บทที่ 11 ข้าคือเด็กน้อยผู้น่ารักและเฉลียวฉลาดเชียวนะ (รีไรต์)
ยามปกติยามที่ยังอยู่ในบ้านเก่าตระกูลทังมักจะต้องตื่นขึ้นในเวลานี้เพื่อทำงานรับใช้คนทั้งบ้าน การถูกเอ็ดด่าตำหนิติเตียนถือเป็เื่ปกติที่พบเจอจนชินตา
ทว่าตอนนี้ต่างออกไปแล้ว การได้ทำงานเพื่อครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง มีข้าวน้ำให้กินอิ่มหนำ ไม่มีใครมาคอยตบตีทำร้าย ทำให้แม่ลูกกลุ่มนี้ทำงานกันอย่างมีความสุขยิ่งนัก
ยามนี้ที่บ้านยังไม่ขาดแคลนเสบียง ต้าเป่าจึงไม่จำเป็ต้องเข้าป่าล่าสัตว์ั้แ่ฟ้ายังไม่สาง เขาอยู่ช่วยงานในบ้านได้ประหนึ่งแรงงานหลัก งานหนักงานเบาล้วนรวบหัวรวบหางจัดการจนสิ้น
พี่น้องแต่ละคนต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเพื่อปรับปรุงรั้งเขตเล็ก ๆ แห่งนี้ให้สมบูรณ์
ไฉ่ซื่อกำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมมื้อเช้า นางใช้แป้งธัญพืชหยาบเคี่ยวเป็ข้าวต้มข้นหม้อใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นอบอวลไปทั่ว รอเพียงให้เสี่ยวหยวนเป่าตื่นขึ้นมาก็จะได้กิน
นางเดินเข้าห้องไปลอบดูบุตรสาวตัวน้อยอยู่หลายครา เห็นเด็กน้อยยังคงหลับใหลอย่างแสนหวานจึงไม่กล้าปลุก ปล่อยให้นางได้พักผ่อนต่ออีกสักครู่
ในอดีตยามอยู่บ้านเก่าตระกูลทัง เสี่ยวหยวนเป่ามักหลับไม่สนิท เพียงมีลมพัดใบไม้ไหวก็สะดุ้งตื่น กลางดึกยังมักฝันร้ายจนร้องไห้จ้าอยู่บ่อยครั้ง
ทว่านับแต่ย้ายออกมา นางกลับหลับได้สนิทถึงเพียงนี้ ทำให้ไฉ่ซื่อรู้สึกเบาใจและตระหนักว่า การพาลูก ๆ แยกตัวออกมาจากตระกูลทังนั้นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า แม่ของพวกเ้าเล่า...”
ที่หน้าประตูรั้ว ปรากฏหญิงชราผู้หนึ่งโพกผ้าบนศีรษะ ในมือหิ้วตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามา
ไฉ่ซื่อได้ยินเสียงจึงรีบออกมาทักทาย “แม่เฒ่าหลี่ ท่านมาแล้วหรือเ้าคะ”
แม่เฒ่าหลี่หยิบแป้งธัญพืชหยาบหนักราวสองชั่งออกมาจากตะกร้า ทั้งยังมีไข่ไก่อีกหนึ่งฟอง...
“สองวันมานี้ข้าอาการปวดศีรษะกำเริบจนต้องนอนซม ไม่ได้ลงจากเตียงเลยเพิ่งจะรู้ความว่าพวกเ้าแม่ลูกถูกไล่ออกมา ตระกูลทังใจดำอำมหิตพวกนั้นคงไม่ได้ให้เสบียงพวกเ้ามาเป็แน่ ข้าเองก็ขัดสน มีเพียงเท่านี้พอให้พวกเ้าประทังความหิวในยามวิกฤต ได้ยินว่าเสี่ยวหยวนเป่าใจนสิ้นสติไป ไข่ฟองนี้ก็เอาไว้ให้นางบำรุงร่างกายเถิด...”
