เหตุการณ์วุ่นวายบนกำแพงเมืองเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวเดินขึ้นมาบนกำแพง เหล่าทหารต่างพากันหลีกทางให้เขาด้วยความกลัว มีบางคนแข็งขาอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมสวดภาวนาถึงเทพบางองค์ออกมา แม้แต่ดยุคโคเว่นเองก็ยังมีสีหน้าซีดเซียวยามเมื่อพบเจอกับเด็กหนุ่ม ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงแค่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนได้ถึงเพียงนี้
ทุกคนต่างรู้ดีว่าความวุ่นวายนี้เกิดจากสาเหตุอะไร คงมีเพียงผู้ที่ได้รับขนานนามว่า “ ผีแอเรียส” เท่านั้นที่ยืนอยู่ด้วยความสับสนเพียงแค่คนเดียว เขาหันซ้ายแลความด้วยความงุนงงว่านี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น
กว่าจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ก็เสียเวลาไปยกใหญ่ แอเรียสได้ยินเสียงของดยุคโคเว่นที่แอบถอนหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอก ไม่รู้ว่าเขาโล่งใจที่แอเรียสยังไม่ตายหรือโล่งใจที่เขาไม่ต้องเจอผีกันแน่ แต่พอแอเรียสหันไปมองดยุคโคเว่นผู้นั้นก็กลับทำท่าทางเคร่งขรึมราวกับที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก็จะให้ทำยังไงได้เล่า มันคงขายหน้าไม่น้อยหากผู้ใดรู้เข้าว่าเจ้าเมืองเบอเนียร์กลัวผีจนหน้าซีด แอเรียสเองก็ได้แต่ยืนอมยิ้มอย่างขบขันเล็กๆโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ เฮ้อออ เจ้านี่ชอบทำอะไรให้ผู้อื่นตกอกตกใจอยู่เรื่อยเลยนะแอเรียส คนของตระกูลเจ้าก็เหลือเกิน ทั้งๆที่เจ้ากับฟาร์ฮานยังมีชีวิตอยู่กลับไม่มีใครมาแจ้งให้ข้ารู้สักคน แล้วนี่หากฟาร์ฮานออกมาเดินเล่นอีกคน ชาวบ้านในเมืองไม่คิดว่าผีปู่หลานพากันออกมาเดินเที่ยวรึยังไงกัน“
ดยุคโคเว่นถอนหายใจออกมาก่อนจะส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย เขาไม่รู้เลยว่านี่ตระกูลสการ์เชียกำลังเล่นอะไรกันอยู่
“ ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผู้คนตกใจหรอก ใครจะไปรู้กันล่ะว่าตื่นขึ้นมาข้าก็ดันมีสถานะกลายเป็นคนตายไปซะอย่างนั้น ข้าก็ว่าอยู่แล้วเชียวทำไมใครเจอข้าก็พากันชี้มือชี้ไม้แปลกๆ “
แอเรียสบ่นออกมาปนน้ำเสียงขบขัน นี่เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากคนพวกนี้ได้พบกับวิญญาณตัวจริงเสียงจริงอย่างอีธานหรือฟาร์เมียแล้วล่ะก็ พวกเขาจะทำสีหน้ายังไงกัน
“ ว่าแต่เจ้ามาที่นี่เพราะเรื่องของปีศาจตัวนั้นใช่รึไม่? “
ดยุคโคเว่นหันสายตาไปมองปีศาจที่กำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งราวกับนี่คือช่วงจำศีลในฤดูหนาว
แอเรียสพยักหน้ารับแทนคำตอบ ดวงตาเพ่งมองไปที่ปีศาจที่มีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ดวงตาราวกับวิเคราะห์หาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับปีศาจตัวนั้นอยู่
“ ส่วนใหญ่แล้วเจ้าปีศาจนั่นหากไม่เดินไปกินซากศพของพวกศัตรู มันก็เดินไปรอบๆเกราะมนตราเหมือนกับจะพยายามหาจุดอ่อนของเกราะมนตราเพื่อที่จะทะลวงเข้ามา หากมันเบื่อมันก็นอนอยู่ใต้ต้นโอ๊กต้นนั้นแบบที่เจ้าเห็น“
ดยุคโคเว่นเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูหนักใจอยู่ไม่น้อย เขายังไม่รู้เลยว่าจะหาวิธีกำจัดเจ้าปีศาจตัวนี้ได้ยังไง ภาพปีศาจที่เดินไปมาในยามปกติมันเหมือนกับมัจจุราชที่เดินถือเคียววนไปมารอบบ้านเพื่อรอเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของผู้คนยามใกล้ตายอย่างไม่มีผิด
