บทที่ 24 ท่ามกลางปราณกระบี่ฟ้าดิน กลับบ้านไปส่งกระบี่
ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้
เมืองชิงอวิ๋น เรือนหลังของตระกูลซู
ซูชิงลั่วกำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่อยู่ในลานบ้าน ส่วนเซียวเยี่ยนยืนมองดูอยู่เงียบ ๆ ด้านข้าง
สำหรับท่านอาจารย์ที่มีอายุไล่เลี่ยกับตนผู้นี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรเขาก็ยังรู้สึกขัดเขิน
ทว่า ตานเหล่าบอกให้เขาสร้างความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับซูชิงลั่วให้ดี ยามนี้จึงทำได้เพียงยืนอยู่อย่างนอบน้อมและเฝ้าสังเกตอย่างละเอียด
'นึกไม่ถึงเลย... ว่าวันนี้ข้าจะมีลูกศิษย์จริง ๆ จะว่าไปเ้าเด็กนี่ก็ท่าทางนอบน้อมใช้ได้ ข้าจะปล่อยให้เขาดูแคลนไม่ได้เด็ดขาด ต้องแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาให้เห็นเสียหน่อย' ซูชิงลั่วคิดในใจ
ท่วงท่าในมือยิ่งทวีความจริงจัง วันนี้นางบรรลุเจตจำนงกระบี่ ยามนี้กระบี่ยาวในมือนางราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย พลิ้วไหวเป็ธรรมชาติไร้ที่ติ
ภายในแสงกระบี่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมที่ชวนให้ขนลุก ทุกครั้งที่กวัดแกว่ง ปราณกระบี่ก็พุ่งทะยานขวางกั้น เกิดเป็เสียงหวีดหวิวบาดลึกถึงโสตประสาท ทุกที่ที่แสงกระบี่พาดผ่าน
“ต้องยอมรับว่าความสำเร็จในวิถีกระบี่ของสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ... เพียงเท่านี้ก็นับว่าคู่ควรจะเป็อาจารย์ของข้าได้!”
เซียวเยี่ยนอุทานด้วยความทึ่ง และยิ่งตั้งใจมองมากขึ้น
ทว่า ในขณะนั้นเอง แสงกระบี่อันเจิดจรัสสายหนึ่งพลันสว่างขึ้นที่เส้นขอบฟ้าอย่างกะทันหัน แสงกระบี่นั้นราวกับดวงจันทร์และดวงตะวัน สว่างจ้าจนแสบตา
“นี่... นี่มัน...” เซียวเยี่ยนเบิกตากว้าง
แสงกระบี่สายนั้น คล้ายกับสามารถฉีกกระชากม่านราตรีให้ขาดสะบั้น! ทำให้เขาตกตะลึงอยู่กับที่ในทันที
ซูชิงลั่วที่อยู่ด้านข้างก็เช่นกัน
ดวงตางามจ้องมองด้วยความใอย่างยิ่ง แต่กลับรู้สึกว่าแสงกระบี่นี้ดูคุ้นตาเหลือเกิน
ในใจเกิดความสงสัย จนเผลอคิดอยากจะไปดูที่ห้องของหลินม่ออย่างประหลาด ทว่า แสงกระบี่อันเจิดจ้านั้นราวกับทลายระยะทางพุ่งตรงมายังนาง
ในใจเกิดความปั่นป่วนไม่หยุดหย่อน รู้สึกราวกับมีความเข้าใจบางอย่างผุดขึ้นมา
“กระบี่เฉียบคมยิ่งนัก... ที่แท้... วิถีกระบี่ก็สามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้...
หากเป็เช่นนั้น...”
ในห้วงคำนึงของซูชิงลั่วเหมือนได้เห็นผู้ที่วาดกระบี่เล่มนั้น และราวกับััได้ถึงความลับอันลึกล้ำบางอย่าง
แววตาของนางค่อย ๆ ลึกล้ำขึ้น กระบี่ในมือพลันร่ายรำอย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่ที่ราวกับเส้นไหมดำสายแล้วสายเล่าพันรอบกายของนาง!
'ซี้ด! เป็... เป็ไปได้อย่างไร!
สตรีผู้นี้... ถึงกับบรรลุวิชากระบี่ได้ด้วยตนเอง!
อัจฉริยะ! อัจฉริยะโดยแท้!'
