บทที่ 16: รางวัลของวีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระ
สามวันต่อมา ณ จวนแม่ทัพสกุลหวัง
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้องนอนรับรองที่หรูหรา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานช่วยให้จิตใจสงบ
ไป๋อวิ๋นค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งที่แขนขาเริ่มทุเลาลง แม้พลังลมปราณจะยังฟื้นคืนไม่เต็มสิบส่วน แต่ก็ดีขึ้นมากแล้วเมื่อเทียบกับตอนที่สลบไปในถ้ำใต้ดิน
"นายน้อย! ท่านฟื้นแล้ว!"
เสียงร้องดีใจดังขึ้นข้างเตียง ไม่ใช่เสียงของอาเจาท์ แต่เป็เสียงหวานใสของ เสี่ยวเหมย (เหมยซานเหนียง) นางในชุดสาวใช้สีชมพูอ่อนรีบวางอ่างล้างหน้าลง แล้วเข้ามาประคองไป๋อวิ๋นให้นั่งพิงหมอน
"ข้าหลับไปนานเท่าไหร่?" ไป๋อวิ๋นถามเสียงแหบพร่า
"สามวันสามคืนเ้าค่ะ" เสี่ยวเหมยรีบเทน้ำอุ่นใส่ถ้วยส่งให้ "ท่านใช้พลังไปมากเกินขีดจำกัด ท่านหมอหลวงบอกว่าชีพจรท่านปั่นป่วน โชคดีที่ท่านมีพื้นฐานวรยุทธ์ลึกล้ำ จึงฟื้นตัวได้เร็วปานนี้"
"แล้วอาเจาท์ล่ะ?"
"ข้าอยู่นี่ครับนายน้อย..." เสียงอู้อี้ดังมาจากโต๊ะกลางห้อง
อาเจาท์นั่งแทะขาหมูตุ๋นยาจีนอย่างเอร็ดอร่อย ข้างๆ มีกองกระดูกพะเนิน "ข้าต้องกินเพื่อชดเชยพลังงานที่แบกท่านวิ่งหนีหินถล่มขึ้นมาจากถ้ำนะขอรับ... โอ๊ย วันนั้นเกือบตาย หินก้อนเท่าบ้านหล่นเฉียดหัวข้าไปนิดเดียว"
ไป๋อวิ๋นยิ้มบางๆ "ขอบใจเ้ามาก... แล้วเื่ในวังหลวงเป็อย่างไรบ้าง?"
เสี่ยวเหมยรับ่เล่าต่อ "หลังจากที่ท่านแม่ทัพหวังพาทุกคนหนีออกมาได้ และปากถ้ำถล่มปิดตายไปแล้ว... องค์ฮ่องเต้ทรงประกาศราชโองการชำระล้างราชสำนักครั้งใหญ่ ขุนนางกังฉินที่เคยเป็สมุนของราชครูปีศาจถูกจับกุมทั้งหมด ส่วนฮ่องเต้เองพระพลานามัยดีขึ้นมาก ทรงเริ่มกลับมาว่าราชการได้แล้วเ้าค่ะ"
"ดี..." ไป๋อวิ๋นพยักหน้า "งั้นภารกิจที่เมืองหลวงก็จบสิ้นเสียที"
"ยังไม่จบขอรับ" อาเจาท์วางขาหมูลง เช็ดปากกับแขนเสื้อ "ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพหวัง เชิญตัวท่านเข้าเฝ้าทันทีที่ท่านฟื้น... เห็นว่าจะมีการปูนบำเหน็จครั้งใหญ่"
ณ ท้องพระโรงวังหลวง
บรรยากาศในท้องพระโรงวันนี้ช่างแตกต่างจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ความมืดมนและไอปีศาจหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ตามที่ควรจะเป็
ไป๋อวิ๋นในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตา (ตัวใหม่ที่อาเจาท์ไปหาซื้อมาให้) เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างองอาจ โดยมีแม่ทัพหวังเจี้ยนเดินเคียงคู่
เหล่าขุนนางที่เคยอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ต่างมองไป๋อวิ๋นด้วยสายตาเลื่อมใสระคนหวาดเกรง พวกเขารู้ดีว่าชายหนุ่มท่าทางสำอางผู้นี้ คือยอดคนที่ปราบจอมมารและกู้ชีพจรัเอาไว้
"ถวายบังคมฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี" ไป๋อวิ๋นประสานมือคำนับเพียงเล็กน้อย ไม่ได้คุกเข่าหมอบกราบเหมือนขุนนางทั่วไป
