บทที่ 39 เจ้าผายลมอะไรออกมา
กู้อวี้กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “ถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าองค์หญิงใหญ่ยังติดใจเอาความเรื่องในปีนั้นอยู่หรือไม่ ตามความเห็นของข้าน้อย องค์หญิงใหญ่มีจิตใจกว้างขวาง จะต้องไม่ใช่คนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นแน่นอน”
โอรสขององค์หญิงใหญ่ต่างหากที่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น กู้อวี้ค่อนขอดในใจ
คนผู้นั้นยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าองค์หญิงใหญ่ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น นายอำเภอซูเป็นผู้มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง เหตุใดจึงติดแหง็กอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ หลายปีก็ยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง? กล่าวถึงที่สุดแล้วคงเป็นเพราะองค์หญิงใหญ่ยังไม่ลืมนายอำเภอซู และยังผูกใจเจ็บต่อเรื่องในปีนั้น”
กู้อวี้กล่าวเสียงเนิบนาบ “ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง ถ้านายอำเภอซูไม่ต้องการเลื่อนตำแหน่งเองเล่า? ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บเพราะเรื่องนั้นแล้ว”
คนผู้นั้นมีสีหน้าคล้ายกับ ‘เจ้าผายลมอะไรออกมา’ ขณะถามกลับว่า “เหตุใดน้องชายกู้จึงกล่าวเช่นนี้?”
องค์หญิงใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงกลอกตามองบน กล่าวกับจวินเจ๋อว่า “ไปกันเถอะ”
“จะรีบไปไหน ข้ากลับอยากฟังว่ากู้อวี้ผู้นี้จะพูดอะไรต่อไป” จวินเจ๋อกุมดาบตวนฟางตรงหว่างเอว ดวงตาดอกท้อฉายแววนึกสนุก
องค์หญิงใหญ่อดหงุดหงิดไม่ได้ “เจ้านี่นะ แม้แต่เรื่องซุบซิบของแม่ตัวเองก็ยังอยากฟัง”
กู้อวี้ที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงเงียบงันไปอีกครั้ง เพราะนางไม่อาจบอกพวกเขาได้ว่าตนเองเคยอ่านบันทึกของกรมขุนนางมาก่อน
การเลื่อนหรือลดขั้น ปลดตำแหน่งและโยกย้ายขุนนางในราชสำนักต้าอวี่ล้วนต้องผ่านการประเมินของเจ้าหน้าที่กรมขุนนาง ทุกสามปีจะมีการประเมินหนึ่งครั้ง โดยเริ่มจากขุนนางท้องถิ่นเขียนรายงานสิ่งที่ตนเองทำมาตลอดสามปีส่งให้ขุนนางระดับหัวหน้า จากนั้นขุนนางระดับหัวหน้าก็จะเป็นผู้ตรวจสอบและลงความเห็น ระหว่างนั้นก็จะมีข้าหลวงผู้แทนพระองค์เดินทางไปตรวจสอบ
รายงานการปฏิบัติหน้าที่ของซูจ้งฝู่มีรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ทั้งไร้ความชอบและไร้ความผิด
แต่ในทางปฏิบัตินั้น ภาษีอากรที่เก็บได้จากอำเภอทงหนิงซึ่งอยู่ในความดูแลของซูจ้งฝู่จัดอยู่ในสามอันดับแรกของเจียงหนาน เห็นได้ชัดว่าราษฎรอยู่ดีมีสุข ผลเก็บเกี่ยวบริบูรณ์
ถ้าผลงานเช่นนี้เป็นของคนอื่นคงจะป่าวประกาศให้รู้โดยทั่วกันแล้ว แต่นายอำเภอซูกลับเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างมาก
กู้อวี้ได้แต่โทษว่าเป็นเพราะลำนำชิงเหมยในปีนั้นโด่งดังเกินไป
ในลำนำเล่าว่า ซูจ้งฝู่และเยว่เหนียงภรรยาของเขาเป็นเหมยเขียวม้าไม่ไผ่*[1] มีความสัมพันธ์เป็นญาติห่าง ๆ กันทางฝั่งมารดา
สองครอบครัวตกลงกันไว้ว่า รอจนซูจ้งฝู่สอบเป็นจิ้นซื่อ*[2] ได้ก็จะจัดงานมงคล ซูจ้งฝู่เดินทางมาสอบที่เมืองหลวง เยว่เหนียงรอฟังข่าวที่บ้านเกิด
เมื่อข่าวที่ซูจ้งฝู่สอบได้ตำแหน่งทั่นฮวามาถึงบ้านเกิด คนในครอบครัวก็ยินดีปรีดายิ่งนัก และตระเตรียมจัดงานมงคลให้คนทั้งสองเป็นการใหญ่
แต่ผ่านไปได้ไม่กี่วันก็ได้ยินข่าวลืออีกอย่าง ซูทั่นฮวาเปล่งประกายในงานเลี้ยงพระราชทานจนได้รับการเหลียวแลจากองค์หญิงใหญ่ อดีตฮ่องเต้มีประสงค์ให้ซูทั่นฮวามาเป็นราชบุตรเขย
คนในครอบครัวไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร การเตรียมงานมงคลที่ดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่งจึงหยุดชะงักลงอย่างเงียบ ๆ