“ สุดท้ายพวกมันก็โดนเบเฮโมทฆ่าตายไปจนหมด มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดจะควบคุมเผ่าปีศาจที่มีพลังแข็งแกร่งกว่าตัวเอง อุตส่าห์วางแผนมายาวนานหลายปีกลับต้องมาตายน้ำตื้น ช่างน่าขัน “
เรื่องที่พวกของโอรันถูกปีศาจฆ่าตายนั้นแอเรียสได้ยินมาจากคำบอกเล่าของอัลเบิร์ตแล้ว แต่ถึงจะไม่ได้ยินอัลเบิร์ตเล่า เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นนี้ เขาไม่รู้จะสงสารหรือสมเพชกับความโง่เขลาของผู้นำกองทัพของพวกมันดี อุตส่าห์วางแผนเดินหมากบนกระดานมาเนิ่นนานเพื่อหวังจะรุกฆาต สุดท้ายก็กลับมาตายน้ำตื้นด้วยตัวหมากที่ไม่สามารถควบคุมได้
“ ส่วนเกราะเกราะมนตรานี่ ถ้าหากให้ข้าเดามันอยู่ได้อีกไม่กี่วันใช่หรือไม่“
แอเรียสหันหน้าไปถามดยุคโคเว่น
“ นี่เจ้ารู้.. !? “
เป็นดยุคโคเว่นที่มองแอเรียสด้วยสีหน้าประหลาดใจ เรื่องนี้เป็นความลับที่เขายังไม่เคยป่าวประกาศออกไปเพราะกลัวว่าผู้คนจะแตกตื่น แต่แอเรียสกลับรู้ความลับนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครบอก เขาช่างเป็นเด็กหนุ่มที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องจริงๆ คาดเดาทุกอย่างได้แม่นยำราวกับทุกอย่างมันอยู่ในหัวของเขาจนหมดแล้ว
“ เกราะมนตราระดับปฐพีที่ใหญ่โตขนาดนี้ ประคองมันไว้ได้ถึงตอนนี้ก็นับว่าเก่งแล้ว ถ้าให้ทายอีกครั้งข้าว่ามันคงอยู่ได้ไม่เกินสามวัน“
เพียงแค่สัมผัสระดับพลังของมันแอเรียสก็รู้แล้วว่านี่เป็นเกราะมนตราระดับปฐพีที่พลังเกือบจะใกล้เคียงระดับนภา พลังป้องกันของมันนั้นแม้แต่นักเวทระดับปราชญ์ก็ยังยากจะทำลายมันได้ แต่หากเป็นนักเวทระดับจอมเวท เกราะมนตรานี่ก็ไม่ต่างไปจากแก้วใสบางๆที่ครอบเมืองเอาไว้
“ เป็นอย่างที่เจ้าพูด เกราะมนตรานี่อยู่ได้แค่เพียงสามวันเท่านั้น “
ดยุคโคเว่นพยักหน้าอย่างยอมรับ ใบหน้าของเขาดูจะมีความเศร้าหมองปะปนอยู่เล็กๆ เกราะมนตรานี่เป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาได้รับมอบมาจากองค์ราชาเมื่อยี่สิบปีก่อน ด้วยขนาดอันใหญ่โตของมันทำให้ต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูงและมันก็คงอยู่ได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น และวันพรุ่งนี้เกราะมนตราก็จะสลายไป
ดยุคโคเว่นไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสได้ใช้เกราะมนตราเพื่อปกป้องเมือง เขาเคยแม้แต่บอกปัดองค์ราชาด้วยซ้ำว่าไม่ต้องการเกราะมนตราชิ้นนี้ เพราะแม้เมืองเบอเนียร์จะมีเรื่องวุ่นวายหรือมีเหตุร้ายต่างๆอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เขาจัดการได้ ทุกอย่างมันเคยอยู่ในการควบคุมของเขาได้เสมอ จนกระทั่งพบเจอกับเจ้าปีศาจร้ายตัวนี้ หากวันนั้นเขาคืนเกราะมนตราแก่องค์ราชาไปจริงๆ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าเมืองเบอเนียร์จะเป็นเช่นไร
“ อย่าทำหน้าเคร่งเครียดไปเลยท่านดยุค เบเฮโมทใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนเสียเมื่อไหร่ ถึงหนังมันจะแข็งเหมือนเหล็กแต่ภายในหัวของมันไม่ได้แข็งขนาดนั้นหรอก หากโจมตีจากบริเวณดวงตาหรือจากช่องปากของมันจนทะลุไปถึงภายในก็อาจจะสังหารมันได้ และดูจากแผลที่ดวงตามันแล้ว หากเล็งโจมตีอย่างแรงไปที่แผลนั่นอีกสักครั้งสองครั้งก็น่าจะสังหารมันได้“