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ั พระพักตร์แจ่มใสขึ้นมาก ทรงแย้มสรวลกว้าง "ลุกขึ้นเถิดท่านผู้กล้า... ไม่ต้องมากพิธี ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเราและกอบกู้ราชวงศ์ ราชสำนักนี้เป็หนี้ชีวิตท่าน"
"ฝ่าาตรัสหนักไปแล้ว กระหม่อมเพียงแค่ทำในสิ่งที่ชาวยุทธ์พึงกระทำ"
"เราได้ยินมาว่า ท่านเป็ผู้ฝึกตนที่รักสันโดษ ไม่ปรารถนาลาภยศ..." ฮ่องเต้ตรัส "แต่ความดีความชอบครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากเราไม่ตอบแทน ฟ้าดินคงติฉินนินทา... เราอยากแต่งตั้งท่านเป็ 'ราชครูปกป้องแผ่นดิน' มีอำนาจรองจากเราเพียงผู้เดียว ท่านจะรับไว้หรือไม่?"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง ตำแหน่งราชครู! นั่นคือตำแหน่งที่สูงสุดที่สามัญชนจะพึงมีได้
ไป๋อวิ๋นส่ายหน้าช้าๆ "ขอบพระทัยฝ่าา แต่กระหม่อมเป็ดั่งเมฆขาวบนท้องฟ้า (ตามชื่อ ไป๋อวิ๋น) ชอบล่องลอยอิสระ ไม่ชอบถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ในวังหลวง อีกอย่าง... แผ่นดินนี้ไม่้าผู้วิเศษมาปกครองหรอกพะยะค่ะ"
"โอ้? แล้วแผ่นดิน้าสิ่งใด?"
"้า 'ธรรมาา' ที่มีทศพิธราชธรรมพะยะค่ะ" ไป๋อวิ๋นทูลตอบอย่างฉะฉาน "ปีศาจตะขาบอาศัยช่องว่างจากความอ่อนแอในจิตใจคน เข้าครอบงำ หากฝ่าาทรงเข้มแข็ง ปกครองด้วยความเมตตาและยุติธรรม ไพร่ฟ้าหน้าใส ปีศาจมารร้ายย่อมไม่อาจแทรกซึมเข้ามาได้... หน้าที่ปราบปีศาจปล่อยให้เป็หน้าที่ของพวกกระหม่อม ส่วนหน้าที่ดูแลทุกข์สุขราษฎร เป็ภาระของพระองค์"
คำพูดของไป๋อวิ๋นทำให้ท้องพระโรงเงียบกริบ ฮ่องเต้นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตบพระหัตถ์ดังฉาด
"ประเสริฐ! พูดได้ดี! เราละอายใจนักที่หลงผิดไปชั่วขณะ... ในเมื่อท่านยืนยันเช่นนั้น เราก็จะไม่บังคับ"
ฮ่องเต้หันไปสั่งขันทีข้างกาย "นำ 'ป้ายทองคำพยัคฆ์คำราม' มา!"
ขันทีนำถาดทองคำที่มีป้ายหยกเลี่ยมทองสลักรูปพยัคฆ์มามอบให้ไป๋อวิ๋น
"นี่คือป้ายอาญาสิทธิ์สูงสุด แทนตัวเรา" ฮ่องเต้ตรัส "ท่านพกมันไว้ เดินทางไปทั่วแผ่นดินร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ขุนนางท้องถิ่นต้องอำนวยความสะดวก กองทัพต้องเปิดทางให้ และหากพบขุนนางกังฉินข่มเหงรังแกชาวบ้าน... ท่านมีอำนาจสั่งปะาก่อนรายงานทีหลังได้!"
ไป๋อวิ๋นตาลุกวาว 'อันนี้เข้าท่าแฮะ... เดินทางสะดวก ไม่ต้องเสียค่าด่าน แถมสั่งสอนคนชั่วได้ไม่ต้องกลัวกฎหมาย'
"ขอบพระทัยฝ่าา! ของสิ่งนี้กระหม่อมขอน้อมรับด้วยความยินดี"
"และ..." ฮ่องเต้ตรัสต่อ "เรามอบทองคำหนึ่งแสนตำลึง ผ้าไหมร้อยพับ และไข่มุกราตรีสิบหีบ ให้เป็ทุนรอนในการเดินทางของท่าน"
อาเจาท์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูวัง หูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ทองคำแสนตำลึง' "รวยแล้วโว้ยยย! นายน้อยจงเจริญ!"
