เมื่อพูดถึงความเหมาะสมนางซูก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวของตนอีกครั้งไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผอมแห้งวัยเจ็ดขวบเมื่อสามสี่ปีก่อนจะเติบโตเป็นสาวน้อยที่สดใสและน่ารักถึงเพียงนี้
เพียงแต่สกุลเย่ล้มละลายไปแล้วมารดาและบุตรสองคนแยกออกมาใช้ชีวิตตามลำพังกำเนิดของเย่ชิงชิงนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นสาวชาวนาซึ่งไม่คู่ควรกับตระกูลสูงศักดิ์เหล่านั้น
ทุกคนต่างบอกว่านางมีโชคดีนางซูเองก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีเหลือเกิน ในยามนี้นางพอใจแล้วไม่ได้คาดหวังว่าบุตรสาวจะต้องแต่งงานเข้าสู่ตระกูลสูงศักดิ์ขอเพียงไม่หิวโหยหรือหนาวเหน็บก็พอแล้ว
“ท่านแม่ ท่านมองข้าแปลกๆ นะเจ้าคะ”
บังเอิญว่าสายตาขณะครุ่นคิดของนางซูถูกจับได้นางจึงไม่ปิดบังหรือคาดเดาต่อไป แต่กลับเอ่ยถามตรงๆ ว่า“เจ้ายังคงคิดถึงคุณชายเจ้าของห้างอยู่ใช่หรือไม่?”
ไม่ต้องพูดถึงว่าคุณชายเจ้าของห้างนั้นรูปงามเพียงใดเพียงแค่สกุลเผยที่อยู่เบื้องหลัง เขาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้นางซูรู้สึกเหมือนคำพูดจุกอยู่ที่ลำคอ เผยรุ่นจือนั้นสมบูรณ์แบบเกินไปการรู้สึกดีกับเขาก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่น่าเสียดาย...
เย่ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจ“ข้าเคยคิดถึงเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ยังพูดคำว่า‘ยังคงคิดถึง’ อีกมันเป็นเรื่องต่อเนื่องหรืออย่างไร?
“อยู่ต่อหน้าแม่เจ้าอย่าปิดบังเลย” นางซูถอนหายใจอย่างจนใจหากเป็นเพียงเรื่องฐานะ นางก็อยากจะพยายามหาเงินให้มากที่สุดเพื่อไล่ตามสกุลเผยแต่สิ่งที่เรียกว่า ‘ความเหมาะสม’ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทรัพย์สินเท่านั้นแต่ยังรวมถึงความยิ่งใหญ่และรากฐานของตระกูลด้วย
เย่ชิงชิงขมวดคิ้วแน่น“ท่านแม่คงเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ”
นางซูมองนางครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจยาว“เข้าใจผิดหรือไม่หาใช่เรื่องสำคัญที่สำคัญคือแม่เพียงต้องการตักเตือนเจ้าช่องว่างระหว่างครอบครัวเรากับสกุลเผยนั้นใหญ่เกินไป เจ้าอย่าได้... อะแฮ่ม...สรุปแล้วคือ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี”
“ข้าดูแลตัวเองให้ดีแล้วจะประโยชน์อันใดกันที่สำคัญคือเขาต้องดูแลตัวเองให้ดีสิเจ้าคะ!” เย่ชิงชิงบ่นพึมพำเสียงเบาอย่างไม่พอใจไอ้คนบัดซบนั่นแหละที่เอาเปรียบนาง และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึงสองครั้ง!
พูดอยู่ได้นักหนากับคำว่าสง่างามมีมารยาทดี นั่นมันก็แค่เปลือกนอกที่แสดงให้คนภายนอกเห็นเท่านั้นพอลอกเปลือกออกก็กลายเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เย่ชิงชิงเสียเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่านางหงุดหงิดเสียเหลือเกิน คิดว่าคราวหน้าจะต้องเอาคืนบ้าง ไม่เพียงแค่บีบแก้มเขาแต่จะลวนลามเขาด้วย!
นางซูไม่ได้ยินที่นางพูดชัดเจนนักเพียงเห็นท่าทางไม่พอใจของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ“เอาเถอะ ท่านแม่รู้ว่าเจ้ารู้ความ อย่าตำหนิแม่ที่พูดตรงๆ เลยนะอีกไม่นานเจ้าก็จะอายุสิบสองแล้ว แม่ก็จะช่วยเจ้ามองหาคู่ครองด้วยชิงชิงคิดว่าเกาเฟิง... เป็นอย่างไรบ้าง?”
อะไรนี่?เย่ชิงชิงก็อึ้งไป “ทำไมพูดถึงเขาอีกแล้วล่ะเจ้าคะ?”