เยว่เหนียงเฝ้ารอในห้องหอ ปากบอกว่าซูจ้งฝู่ไม่ใช่คนตระบัดสัตย์ไร้ไมตรี แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีข่าวคราวจากซูจ้งฝู่ จิตใจนางจึงร้อนรุ่มกระวนกระวาย
หลายวันผ่านไป ญาติผู้ใหญ่ในตระกูลเรียกนางไปพบที่โถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษกะทันหัน แต่ไหนแต่ไรมาสตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษ นางไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ แต่คำว่ากตัญญูค้ำศีรษะจึงจำต้องไป
คิดไม่ถึงว่าเมื่อไปแล้วกลับมีสตรีร่างบึกบึนหลายคนมาควบคุมตัวนางไว้เบื้องหน้าโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
ผู้อาวุโสยืนอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ประกาศว่าเยว่เหนียงไม่รักษาคุณธรรมของสตรี ผิดประเวณีกับผู้อื่นก่อนแต่งงาน และตัดสินโทษตายให้นาง
สายป่านพันรอบลำคอ เยว่เหนียงดิ้นรนขัดขืนจนเลือดไหลซึมเปรอะเปื้อนอาภรณ์ ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตายนั้น ซูจ้งฝู่บุกเข้ามาในโถงเซ่นไหว้บรรพบุรุษจึงสามารถช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้
แม้เยว่เหนียงจะรอดมาได้ แต่รอยรัดบนลำคอกลับทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ น้ำเสียงที่แต่เดิมไพเราะดุจนกขมิ้นกลับกลายเป็นแหบแห้ง
คนทั้งหลายล้วนทราบว่าองค์หญิงใหญ่ส่งคนไปที่ตระกูลซู ออกคำสั่งให้พวกเขารัดคอเยว่เหนียงจนตาย ตนเองจึงจะสามารถครองคู่กับซูจ้งฝู่ได้อย่างถูกต้องชอบธรรม
แต่ในสายตาของกู้อวี้ องค์หญิงใหญ่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล จะออกคำสั่งเช่นนี้ได้อย่างไร คงเป็นเพราะคนตระกูลซูต้องการกอดขาผู้มีอำนาจ ได้ยินเสียงลมก็คิดว่าเป็นฝน จึงคิดจะสังหารเยว่เหนียงเพื่อเปิดทางให้องค์หญิงใหญ่
อีกอย่าง ยามนั้นองค์หญิงใหญ่มีพันธะหมั้นหมายกับบุตรชายคนโตของตระกูลจวินซึ่งเป็นบิดาของเซียวเหยาอ๋องอยู่แล้ว องค์หญิงใหญ่คงไม่ถึงกับตาบอด ปล่อยมือจากทายาทตระกูลใหญ่ทรงอำนาจอิทธิพล หันไปคว้าบัณฑิตจากตระกูลยากจนที่มีแต่ตัวคนหนึ่ง
แต่บัณฑิตเหล่านี้จะคิดเช่นนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก
การสอบรับราชการเป็นเส้นทางเดียวที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของบัณฑิตที่ยากจนเหล่านี้ ความยากลำบากระหว่างนั้นไม่ต้องบอกออกมาก็สามารถรับรู้ได้ ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด การสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวาก็เป็นเรื่องน่ายินดีประหนึ่งก้าวเดียวสู่สวรรค์
แต่ในความเป็นจริง ชนชั้นสูงไม่เคยเห็นคนที่เข้าสู่ราชสำนักผ่านการสอบรับราชการอยู่ในสายตาเลยสักนิด ขุนนางขั้นสามขึ้นไปแทบกล่าวได้ว่าผูกขาดอยู่ในกลุ่มบุตรหลานตระกูลใหญ่เสียทั้งหมด
ต่อให้เป็นจ้วงหยวนทั่นฮวาแล้วอย่างไร ตลอดชีวิตของพวกเขาล้วนยากจะบรรลุถึงจุดเริ่มต้นของตระกูลใหญ่ได้
เป็นเรื่องที่โหดร้าย แต่นั่นก็คือความจริง
บัณฑิตเหล่านี้ยังคงเปี่ยมด้วยปณิธานฮึกเหิม ต้องการสอบรับราชการเข้าเป็นขุนนาง สร้างคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง รอจนถึงวันที่พวกเขาได้เข้ารับราชการอย่างเต็มตัวแล้วก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นได้ชัดเจนมากขึ้น
นางคิดว่า ปีนั้นซูทั่นฮวากลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจในเมืองหลวงเพราะลำนำชิงเหมย ครั้นได้ประจักษ์ชัดถึงความเป็นจริงที่โหดร้ายข้อนี้จึงยอมไม่ได้ เลื่อนขั้นโยกย้ายชั่วชีวิต เป็นขุนนางในสถานที่เล็ก ๆ อย่างสงบแต่ไม่ยอมไต่เต้า ทำให้ตนเองกลายเป็นเบี้ยล่างของบรรดาบุตรหลานตระกูลใหญ่
แต่นางไม่อาจบอกความคิดนี้ต่อพวกเขา จึงพูดว่า “ท่านก็ถือเสียว่าข้าพูดจาเหลวไหล แต่ข้าน้อยขอถามพี่ชายท่านนี้สักเรื่อง เหตุใดจึงแน่ใจนักว่าจนถึงตอนนี้องค์หญิงใหญ่ยังคงปักใจต่อนายอำเภอซูไม่เสื่อมคลาย?”