ไฉ่ซื่อฟังแล้วขอบตาพลันร้อนผ่าวด้วยความซาบซึ้ง
แม่เฒ่าหลี่ผู้นี้คือคนจิตใจเมตตา มีบ้านอยู่ติดกับตระกูลทัง บ่อยครั้งมักจะเจียดอาหารมาจุนเจือพวกนางแม่ลูกอยู่เสมอ ทว่าบ้านของแม่เฒ่าหลี่เองก็ยากจนข้นแค้น มีเื่ทุกข์ระทมไม่น้อย ลำพังคนในบ้านเองก็ยังกินไม่อิ่มท้อง การที่นางอุตส่าห์เจียดเสบียงมาช่วยเหลือน่าจะลำบากไม่ใช่น้อย
ขณะที่กำลังสนทนาอยู่นั้น เื้ัของคนทั้งสองกลับปรากฏร่างนุ่มนิ่มของก้อนแป้งน้อยยืนอยู่ั้แ่เมื่อใดไม่อาจทราบ
“ขอบคุณแม่เฒ่าหลี่เ้าค่ะ” จะเป็ใครไปได้เล่านอกจากเสี่ยวหยวนเป่า
เ้าตัวน้อยเดินเหินไร้สุ้มเสียง กระทั่งผู้ใหญ่ทั้งสองยังไม่รู้ตัว นางได้ยินเสียงคนแปลกหน้าจึงตื่นขึ้น ความระแวดระวังของเด็กน้อยผู้นี้ถือว่าว่องไวยิ่งนัก
เมื่อคืนนี้นางฝันว่าได้กินของอร่อยกลิ่นหอมฟุ้ง ตื่นเช้ามาจึงรู้สึกแจ่มใส แข้งขามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม กระทั่งพวงแก้มยุ้ยยังดูอวบอิ่มขึ้นอีกหนึ่งวง
แม่เฒ่าหลี่หันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ “พูดได้แล้วจริง ๆ ด้วย! ข้าได้ยินข้างนอกลือกันว่าเ้าพูดได้ ข้ายังไม่อยากจะเชื่อ บัดนี้ดีนัก ในที่สุดหัวสมองก็ปลอดโปร่งเสียที ข้าบอกแล้วว่าหยวนเป่าน้อยของพวกเราไม่ได้โง่เขลา วันหนึ่งย่อมต้องเจรจาได้...”
เด็กน้อยเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ! ข้าคือเด็กผู้เฉลียวฉลาดเชียวนะ...”
นางรู้สึกว่าแม่เฒ่าหลี่ผู้นี้อัธยาศัยดียิ่งนัก เสี่ยวหยวนเป่าจึงบังเกิดความชมชอบในตัวนาง ทว่าในยามนั้นเอง ด้านนอกพลันมีกลุ่มคนมุ่งหน้ามาอีก
คราวนี้เสียงเอะอะมาแต่ไกล นำหน้ามาด้วยครอบครัวของผู้เฒ่าหวังที่ขับเกวียนวัวมา ตามหลังมาด้วยชาวบ้านที่แห่กันมาดูความครึกครื้น
“เสี่ยวหยวนเป่า ไฉ่ซื่อ ข้านำเสบียงมาส่งให้พวกเ้าถึงเรือนแล้ว! ขนมาเต็มเกวียนเชียวนะ!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เสบียง’ ก้อนแป้งน้อยก็เก็บอาการไม่อยู่ รีบวิ่งตุบตับออกไปข้างนอกทันที
“โอ้! มีเสบียงให้กินแล้ว!”
ไฉ่ซื่อได้แต่หัวเราะอย่างเอ็นดู นางรั้งตัวบุตรสาวไว้ไม่ทัน เ้าตัวน้อยช่างไม่สำรวมเอาเสียเลย แม่เฒ่าหลี่ยังไม่ทราบความนัย ไฉ่ซื่อจึงอธิบายพลางก้าวเท้าตามออกไปเพื่อคว้าตัวเสี่ยวหยวนเป่า
เกวียนวัวเล่มใหญ่หยุดลงกลางลานบ้าน ครอบครัวผู้เฒ่าหวังพากันลงจากเกวียน แม่เฒ่าหวังแย้มยิ้มเอ่ยทักทายเสี่ยวหยวนเป่าด้วยความเอ็นดู
“ท่านอาจารย์น้อย สบายดีหรือไม่!”
เด็กน้อยวางท่าทางสง่างามผึ่งผาย เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว “ท่านตา ท่านยาย พี่ชายเทียนโกว ทุกท่านสบายดีนะเ้าคะ!”
ผู้คนโดยรอบต่างพากันหัวร่อด้วยความขบขัน
ชาวบ้านที่ตามมามุงดูความครึกโครม เมื่อเห็นเสี่ยวหยวนเป่าพูดจาฉะฉานคล่องแคล่วถึงเพียงนี้ ต่างก็บังเกิดความประหลาดใจยิ่งนัก
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยถาม “ท่านอาจารย์น้อย ท่านลองดูสิว่าเทียนโกวบ้านข้าวันนี้ดูดีขึ้นบ้างหรือไม่”
ผู้อื่นอาจไม่เชื่อในความสามารถของเด็กน้อย คิดว่าเป็เพียงโชคช่วยที่บังเอิญช่วยชีวิตบุตรชายเขาไว้ได้ แต่คนบ้านหวังไม่คิดเช่นนั้น สำหรับพวกเขานางคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตลูกชาย
ดวงตากลมโตสุกใสประดุจธารน้ำพุของเสี่ยวหยวนเป่ากวาดมองไปยังร่างของหวังเทียนโกว
“พี่ชายเทียนโกววันนี้... สีหน้าดูดีไม่ใช่น้อยเลยเ้าค่ะ!”