นางซูมองบุตรสาวอย่างแปลกใจท่าทางไม่พอใจของนางไม่เหมือนคนขี้อายเลย “แม่กำลังพูดเรื่องสำคัญกับเจ้าอยู่ทำไมถึงได้หงุดหงิดนัก?” ก็เพราะนางมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็กนางซูจึงมักจะพูดคุยหารือกับนางทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องการแต่งงานของนางเองด้วย
“ท่านแม่ ลูกยังไม่มีความคิดที่จะแต่งงานเลยเจ้าค่ะอีกสักสองสามปีไว้ค่อยคุยกันดีกว่าไหมเจ้าคะ?” ตอนนี้เย่ชิงชิงไม่อยากพูดคุยเรื่องแนวคิดความรักหรือชีวิตกับนางมากนักนางเพียงคิดว่านางยังเด็กเกินไป การพูดเรื่องแนวคิดเหล่านั้นคงฟังดูน่าขัน
เวลานี้มีเพียงคำเดียว‘ประวิงเวลา’
ทว่านางซูไม่เห็นด้วยนางรู้สึกว่าเกาเฟิงนั้นเหมาะสมมาก แม้เขาจะดูเหมือนคนปากร้าย แต่จริงๆแล้วคนประเภทนี้มักจะรักและห่วงใยผู้อื่นมากที่สุด เขาอายุมากกว่าเย่ชิงชิงสองปีอีกไม่กี่ปีข้างหน้า? เกรงว่าครอบครัวของเขาจะรอไม่ไหวและจะจัดงานหมั้นให้เขาเสียก่อน!
“เจ้าบอกความรู้สึกที่มีต่อเขามาเถอะ?” นางซูเลิกดองผักนางล้างมือ แล้วดึงเย่ชิงชิงมานั่งใกล้ๆ แล้วกระซิบว่า “เพียงแค่เราบอกความตั้งใจให้ตาเฒ่าโจวรู้พวกเขาคงยังไม่รีบหมั้นให้เกาเฟิงหรอก อีกสองปีค่อยหมั้นกันอีกสองสามปีก็แต่งงานได้พอดี”
อันที่จริงนางซูก็มีความเห็นแก่ตัวเช่นกันคนที่คุ้นเคยกันย่อมพูดคุยง่ายกว่า นางจะได้อยู่กับลูกสาวอีกสองสามปีให้แต่งงานเมื่ออายุสิบหกสิบเจ็ดจะได้อยู่กับนางได้นานขึ้น ยิ่งกว่านั้นหมู่บ้านซั่งเหออยู่ใกล้มาก หากมีเรื่องอะไรก็ยังพอจะช่วยเหลือกันได้
เย่ชิงชิงส่ายหน้า“ท่านแม่ อย่าทำอย่างนั้นเลยเจ้าค่ะ” การโยนความกังวลเรื่องการแต่งงานมาให้เร็วขนาดนี้ดีแล้วหรือ?การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุก็ไม่ใช่การเตรียมพร้อมแบบนี้เสียหน่อย!
“หากเขาหมั้นหมายออกไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าเราไม่มีบุญวาสนาต่อกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงตบไหล่นาง “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะเจ้าค่ะลองกังวลเรื่องพี่ชายก่อนดีกว่านะเจ้าคะว่าที่เจ้าสาวของเขาอาจถูกหมั้นออกไปแล้วก็ได้”
เป็นจริงดังคาดพอพูดถึงเรื่องนี้ นางซูก็หันความสนใจไปที่อื่นทันทีไม่ใช่ว่าทังหว่านหรงดีเลิศอะไรนักหนา เพียงแต่บุตรชายหลงรักนางผู้เป็นแม่ย่อมต้องคอยช่วยเหลือ
ดังนั้นนางจึงตบมือ แล้วลุกขึ้นยืน “เจ้าพูดมีเหตุผลมากข้าจะไปที่บ้านแม่สื่อฟางก่อนก็แล้วกัน”
เย่ชิงชิงมองนางซูที่รีบร้อนออกจากบ้านก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย ท่านแม่ขี้กังวลเสียจริง หากเป็นไปได้นางไม่อยากเติบโตเลย เด็กสาวตัวเล็กๆ ไม่มีข้อจำกัดมากมายในการทำสิ่งต่างๆไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง และได้รับการคุ้มครองจากญาติพี่น้อง ช่างดีงามเสียจริง
เมื่อขึ้นปีใหม่แม่สื่อฟางผู้ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องก็กลับมามือเปล่า
นางบิดร่างอ้วนกลมของตนเข้ามาแล้วถอนหายใจ “ซูเหนียงจื่อบ้านที่เจ้าหมายตาไว้นั้นไม่ดีเลยนะ! พี่ชายของแม่นางผู้นั้นมาตรฐานสูงเกินไปอยากจะแต่งนางออกไปให้นายท่านจากตระกูลเศรษฐีใหญ่!”
ขณะนั้นในบ้านมีเพียงนางซูและจินหลันพอจินหลันได้ยินดังนั้นก็ตกใจไม่คิดว่านางซูจะให้แม่สื่อไปคุยเรื่องแต่งงานให้เย่จื้อเฟิงเร็วขนาดนี้!
“เป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ? น่าเสียดายยิ่งนัก” นางซูส่ายหน้าแล้วยื่นชาให้แม่สื่อฟางแก้วหนึ่ง จากนั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า“รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”