ประตูเมืองฉางอัน ยามบ่าย
ขบวนเดินทางของไป๋อวิ๋นเตรียมตัวออกจากเมืองหลวง คราวนี้รถม้าคันเดิมดูหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อยเพราะบรรทุกสมบัติที่เพิ่งได้มา
แม่ทัพหวังเจี้ยน และ หวังเซิง มาส่งที่ประตูเมือง
"คุณชายไป๋..." หวังเซิงน้ำตาคลอเบ้า เข้ามากุมมือไป๋อวิ๋น "ข้า... ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไร ท่านช่วยชีวิตข้า ช่วยพ่อข้า ช่วยบ้านเมือง... แถมยังสอนบทเรียนล้ำค่าให้ข้าอีก"
"บทเรียนอะไร?" ไป๋อวิ๋นเลิกคิ้ว
"อย่ามองคนแต่ภายนอก และ... อย่าจีบสาวซี้ซั้ว" หวังเซิงตอบเสียงอ่อย "ต่อจากนี้ข้าจะตั้งใจศึกษาตำรา ฝึกยุทธ์กับท่านพ่อ จะเลิกทำตัวเสเพล จะเป็ขุนนางที่ดีเพื่อตอบแทนท่าน"
"ดีมาก" ไป๋อวิ๋นตบไหล่เขา "ถ้าเ้าทำตัวเหลวแหลกอีกเมื่อไหร่... เสี่ยวเหมยอาจจะแวะกลับมา 'เยี่ยม' เ้าก็ได้นะ"
เสี่ยวเหมยที่นั่งอยู่บนรถม้า แง้มหน้าต่างออกมาแสยะยิ้ม (แบบสยองนิดๆ) ให้หวังเซิง ทำเอาคุณชายหวังสะดุ้งโหยง
"ข้าไปล่ะ!"
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก
บนรถม้า
ไป๋อวิ๋นเอนกายพิงเบาะนุ่ม หยิบ 'สมุดบันทึกชะตาฟ้า' ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง
หน้าของ 'ราชครูปีศาจ' และ 'ตระกูลหวัง' ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีทอง เขียนทับว่า [แก้ไขสมบูรณ์]
"ภารกิจต่อไปคืออะไรขอรับนายน้อย?" อาเจาท์ะโถามเข้ามาจากที่นั่งคนขับ
ไป๋อวิ๋นพลิกหน้ากระดาษต่อไป... หน้ากระดาษว่างเปล่าค่อยๆ ปรากฏตัวอักษรและภาพวาดหมึกจางๆ
มันเป็ภาพของ "ดอกโบตั๋น" (Peony) ดอกใหญ่ที่งดงามวิจิตร แต่กลีบดอกกลับมีสีแดงเข้มราวกับเื และมีหยดน้ำตาไหลออกมาจากเกสร
ข้อความระบุว่า: สถานที่: เมืองลั่วหยาง (Luoyang) - นครแห่งบุปผา ตัวละครหลัก: บัณฑิตหนุ่มผู้คลั่งไคล้ดอกไม้ และ ภูตดอกไม้ผู้ถูกจองจำ ชะตากรรม: โศกนาฏกรรมรักต่างสายพันธุ์ การพลัดพราก และการถูกเผาทำลายสวนดอกไม้ทั้งเป็
"เมืองลั่วหยาง..." ไป๋อวิ๋นพึมพำ "ตำนานนางพญาดอกโบตั๋น... 'เซียงอวี้' (Xiang Yu)"
เขาหันไปถามเสี่ยวเหมย "เ้าเคยไปเมืองลั่วหยางไหม?"
"เคยเ้าค่ะ" เสี่ยวเหมยพยักหน้า "ที่นั่นขึ้นชื่อเื่เทศกาลดอกโบตั๋น แต่... ข้าเคยได้ยินข่าวลือแปลกๆ ว่าที่วัดร้างนอกเมือง มีสวนดอกไม้ต้องห้าม ที่ใครเข้าไปแล้วมักจะไม่ได้กลับออกมา หรือถ้ากลับออกมาได้ ก็จะกลายเป็คนวิปลาส เพ้อหาแต่หญิงงามในดงดอกไม้"
"น่าสนใจ..." ไป๋อวิ๋นปิดสมุดลง รอยยิ้มท้าทายปรากฏขึ้น "ดูเหมือนว่า... เราจะต้องไปชมดอกไม้กันสักหน่อยแล้ว อาเจาท์! มุ่งหน้าสู่ลั่วหยาง!"
"รับทราบ! ไปดูสาวงามเมืองดอกไม้กันเลย!"
กุบกับ... กุบกับ...
รถม้าไม้จันทน์หอมมุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ทิ้งตำนานวีรบุรุษผู้กู้เมืองหลวงไว้เื้ั เพื่อไปสร้างตำนานบทใหม่ที่จะพลิกชะตากรรมของเหล่าภูตบุปผา
(จบบทที่ 2: หน้ากากจอมมาร) (เริ่มเข้าสู่บทที่ 3: บุปผา์และเซียนดอกไม้)