เสียงของตานเหล่าทำให้เซียวเยี่ยนสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันกลับไปก็เห็นซูชิงลั่วกำลังหลับตาร่ายรำกระบี่ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายอันลึกลับ
จนกระทั่งชั่วครู่ต่อมา นางจึงเก็บกระบี่และยืนนิ่ง
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้... ปราณกระบี่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อควบแน่นสังหารศัตรูเท่านั้น
หากใช้พลังิญญากระจายมันออกไป อานุภาพจะยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม
กระบวนท่านี้... ขอเรียกว่าปราณกระบี่เส้นไหมดำแล้วกัน...” ซูชิงลั่วมีสีหน้ายินดี
เมื่อครู่นี้นางอาศัยแสงกระบี่อันน่าทึ่งสายนั้น จนเกิดความรู้สึกบางอย่างและบรรลุวิชากระบี่ได้ด้วยตนเอง แม้ไม่รู้ว่าอยู่ในระดับใด แต่ก็รู้ว่ามีอานุภาพยากจะหยั่งถึง!
ยามนี้รู้สึกปลอดโปร่งในใจยิ่งนัก จนเผลอคิดอยากจะไปบอกหลินม่อโดยไม่รู้ตัว
ซูชิงลั่วเมินเฉยต่อสายตาตื่นตะลึงของเซียวเยี่ยนที่อยู่ข้างกาย แล้วเก็บกระบี่เดินจากไป
นางมาถึงหน้าห้องของหลินม่อ เคาะประตูอยู่พักใหญ่แต่ไม่มีใครเปิด
“แปลก... เขาหายไปไหนนะ?”
...
ตูม!
อานุภาพจากการะเิของอาวุธวิเศษทำให้หลินม่อาเ็สาหัส แม้จะพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่ก็ยังได้รับาเ็รุนแรง เพราะร่มสีเขียวของซูฉี่เหวินมีผลในการกักขังศัตรู พื้นที่ที่เขาจะหลบหลีกได้จึงมีน้อยนิด
ในระยะประชิดเช่นนี้ การที่ไม่ถูกะเิตายคาที่ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว แต่ก็ทำให้เขาสูญเสียพลังในการต่อสู้ไป
ภายในร่างกาย เืลมพลุ่งพล่าน รสคาวเืแล่นขึ้นมาในลำคอ ก่อนจะกระอักเืออกมาคำหนึ่ง
“บัดซบ! ในมือข้าไม่มีวิชาที่ดูดีเลยสักอย่าง
ทำได้เพียงอาศัยอานุภาพของกายากระบี่ในการต่อสู้
แต่ยามนี้ข้าาเ็สาหัส กายากระบี่ยากจะขับเคลื่อน
ลำพังเพียงวิชาพื้นฐาน ย่อมไม่อาจสังหารโจรผู้นี้ได้!” หลินม่อขมวดคิ้วแน่น
ยามนี้เืลมพลุ่งพล่านในกายเขาไม่หยุดหย่อน กระดูกในร่างกายส่งเสียงลั่นไม่ขาดสาย ความเ็ปรวดร้าวราวกับถูกเข็มทิ่มแทงจู่โจมไปทั่วร่าง ทำให้เขาเ็ปแทบหมดสติ
'บัดซบ!' หลินม่อสบถในใจ
เขาไม่ยินยอม และประมาทเกินไปจริง ๆ
วิธีการของผู้บำเพ็ญเพียรพิสดารและชั่วร้าย หากพลาดพลั้งเพียงนิดย่อมตกสู่หุบเหวที่ไม่อาจหวนคืน
เขาไม่คิดว่าซูฉี่เหวินจะเด็ดขาดถึงขั้นะเิอาวุธวิเศษทิ้ง และไม่คิดว่าอานุภาพการะเิของอาวุธวิเศษชิ้นนี้จะรุนแรงถึงเพียงนี้!
สรุปแล้วคือเขายังรอบคอบไม่พอ!
“หากมีวิชาที่แข็งแกร่งสักอย่าง ต่อให้กายากระบี่ใช้งานไม่ได้ ข้าก็ยังพอจะต่อกรกับมันได้
แต่ตอนนี้...”
แววตาของหลินม่อฉายความจนใจ รู้ดีว่าวันนี้คงต้องพลาดท่าจริง ๆ เสียแล้ว
เมื่อเห็นหมอกเบื้องหน้าจางหายไป ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภของซูฉี่เหวินก็ปรากฏขึ้น เขาพยายามยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก เตรียมจะสู้เป็ครั้งสุดท้าย
ทว่า ในขณะนั้นเอง ที่ข้างหูของเขา มีเสียงแจ้งเตือนของระบบดังรัวขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี ลูกบุญธรรมซูชิงลั่วบรรลุความเข้าใจ]
[ซูชิงลั่วบรรลุวิชาระดับสอง ปราณกระบี่เส้นไหมดำ]
[ได้รับสิ่งตอบแทนสิบเท่า : ปราณกระบี่ดาราจันทรา]
[ติ๊ง! การตอบแทนครั้งนี้เกิดการคริติคอล!]