สิ้นคำ ทุกสายตาพลันจับจ้องไปที่หวังเทียนโกว เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายพลันปรากฏรอยแดงระเรื่อพาดผ่านแก้ม ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว
ครอบครัวผู้เฒ่าหวังช่วยกันขนกระสอบเสบียงสี่ห้ากระสอบลงจากเกวียน มีทั้งธัญพืชหยาบหลากชนิด แป้งขาวชั้นดีหนึ่งกระสอบ และข้าวสารขาวอีกครึ่งกระสอบ รวมแล้วหนักหลายร้อยชั่ง สายตาของชาวบ้านต่างจับจ้องไปที่กองเสบียงเ่าั้ด้วยความอิจฉา
“เสบียงมากมายเพียงนี้ เพียงพอให้ไฉ่ซื่อและลูก ๆ กินได้ทั้งปีเชียวนะ”
“ไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่ละมื้อยังได้กินข้าวสวยเต็มเมล็ดไม่ขาดสาย”
“ตอนแรกนึกว่าแม่ลูกกลุ่มนี้แยกบ้านออกมาจะอดตายเสียแล้ว ไม่คาดว่าอาศัยเด็กน้อยเพียงผู้เดียว กลับพลิกชีวิตให้รุ่งโรจน์ได้ถึงเพียงนี้”
“เมื่อก่อนคิดว่านางใบ้ตัวน้อยจะเป็คนอายุสั้น พอเปิดภูมิปัญญาขึ้นมา กลับกลายเป็ผู้มีวาสนาล้นเหลือเสียได้!”
“นั่นสิ!”
ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน
แม่เฒ่าหลี่กวาดตามองไปรอบลานบ้านที่ดูไม่สู้ปลอดภัยนัก หากแม่ลูกกลุ่มนี้มีเสบียงมากมายวางไว้ในเรือน ยามค่ำคืนอาจถูกโจรผู้ร้ายหมายตาเป็แน่ นางคิดในใจว่าจักต้องส่ง ‘เ้าเฮย’ สุนัขของนางมาช่วยเฝ้าเสบียงให้เสียแล้ว
เสี่ยวหยวนเป่ามองกองเสบียงมหาศาลพลันเบิกบานใจยิ่งนัก ปากน้อย ๆ เอ่ยคำหวานพะเน้าพะนอ
“ขอบคุณท่านตา ท่านยาย และพี่ชายเทียนโกวเ้าค่ะ...”
ไฉ่ซื่อและบุตรชายต่างตกตะลึงไม่น้อย ยามแรกบอกว่าจะให้เสบียงเพียงเล็กน้อย ไม่คาดว่าจักมากมายถึงเพียงนี้
“ท่านนำกลับไปครึ่งหนึ่งเถิดเ้าค่ะ มันมากเกินไปแล้ว”
“ไม่ได้ ๆ ชีวิตของเทียนโกวบ้านข้ามีค่ามากกว่าเสบียงพวกนี้ยิ่งนัก ภายภาคหน้าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้น หวังว่าท่านอาจารย์น้อยจะช่วยดูแลเทียนโกวของพวกเราด้วยเถิด!” ผู้เฒ่าหวังเอ่ยด้วยใจจริง
ความจริงแล้วเสบียงพวกนี้ราคาเพียงไม่กี่ตำลึง ยามที่วางแผนจะซื้อ ‘เ้าสาวร่วมสุสาน’ ให้เทียนโกวก็ต้องจ่ายเงินเท่านี้อยู่แล้ว บัดนี้เพียงเปลี่ยนจากเงินซื้อศพมาเป็เสบียงมอบแด่ผู้มีพระคุณแทน
ขณะที่กำลังเจรจากันอยู่นั้น พลันมีเด็กชายมอมแมมผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“เสี่ยวหยวนเป่า ท่านปู่ให้พวกข้ามาตามพวกเ้ากลับบ้านแล้ว!”
ผู้ที่พูดคือทังต้าหลงหลานชายของตระกูลทัง เื้ัยังมีสะใภ้ตระกูลทังอีกสองนาง แบกกระบุงหิ้วตะกร้าเดินตามมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มระรื่น
ทันทีที่ย่างกรายเข้าสู่ลานบ้าน สายตาของพวกนางพลันจับจ้องไปยังกองเสบียงด้วยความละโมบไม่วางตา
เมื่อเสี่ยวหยวนเป่าเห็นคนพวกนี้ จมูกน้อย ๆ ก็ย่นเข้าด้วยความรังเกียจ
คนพวกนี้... แค่เห็นนางก็ขุ่นเคืองใจยิ่งนัก!
ไฉ่ซื่อและต้าเป่าต่างเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันล้อมวงรอดูเหตุการณ์
สะใภ้ใหญ่ตระกูลทังเอ่ยปากด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
“น้องสะใภ้ ท่านแม่เพียงต่อว่าเ้าไม่กี่คำ เ้าก็บังเกิดโทสะพาเด็ก ๆ แยกบ้านออกมาอยู่ลำพัง หากคนภายนอกไม่ทราบความ ย่อมต้องคิดว่าตระกูลทังข่มเหงรังแกพวกเ้า! เอาเถิด คนครอบครัวเดียวกัน พวกเราไม่ถือสาหาความเื่พวกนี้หรอก ท่านแม่น่ะอารมณ์ร้อนไปหน่อย แต่จริง ๆ ท่านเป็คนปากร้ายใจดีนะ ยังไงข้าขอโทษแทนท่านแม่ด้วย กลับบ้านกันเถอะ!”