ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเรือนพักท้ายป่าไผ่ เสี่ยวหรู แวะไปหาอาเฉิงที่ห้องพักศิษย์สายในเหมือนเช่นเคย เส้นทางที่นางเดินผ่านทุกเช้าเริ่มคุ้นเคยขึ้นมาก แสงแดดยามเช้าส่องผ่านใบไผ่สร้างแสงเงาลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสายลม บรรยากาศของสำนักพยัคฆ์เมฆาค่อยๆ กลับสู่ความปกติ ศิษย์ต่างๆ เริ่มออกมาฝึกซ้อมกันตามปกติ เสียงดาบปะทะกันและเสียงะโของอาจารย์ผู้สอนดังก้องไปทั่วลานฝึก
วันนี้อาเฉิงดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขานั่งคัดตำราอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดส่องใส่ใบหน้าของเขาทำให้ดูสดใสกว่าเมื่อวานมาก เมื่อเห็นเสี่ยวหรูเดินมาแต่ไกลเขาก็รีบวางพู่กันแล้วกวักมือเรียกนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ความกังวลและความเศร้าโศกที่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขาเมื่อสองวันก่อนได้จางหายไปมาก
"เสี่ยวหรู! วันนี้เ้าดูสดใสจัง ข้าคัดตำราไปได้เกือบครึ่งแล้ว อีกไม่นานท่านอาจารย์คงอนุญาตให้ข้าออกไปฝึกซ้อมตามปกติ" อาเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหวังและความตื่นเต้นที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ
เสี่ยวหรูรู้สึกดีใจที่เห็นอาเฉิงมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น การที่เขาสามารถยิ้มและพูดคุยด้วยน้ำเสียงร่าเริงได้แสดงว่าเขาเริ่มยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและมองไปข้างหน้าได้แล้ว นางรู้ว่าการถูกกักบริเวณใน่สามวันที่ผ่านมาคงเป็่เวลาที่ยากลำบากสำหรับเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะใช้เวลานั้นในการไตร่ตรองและทำใจได้แล้ว
"ดีแล้วเ้าค่ะอาเฉิง ข้าเองก็อยากเห็นท่านที่ลานฝึกเร็วๆ" เสี่ยวหรูยื่นห่อผ้าเล็กๆ ที่ข้างในมีผลไม้สดส่งให้ ผลไม้เหล่านี้เป็ลูกพีชหวานๆ และลูกลิ้นจี่ที่นางเก็บมาจากสวนผลไม้ของสำนัก "ข้าเอาผลไม้มาฝากเ้าค่ะ ท่านทานแก้กระหายนะ"
อาเฉิงรับห่อผลไม้ด้วยความยินดี แล้วเปิดออกดูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง กลิ่นหอมหวานของผลไม้สดลอยฟุ้งขึ้นมา ทำให้บรรยากาศในห้องเล็กๆ ดูอบอุ่นและเป็กันเอง เขาหยิบลูกลิ้นจี่ขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วเสียบด้วยไม้เล็กๆ ที่นางเตรียมมาให้
"ขอบใจเ้ามาก... จริงด้วยเสี่ยวหรู เมื่อครู่ข้าฝากศิษย์น้องคนหนึ่งไปดูอาการศิษย์พี่จางมา เห็นว่าเขายังหยิบจับช้อนลำบากนัก" อาเฉิงสีหน้าดูสลดลงเล็กน้อย ความกังวลที่เขาพยายามซ่อนไว้เริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง "เ้าช่วยดูแลเื่อาหารการกินให้เขาอย่างใกล้ชิดหน่อยนะ ข้าเป็ห่วงว่าเขาจะกินไม่อิ่ม ถ้าศิษย์พี่จางหายช้า ข้าคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต"
น้ำเสียงของอาเฉิงเต็มไปด้วยความเป็ห่วงและความรู้สึกผิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ แม้เขาจะดูดีขึ้นมากแล้ว แต่ความรับผิดชอบที่เขารู้สึกต่อการาเ็ของจางเหวินยังคงเป็ภาระหนักในใจของเขา เขาเอามือไปขยี้ใบหน้าเบาๆ เหมือนกำลังพยายามไล่ความคิดที่ทำให้เขาเศร้าใจออกไป
