่านั้นแต่แล้วโรคระบาดก็ทำให้ประชากรของอาณาจักรฮูบรีเด้อลดลงอย่างฮวบฮาบ ได้ยินว่าเมืองต่างๆสูญเสียประชากรไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวเพราะประชากรลดลงมากเกินไปเมืองที่ไม่สามารถบริหารตัวเองได้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
คงเหมือนกับคราวที่เมืองในยุโรปถูกกาฬโรคเล่นงานกระมังอยากจะจัดงานศพก็ไม่มีนักบวชซึ่งขาดไม่ได้อยากจะเอาเครื่องมือไปซ่อมที่ร้านตีเหล็ก ช่างตีเหล็กก็ตายไปแล้ว อยากจะจ้างทหารไว้ปกป้องเมืองก็ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากเป็อยากจะขนส่งของระหว่างเมืองก็ไม่มีใครส่งให้การลดลงของประชากรทำให้การทำงานของเมืองหยุดชะงักลงอย่างไม่อาจเลี่ยง
ไม่เฉพาะผู้คนเท่านั้น การบริหารพื้นที่เองก็ประสบความยากลำบากไม่แพ้กันในเวลานั้นเอง ดีเรเฟนเต้คนหนึ่งก็ถูกอัญเชิญมา เขาได้ชี้นำให้เริ่มการจ้างงานต่างเผ่าพันธุ์หรือที่เรียกว่าระบอบอีบริดเขานำเผ่าพันธุ์อื่นเช่นเผ่าโครงกระดูกเข้ามาในเมืองทำให้เมืองข้ามผ่านวิกฤตการณ์ไปได้พอเผ่าพันธุ์อื่นเริ่มลงปักหลักฐานในเมืองของมนุษย์ ประชากรในเมืองก็เพิ่มขึ้นจนเมืองกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง
นับแต่นั้น พอเกิดปัญหาที่ประชาชนของอาณาจักรไม่สามารถแก้ไข้ได้เองเมื่อไหร่นักบวชหรือบาทหลวงจากโบสถ์ภูตก็จะทำการอัญเชิญดีเฟเรนเต้มาเสมอ
ดีเฟเรนเต้——พูดง่ายๆก็คือผู้ช่วยเหลือจากต่างโลกนั่นเอง
แต่ดูเหมือระยะหลังจะถูกเรียกมาเพื่อปัดรำคาญเสียมากกว่าพร้อมกันนั้นดีเฟเรนเต้ที่พึ่งพาไม่ได้ก็มีมากขึ้นตามไปด้วยจึงเป็เหตุให้คุณค่าของดีเฟเรนต้าตกต่ำลงอย่างมาก
“ฉันเพิ่งจะเคยเจอดีเฟเรนเต้เป็ครั้งแรกนี่แหละแต่ไม่เห็นจะยิ่งใหญ่ตรงไหนเลยนะ เท่าที่เห็นดูจะทำประโยชน์อะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ”
อัศวินมองทั้งสองแล้วหัวเราะ
“เอาเถอะ ยังไงก็พยายามให้เต็มที่ละ เผ่าแวมไพร์มันแค่ดูดเืเท่านั้นถ้าไม่ช็อกตายซะก่อนก็พอจะรอดได้อยู่หรอก”
“เคยมีคนรอดด้วยเหรอ”
พอฮิโรโตะถาม อัศวินก็พูดว่า
“ไม่นานมานี้ มีอยู่คนนึงถูกเล่นงานที่หมู่บ้านโมรา”
แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เล็กน้อย
สามวันก่อน——
ชายคนหนึ่งเดินไปบนถนนยามค่ำคืนอย่างรีบร้อน
เขาไม่ซื้อคบไฟเพราะไม่อยากเสียสตางค์ และคิดว่าคงจะถึงที่หมายก่อนตะวันตกดินแต่ทุกอย่างก็ผิดแผนเมื่อเขาแวะร้านเหล้าระหว่างทาง
จากตั้งใจว่าจะดื่มแก้วเดียวแต่ด้วยความอร่อยเกินคาด แก้วที่สอง แก้วที่สาม และแก้วถัดๆไปจึงตามมาจนสุดท้ายเขาก็เมาไม่ได้สติ
พอสร่างเมาและออกมาข้างนอกก็พบว่าเลยเวลาไปนานมากแล้ว
หมู่นี้ไม่ได้ยินว่าสิ่งนั้นโผล่ออกมาก็จริงแต่ยังไงเสียกลางคืนเป็เวลาของพวกมัน และต่อให้ไม่บังเอิญเจอพวกมันเข้า ก็ยังมีพวกโจรดักปล้นนักเดินทางอยู่ด้วย
‘เดินอีกสักครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว’
เขารีบร้อนเดินขึ้นเนินเตี้ยๆมาจนถึงยอดเนินที่ไม่ชันนัก
แสงจันทร์ส่องกระทบให้เห็นทางลาดด้านล่าง
ไร่สวนลอยเด่นชัดด้วยแสงสว่าง ถนนจมอยู่ในความมืดภายในไร่นั้นมีต้นไม้กระจายตัวกันโดยเว้นช่องไฟหลายเมตรถ้าเดินตามต้นไม้เ่าั้ไปก็จะพบกับถนน
‘อีกแค่นิดเดียว’
พอกำลังจะเดินลงจากเนินก็เห็นเงาดำบินผ่านเหนือไร่
‘ค้างคาว?’
รู้สึกถึงเหงื่อกาฬที่หลั่งไหล
ถ้าเป็ค้างคาว ก็เป็ค้างคาวขนาดใหญ่ทีเดียว
‘หรือจะเป็เ้าพวกนั้น…’
ความเยียบเย็นแผ่ซ่านจากต้นคอ
‘ฮิ…’
เขาเดินลงเนินอย่างกล้าๆกลัวๆแล้วได้เสียงที่ให้บรรยากาศแปลกประหลาด แต่ยังไม่ทันสงสัยว่าเป็เสียงอะไรเขาก็ล้มกองกับถนน
ใบหน้ากระแทกพื้นดินอย่างจัง
“เหยื่อที่ไม่ได้เจอมานานสินะ”
เสียงที่ได้ยินเป็เสียงผู้หญิง
ลมหายใจของหล่อนรวยรดต้นคอเขา
ยังไม่ทันได้กรีดร้อง หล่อนก็งับเข้าที่ต้นคอ
เขาเบิกตาโพลง กล้ามเนื้อแข็งทื่อ
หล่อนส่งเสียงกระอึกจากลำคอ
น้ำลายไหลเยิ้มจากริมฝีปากบิดเบี้ยวดวงตาของผู้ชายหันมองท้องฟ้ามืดมิด ส่งเสียงลมหายใจขาดห้วง
ผีดูดเืหญิงเงยหน้าขึ้น
ส่วนผู้ชายล้มลงแน่นิ่งกับพื้นทั้งดวงตาที่ยังเบิกค้าง
“ตายจริง ช็อกตายจากการดูดเืซะแล้วเหรอน่าเสียดายจัง ถ้ารอดไปได้ข้าจะมาโจมตีใหม่แท้ๆ”
หล่อนผลิยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวเปื้อนเืตรงริมฝีปากก่อนจะยืนขึ้นแล้วสยายปีกสีดำติดอุ้งเล็บจากกลางหลัง