[ระดับคริติคอล : สี่ดาว]
[ได้รับวิชาเทพ : ปราณกระบี่ฟ้าดิน]
[้ารับหรือไม่?]
“วิ... วิชาเทพ?! ปราณกระบี่ฟ้าดิน!
รับ...”
หลินม่อตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางเมืองชิงอวิ๋น
เขาไม่คิดว่าพร์ของซูชิงลั่วจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ ถึงขั้นบรรลุวิชาได้ด้วยตนเอง!
“ช่างประจวบเหมาะเสียจริง! มีลูกสาวที่แสนดีเช่นนี้ จะต้องกังวลเื่ความทะเยอทะยานของข้าอีกทำไม!” หลินม่อดีใจจนเนื้อเต้น
ชั่วขณะหนึ่ง เขาลืมสิ้นซึ่งความเ็ปตามร่างกาย
รีบสั่งในใจทันที 'รับ!'
วูบ!
เสียงหึ่ง ๆ ของระบบดังขึ้นทันที
แสงสว่างอันลึกลับสายหนึ่งเข้าปกคลุมห้วงคำนึงของเขา รู้สึกราวกับว่าวิชาเทพนี้เป็สิ่งที่เขามีติดตัวมาแต่กำเนิด เชี่ยวชาญอย่างไร้ขอบเขต
เพียงพริบตาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง สามารถเรียกใช้ได้ตามใจปรารถนา!
“เฮ้อ... คราวนี้ถึงตาข้าบ้างแล้ว”
เขาลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ มองดูซูฉี่เหวินที่กำลังร่ายมุทรา
มุมปากยกยิ้ม แววตาเย็นเยียบ และฉายแววกระหายเื!
“วิชาเทพ... ปราณกระบี่ฟ้าดิน!”
เมื่อสำแดงวิชาเทพออกไปหนึ่งครา ปราณกระบี่ไร้สิ้นสุดก็แผ่ซ่านครอบคลุมพื้นที่หลายสิบจั้งรอบด้าน สมกับชื่อของวิชาเทพ
ในโลกหล้าแห่งนี้หลงเหลือเพียงปราณกระบี่เท่านั้น และนั่นเป็เพราะระดับบำเพ็ญของหลินม่อยังต่ำเกินไป หากวันหนึ่งระดับบำเพ็ญสูงขึ้น แล้วใช้วิชาเทพนี้อีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างปราณกระบี่ฟ้าดินขึ้นมาได้จริง ๆ!
เคร้ง!
ฉัวะ!
วิชาเทพฟันผ่าน
ซูฉี่เหวินตายคาที่ในทันที กลายเป็ฝนเืและเศษเนื้อ ส่วนหลินม่อก็ไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป ล้มฟุบลงกับพื้น หากไม่ใช่เพราะก่อนจะร่วงลงมา เขาฝืนสติเฮือกสุดท้ายร่ายมุทราป้องกันไว้ เกรงว่าคงจะร่วงลงมาตายคาที่ไปแล้ว และยังโชคดีที่พื้นที่แห่งนี้ไม่มีสัตว์ป่าในหุบเขา ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรผ่านมา
หลังจากหลับไปหนึ่งคืน ในที่สุดหลินม่อก็ฟื้นคืนสติ
“แค่ก ๆ... คืนหนึ่งที่ผ่านมานี่มัน...”
หลินม่อค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้น ไม่สนใจความปวดเมื่อยตามร่างกาย แล้วเรียกถุงเก็บของที่เปื้อนเืของซูฉี่เหวินจากระยะไกลมาหาตน ก่อนจะใช้ััิญญาแทรกซึมและทำลายมันในพริบตา รีบหยิบยาหลายขวดกรอกเข้าปาก
จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิ โคจรเคล็ดวิชา ปรับลมปราณรักษาอาการาเ็ เมื่ออาการทุเลาลงบ้าง จึงพอมีแรงลุกขึ้นยืน
“แค่จะเอากระบี่ไปส่งให้ลูกสาว แทบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
ยังดีที่ชนะ แถมยังได้วิชาเทพที่แข็งแกร่งมาอีกอย่าง
เอาเถอะ กลับบ้าน! ไปส่งกระบี่ให้ลูกสาวดีกว่า!”