เสี่ยวหรูเห็นความทุกข์ใจของอาเฉิงแล้วรู้สึกเห็นใจอย่างมาก นางเข้าใจดีว่าความรู้สึกผิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปได้ง่ายๆ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพียงอุบัติเหตุก็ตาม การที่คนที่เรารักและเคารพต้องได้รับาเ็เพราะความผิดพลาดของเราเป็สิ่งที่ทรมานใจอย่างยิ่ง
"ท่านวางใจเถิดเ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง" เสี่ยวหรูตอบพร้อมรอยยิ้มเพื่อให้คนรักสบายใจ นางเอามือไปจับมือของอาเฉิงเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ "ข้าจะดูแลเื่อาหารของศิษย์พี่จางอย่างใกล้ชิด และจะมาบอกข่าวคราวของเขาให้ท่านฟังทุกวันเหมือนเดิม ท่านไม่ต้องกังวลเลยนะเ้าค่ะ"
อาเฉิงยิ้มให้นางด้วยความซาบซึ้ง แล้วกุมมือนางไว้หลวมๆ ความอบอุ่นจากมือของนางทำให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้น "ข้าโชคดีจริงๆ ที่มีเ้า เสี่ยวหรู เ้าเป็คนที่ใจดีและเข้าใจข้าเสมอ ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถ้าไม่มีเ้าคอยช่วยเหลือและปลอบใจ"
นางลาอาเฉิงแล้วเดินตรงไปยังเรือนพักของจางเหวิน ระหว่างทางนางผ่านลานฝึกที่มีศิษย์หลายคนกำลังฝึกซ้อมกัน เสียงดาบปะทะกันและเสียงะโของอาจารย์ผู้สอนทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวา ศิษย์บางคนพยักหน้าให้นางด้วยความเคารพเมื่อเห็นนางเดินผ่าน เพราะทุกคนต่างรู้ว่านางกำลังดูแลจางเหวินที่ได้รับาเ็
ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำฝากฝังของคนรัก นางรู้สึกว่าการที่นางต้อง "ป้อนข้าว" หรือ "ดูแล" จางเหวินนั้น ไม่ใช่เื่น่าอาย แต่มันคือการทำหน้าที่เพื่อรักษาเกียรติและความรับผิดชอบของอาเฉิงเอง นางรู้สึกว่าหน้าที่นี้มีความหมายมากกว่าการชดเชยความผิดพลาดของตนเอง แต่ยังเป็การแสดงความรักและความเข้าใจต่อความรู้สึกของอาเฉิงด้วย
เส้นทางที่นำไปสู่ป่าไผ่ด้านหลังสำนักเงียบสงบและร่มรื่น ต้นไผ่สูงใหญ่เรียงรายสร้างทางเดินธรรมชาติที่โค้งคดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศ เสียงใสๆ ของใบไผ่ที่เสียดสีกันและเสียงนกร้องไกลๆ ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย อากาศในป่าไผ่เย็นสบายและหอมด้วยกลิ่นของใบไผ่สด แสงแดดส่องผ่านใบไผ่สร้างแสงเงาที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
เมื่อมาถึงเรือนยา นางพบจางเหวินนั่งพิงพนักเตียงนิ่งๆ ใบหน้าของเขาดูซีดเผือดกว่าปกติ และมีเงาคล้ำใต้ตาที่แสดงว่าเขาคงไม่ได้นอนหลับให้สนิท เบื้องหน้าของเขามีถาดอาหารที่ศิษย์รับใช้นำมาวางไว้ให้ แต่จานชามเ่าั้ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีรอยแตะต้อง ข้าวในชามยังคงเป็กองเหมือนเดิม และแกงในถ้วยก็เริ่มเซาะแล้ว
"ศิษย์พี่ ทำไมท่านยังไม่ทานข้าวอีกเ้าคะ? อาหารจะเย็นหมดแล้ว" เสี่ยวหรูรีบเข้าไปจัดการจัดแจงถาดอาหาร นางััถ้วยแกงแล้วพบว่าเย็นเฉียบแล้ว แสดงว่าอาหารถูกวางไว้ที่นี่มานานแล้ว
จางเหวินเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าและมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยจากความพยายาม "ข้าลองพยายามจะถือช้อนแล้วเสี่ยวหรู... แต่นิ้วข้ามันไม่มีแรงเลย ข้าไม่อยากทำชามแตกให้เ้าต้องลำบากมาเก็บกวาดอีก เลยกะว่าจะรอให้หายหิวกว่านี้หน่อยแล้วค่อยๆ ใช้ปากก้มลงทานเอา"
เขายกมือที่ใส่เฝือกขึ้นมาให้นางดู นิ้วมือที่โผล่ออกมาจากผ้าพันแผลดูซีดเผือดและสั่นเทาเล็กน้อย เมื่อเขาพยายามขยับนิ้วก็เห็นได้ชัดว่าการเคลื่อนไหวนั้นลำบากและเ็ปมาก ข้อมือที่บวมยังคงมีสีม่วงอมแดงอยู่บ้าง แสดงว่าการาเ็ยังไม่หายดีเท่าที่ควร