แอเรียสวิเคราะห์ออกมา แผลขนาดใหญ่ที่ดวงตาของปีศาจนั่นทำให้แอเรียสมองเห็นประกายความหวังที่จะสังหารเจ้าปีศาจตัวนั้นได้บ้าง เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าดยุคโคเว่นกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ เมื่อครู่เจ้าเรียกปีศาจตัวนั้นว่าเบเฮโมทอย่างนั้นเหรอ? “
ดยุคโคเว่นเพ่งมองไปยังแอเรียสด้วยความแปลกใจ ถ้าฟังไม่ผิดเขาน่าจะได้ยินแอเรียสเรียกปีศาจตัวนั้นว่า“เบเฮโมท”มาสองรอบแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ความหมายของชื่อนี้เหมือนกัน หากจะพูดให้ถูกเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
“ นี่ท่านไม่รู้จักมันอย่างนั้นเหรอ? เจ้าตัวนี้มันชื่อว่าเบเฮโมทเป็นปีศาจสายพันธุ์หนึ่ง ดูจากขนาดของมันน่าจะยังเป็นตัวโตไม่เต็มวัย..“
แอเรียสขมวดคิ้วเล็กๆก่อนจะเริ่มอธิบายออกมา เขาคิดว่าดยุคโคเว่นจะรู้จักเจ้าปีศาจตัวนี้เสียอีก
“ ห้ะ ! นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าตัวนี้คือปีศาจที่ยังโตไม่เต็มที่!? “
“ บ้าน่า !! “
ยังไม่ทันที่แอเรียสจะอธิบายจบก็มีเสียงของดยุคโคเว่นที่พูดขึ้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อรูหูเอ่ยขึ้นมาขัดเสียก่อน แม้แต่อลันที่ยืนฟังอยู่ด้วยความสงบมาตลอดก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกใจจนเสียกริยา หากเป็นเด็กหนุ่มสาวคนอื่นมาพูดเรื่องนี้ให้ฟังพวกเขาคงคิดว่าเป็นแค่คำพูดเพ้อเจ้อเท่านั้น แต่ในเมื่อคนที่พูดอยู่คือแอเรียสมันกลับทำให้คำพูดดูน่าเชื่อถือขึ้นมาในทันที เขารอบรู้เรื่องราวต่างๆเกินวัยของเขาไปมาก แม้แต่เวทอัญเชิญปีศาจเขาก็ยังรู้จักมัน หากเขาจะรู้จักปีศาจตัวนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจอะไร แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังทำใจเชื่อยากว่าเจ้าตัวนี้คือปีศาจที่ยังโตไม่เต็มที่ พวกเขาเคยคิดด้วยซ้ำว่านี่คือปีศาจตัวโตเต็มวัยที่มีชีวิตอยู่อย่างยาวนานมาหลายร้อยปี
“ ก็ใช่น่ะสิ เบเฮโมทตัวนี้มันยังโตไม่เต็มที่ ปกติหากเป็นตัวเต็มวัยมันจะสูงมากกว่านี้สักประมาณหนึ่งเมตรเห็นจะได้ เขาของมันก็จะยาวกว่านี้เล็กน้อย พวกท่านลองมองดูที่เขาของมันสิมันยังงอกออกมาไม่สุดเลย แต่ช่างมันเถอะนี่ไม่ใช่เวลามาค้นคว้าเรื่องสายพันธุ์ของปีศาจ เอาเป็นว่าเจ้าตัวนี้มันก็พอจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง หากโจมตีซ้ำไปที่รอยแผลเก่าก็น่าจะสังหารมันได้ ความจริงต้องบอกว่าโชคดีแล้วล่ะที่มันยังเป็นแค่ตัวที่ไม่โตเต็มที่ ระดับของมันก็เลยยังเป็นแค่ระดับปีศาจขั้นปลาย หากเป็นตัวเต็มวัยที่เป็นระดับขุนพลเกราะมนตรานี่ก็คงป้องกันมันไว้ไม่อยู่“
เมื่อหันไปเห็นทั้งดยุคโคเว่นรวมถึงอลันที่จ้องมองมาทางเขาพร้อมกระพริบตาด้วยความงุนงง มันทำให้แอเรียสรู้สึกเหมือนกับเขาเป็นอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนลูกศิษย์หัวทื่อที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยยังไงก็ยังนั้น เพราะเห็นว่าคนพวกนี้รู้จักเวทอัญเชิญปีศาจเขาก็หลงคิดว่าพวกเขาน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับปีศาจด้วยเช่นกัน แต่เปล่าเลย ดูเหมือนคนพวกนี้ไม่รู้เรื่องใดๆเกี่ยวกับสายพันธุ์ของปีศาจเลยแม้แต่น้อย