คนผู้นั้นตอบ “ก็เพราะนายอำเภอซูมีสง่าราศีและเป็นผู้มีความสามารถสร้างคุณูปการให้แผ่นดินได้น่ะสิ”
กู้อวี้ยิ้มออกมา “เช่นนั้นสหายท่านนี้ทราบหรือไม่ว่า ราชบุตรเขยที่องค์หญิงใหญ่สมรสด้วยในภายหลังคือผู้ใด?”
คนผู้นั้นคล้ายจะตระหนักอะไรได้ จึงกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมชาตินักว่า “แม่ทัพปราบทักษิณ จวินจิ้น”
กู้อวี้กล่าว “กล่าวโดยไม่ปิดบัง สมัยเด็กข้าน้อยเคยมาที่เมืองหลวง มีโชคได้ยลโฉมราชบุตรเขยจวิน หากจะบอกว่าเทียบได้กับพานอัน*[3] ก็ไม่เกินไป ถ้าทุกท่านได้เห็นบุตรโทนของราชบุตรเขยจวินก็จะเข้าใจเองว่าคนตระกูลจวินล้วนมีรูปโฉมโดดเด่น”
จวินเจ๋อที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงได้ยินคำพูดนี้ มุมปากก็ยกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ คิดในใจว่า ไม่นึกเลยว่ากู้อวี้คนนี้จะใจคอกว้างขวางแบบนี้ ข้าสร้างความยุ่งยากให้เขาหลายครั้ง เขากลับชมว่าข้าหน้าตาดี ช่างเถอะ ต่อไปจะไม่ถือสาแล้วก็ได้
องค์หญิงใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ เห็นบุตรชายมีสีหน้ายิ้มเล็กยิ้มน้อย ถ้าข้างหลังเขามีหาง ป่านนี้คงชี้ขึ้นฟ้าไปแล้ว จึงสาดน้ำเย็นใส่เขาอย่างอดใจไม่ไหว “ชมพ่อเจ้านะ เจ้าจะยิ้มทำไม”
จวินเจ๋อกล่าว “ความจริงคำพูดนี้ของเขายังไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ รูปโฉมของข้ารวมจุดเด่นของท่านกับท่านพ่อเอาไว้ ย่อมต้องโดดเด่นกว่าท่านพ่ออยู่แล้ว”
นางกระซิบ “ละเมอเพ้อพก”
ครั้นได้ยินเสียงดังมาจากข้างในอีกครั้ง จึงรีบบอกให้เขาเงียบเสียง แสดงท่าทีให้ฟังต่อไป
กู้อวี้ไม่ทราบว่าคำพูดของตนเองถูกเจ้าตัวได้ยินหมดแล้ว ยังคงกล่าวต่อไปด้วยความเคารพต่อราชบุตรเขยจวิน
“หากพูดถึงเรื่องมีความสามารถสร้างคุณูปการให้แผ่นดิน นายอำเภอซูดูแลอำเภอทงหนิงมาหลายปี ความสำเร็จพวกเราย่อมเห็นเป็นที่ประจักษ์ แต่ราชบุตรเขยจวินไปรบที่แดนใต้หลายครั้ง ขยายดินแดนให้แคว้นต้าอวี่เรา กล่าวถึงคุณูปการต่อแผ่นดินแล้ว ข้าน้อยคิดว่าราชบุตรเขยจวินไม่แพ้ให้นายอำเภอซู”
คำพูดของกู้อวี้ทำลายจินตนาการเกี่ยวกับองค์หญิงใหญ่ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของเหล่าบัณฑิต คนทั้งหลายมีสีหน้าต่างกันไป
เกาฮว๋ายพูดเสียงอ่อย “จริงด้วย ราชบุตรเขยจวินโดดเด่นปานนั้น องค์หญิงใหญ่จะมัวปักใจอยู่กับนายอำเภอซูได้อย่างไร”
กู้อวี้ยิ้มกล่าว “พี่เกาเข้าใจได้ก็ดีแล้ว”
เกาฮว๋ายพลันประสานมือคารวะ “ความคิดของน้องชายกู้ช่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร พี่ชายนับถือยิ่งนัก”
[1] เหมยเขียวม้าไม่ไผ่ (青梅竹马) หมายถึง คนรักที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังเด็ก
[2] จิ้นซื่อ (进士) หมายถึง คนที่สอบผ่านการสอบเคอจวี่รอบสุดท้าย (การสอบรอบหน้าพระที่นั่ง / เตี้ยนซื่อ)
[3] พานอัน (潘安) หนึ่งในสี่ชายงามในประวัติศาสตร์ของจีน