"ทำเช่นนั้นได้อย่างไรเ้าคะ!" เสี่ยวหรูอุทานด้วยความสงสาร ใจของนางเสียวปวดเมื่อจินตนาการถึงภาพของเขาที่ต้องก้มหน้าลงไปกินข้าวเหมือนสัตว์ "อาเฉิงเพิ่งย้ำกับข้าเมื่อครู่ว่าให้ดูเื่อาหารของท่านให้ดี มาเ้าค่ะ ข้าจะป้อนท่านเอง"
นางรีบเก็บถาดอาหารที่เย็นแล้วไปอุ่นใหม่ที่เตาถ่านเล็กๆ ในมุมห้อง ขณะรออาหารอุ่น นางสังเกตเห็นว่าจางเหวินมองดูการกระทำของนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แต่ก็มีความเกรงใจปนอยู่ด้วย เขาดูเหมือนจะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับนิ่งเงียบไป
"ศิษย์พี่ ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าเลยนะเ้าคะ" นางพูดขณะที่กวนแกงในหม้อเล็กๆ ให้ร้อนทั่ว "การดูแลท่านเป็หน้าที่ของข้า และข้าก็เต็มใจที่จะทำ ท่านช่วยข้าไว้ การป้อนข้าวให้ท่านเป็เื่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ท่านทำให้ข้า"
เมื่ออาหารอุ่นแล้ว นางขยับม้านั่งเข้าไปใกล้เตียง ตักโจ๊กอุ่นๆ ขึ้นมาเป่าอย่างตั้งใจก่อนจะส่งให้ ไอร้อนของโจ๊กลอยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของข้าวต้มที่ใส่เนื้อหมูสับและผักใบเขียวต่างๆ นางระมัดระวังอุณหภูมิให้พอดี ไม่ร้อนเกินไปจนเผาปาก แต่ก็ไม่เย็นจนเสียรส
จางเหวินมองดูการกระทำที่แสนนุ่มนวลของนางด้วยสายตาที่สงบนิ่งและซาบซึ้ง ดวงตาของเขาไม่ได้จ้องมองนางด้วยสายตาประหลาดหรือมีเจตนาใดๆ แต่เป็สายตาของคนที่รู้สึกกตัญญูและประทับใจในความใจดีของนาง เขาค่อยๆ อ้าปากรับอาหารมื้อแรกจากมือนางอย่างสุภาพที่สุด
"รสชาติเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?" นางถามด้วยความเป็ห่วง ขณะที่ตักโจ๊กช้อนต่อไป
"ดีเหลือเกิน... ขอบใจเ้ามากนะเสี่ยวหรู" จางเหวินตอบแ่เบา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจริงใจ "ข้าโชคดีจริงๆ ที่มีศิษย์น้องที่จิตใจดีเช่นเ้า และมีรุ่นน้องที่ประเสริฐอย่างอาเฉิง เขาเป็คนที่มีความรับผิดชอบสูง และเ้าก็เป็คนที่มีน้ำใจมาก"
หลังจากป้อนโจ๊กไปสองสามช้อน จางเหวินเริ่มแสดงท่าทีที่ดูเหมือนจะไม่สบาย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอามือที่ยังใช้ได้ไปปัดหน้าผาก "โจ๊กร้อนจังเสี่ยวหรู ข้าเผาลิ้นแล้วสินะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเ็ปเล็กน้อย
"โอ๊ะ! ข้าขอโทษเ้าค่ะ ข้าเป่าไม่พอสินะ" เสี่ยวหรูรีบตักโจ๊กช้อนใหม่แล้วเป่าให้เย็นลงอย่างตั้งใจ นางเป่าแรงขึ้นและนานขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิจะเหมาะสม "ลองดูนะเ้าค่ะ ครั้งนี้ควรจะเย็นพอแล้ว"
จางเหวินลิ้มโจ๊กเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า "ยังร้อนอยู่เสี่ยวหรู ลิ้นข้าบอบบางกว่าปกติั้แ่เจ็บ อาจจะต้องเป่าให้เย็นกว่านี้อีกหน่อย"
นางจึงเป่าโจ๊กในช้อนให้เย็นลงอีกครั้ง แต่เมื่อส่งให้เขาลิ้ม เขาก็ยังบอกว่าร้อนอยู่ นางเริ่มรู้สึกกังวลว่าจะทำให้เขาเผาปากจริงๆ จึงเป่าแรงขึ้นและนานขึ้น จนโจ๊กในช้อนเริ่มเย็นลงจนเกือบจะเป็อุณหภูมิปกติ
"ครั้งนี้เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?" นางถามด้วยความห่วงใย
จางเหวินลิ้มดูแล้วพยักหน้า "ดีขึ้นแล้ว แต่ยังอุ่นอยู่นิดหน่อย" เขาหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูเกรงใจ "เสี่ยวหรู... ข้าขอโทษที่ต้องให้เ้าลำบาก แต่ข้าคิดว่าถ้าเ้าเป่าให้ในปากข้าโดยตรง คงจะเย็นได้เร็วกว่านี้ ข้าเห็นแม่ของข้าทำแบบนี้ให้พ่อตอนที่พ่อป่วยหนัก"
เสี่ยวหรูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับคำขอนี้ แต่เมื่อคิดถึงความทุกข์ทรมานของเขาและคำฝากฝังของอาเฉิงที่ให้ดูแลเขาอย่างดี นางก็รู้สึกว่าการทำเช่นนี้เป็เื่ปกติของการดูแลคนป่วย
"ได้เ้าค่ะ ถ้าจะช่วยให้ท่านสบายขึ้น" นางตอบด้วยความเต็มใจ แล้วตักโจ๊กช้อนหนึ่งขึ้นมา
จางเหวินอ้าปากรอรับ และเมื่อนางเอาช้อนเข้าไปใกล้ปากเขา เขาก็เอ่ยขึ้นเบาๆ "เสี่ยวหรู ช่วยเป่าให้หน่อยนะ ยังรู้สึกร้อนอยู่"
นางจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้และเป่าลมเย็นๆ ลงไปในปากของเขาอย่างระมัดระวัง ลมหายใจของนางที่อุ่นและหอมด้วยกลิ่นธรรมชาติของเธอพัดผ่านใบหน้าของจางเหวิน ระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งสองใกล้มากจนนางสามารถเห็นขนตาของเขาได้ชัดเจน
ขณะที่นางกำลังเป่าลมเย็นๆ ให้เขา จางเหวินก็ค่อยๆ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นเล็กน้อย ด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะพยายามรับลมเย็นให้ได้มากที่สุด การเคลื่อนไหวของเขาดูธรรมชาติและไม่น่าสงสัย เหมือนเป็การกระทำของคนป่วยที่้าความสบาย
"ใกล้หน่อยนะเสี่ยวหรู ลมเย็นจะได้เข้าไปในปากได้ดี" เขาพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนแอและ้าความช่วยเหลือ
เสี่ยวหรูไม่คิดอะไรมาก จึงโน้มตัวเข้าไปใกล้มากขึ้น จนระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว นางเป่าลมเย็นๆ อย่างอ่อนโยนลงไปในปากของเขา ขณะเดียวกันก็ไม่สังเกตว่าดวงตาของจางเหวินกำลังมองดูใบหน้าของนางอย่างใกล้ชิด
ใน่เวลาที่นางกำลังเป่าลมให้เขา จางเหวินก็ค่อยๆ เอียงหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น ด้วยการเคลื่อนไหวที่ช้าและระมัดระวัง เหมือนกับว่าเขากำลังพยายามรับลมเย็นให้ได้ดีที่สุด แต่ในความเป็จริงแล้ว เขากำลังคำนวณระยะห่างอย่างแม่นยำ
เมื่อนางเป่าลมไปได้สักพัก จางเหวินก็ทำเสียงครางเบาๆ เหมือนกำลังรู้สึกสบายขึ้น "อ่า... ดีขึ้นมากแล้วเสี่ยวหรู ขอบใจเ้ามาก" เขาพูดพร้อมกับเอียงหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นอีก เพื่อแสดงความขอบคุณ
ในขณะเดียวกัน เขาก็ทำท่าเหมือนจะพยายามกลืนโจ๊กที่อยู่ในปาก แต่แทนที่จะกลืนลง เขากลับเอียงหน้าไปข้างหน้าเล็กน้อย ด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะเป็การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ตั้งใจ
ใน่เวลาเดียวกันนั้น เสี่ยวหรูที่กำลังโน้มตัวเข้าไปเป่าลมให้เขาก็ไม่ทันสังเกตการเคลื่อนไหวของเขา เมื่อเขาเอียงหน้าเข้ามา ริมฝีปากของทั้งสองก็มาัักันเบาๆ อย่างไม่คาดคิด
การัันั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ริมฝีปากที่อ่อนนุ่มของทั้งสองแตะกันเบาๆ เหมือนการััของกลีบดอกไม้ที่ถูกสายลมพัดมาชนกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นอ่อนโยนและอบอุ่น แต่ก็ทำให้ทั้งสองใและตื่นตัวขึ้นทันที
"โอ๊ะ!" เสี่ยวหรูอุทานเบาๆ ด้วยความใ แล้วรีบถอยหลังออกมาทันที ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นมาทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความอึดอัดใจ "ข้า... ข้าขอโทษเ้าค่ะ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!"
จางเหวินก็แสดงท่าทีใเช่นกัน เขารีบหันหน้าไปด้านข้างและเอามือที่ใช้ได้ไปปิดปาก ใบหน้าของเขาก็แดงขึ้นเล็กน้อย แต่ในดวงตาของเขากลับมีแสงแปลกๆ ที่นางไม่ทันสังเกต
"ไม่... ไม่เป็ไรเสี่ยวหรู ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอึดอัดและเกรงใจ "ข้าแค่... แค่พยายามจะรับลมเย็นให้ได้มาก แล้วก็เผลอเอียงหน้าเข้าไปมากเกินไป ข้าขอโทษจริงๆ"
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที ทั้งสองต่างก็รู้สึกอึดอัดและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เสี่ยวหรูนั่งนิ่งๆ บนม้านั่ง ใบหน้ายังคงแดงก่ำ และมือก็สั่นเทาเล็กน้อยจากความใ นางไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร
จางเหวินมองดูความอึดอัดของนางแล้วรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อบรรเลงบรรยากาศ เขาค่อยๆ หันหน้ากลับมามองนางด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ
"เสี่ยวหรู อย่าคิดมากเลยนะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบและปลอบใจ "มันเป็เพียงอุบัติเหตุ เราทั้งสองไม่ได้ตั้งใจ และข้าก็ไม่ได้คิดอะไรในทางที่ไม่ดี เ้ากำลังดูแลข้าด้วยความใจดี และข้าก็รู้สึกขอบคุณมาก"
คำพูดของเขาทำให้เสี่ยวหรูรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย นางค่อยๆ หายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอเพื่อทำใจให้สงบ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่เ้าค่ะ... มันเป็เพียงอุบัติเหตุ ข้าก็ไม่ได้คิดอะไร"
หลังจาก่เวลาแห่งความอึดอัดผ่านไป ทั้งสองก็พยายามทำตัวให้เป็ปกติ เสี่ยวหรูหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางระมัดระวังระยะห่างมากขึ้น
"ข้าจะเป่าโจ๊กในช้อนให้เย็นก่อนแล้วค่อยป้อนท่านนะเ้าค่ะ" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะฟังดูปกติ
"ได้เสี่ยวหรู ขอบใจเ้ามาก" จางเหวินตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน "ข้าขอโทษที่ทำให้เ้าลำบาก และขอโทษสำหรับเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วย"
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ" นางตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ที่พยายามจะดูธรรมชาติ
การป้อนอาหารใน่ต่อมาดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นแบบละเอียดอ่อน แม้ทั้งสองจะพยายามทำตัวให้เป็ปกติ แต่ก็ยังมีความตึงเครียดและความตื่นเต้นแปลกๆ อยู่ในอากาศ
จางเหวินสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในท่าทางของเสี่ยวหรู นางดูระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็มีความอ่อนโยนที่เพิ่มขึ้นด้วย เหมือนกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้นางรู้สึกใกล้ชิดกับเขามากขึ้น แม้จะเป็เพียงอุบัติเหตุก็ตาม
"โจ๊กอร่อยมากเลยเสี่ยวหรู" เขาพูดขณะที่นางป้อนช้อนสุดท้าย "ข้ารู้สึกอิ่มและอุ่นใจมาก ขอบใจเ้าที่ดูแลข้าอย่างดี"
"เป็หน้าที่ของข้าเ้าค่ะ" นางตอบพร้อมรอยยิ้มที่ดูจริงใจมากขึ้น "ข้าดีใจที่ท่านชอบ"
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เสี่ยวหรูก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ "ศิษย์พี่จาง ข้าต้องกลับแล้วเ้าค่ะ จะมาดูแลท่านอีกพรุ่งนี้"
"ขอบใจเ้ามากนะเสี่ยวหรู สำหรับทุกอย่างที่เ้าทำให้ข้า" จางเหวินพูดด้วยความซาบซึ้ง "ข้ารู้สึกโชคดีมากที่ได้รับการดูแลจากเ้า"
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกเ้าค่ะ" นางยิ้มให้เขา "ท่านพักผ่อนให้เพียงพอนะ"