เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่สองพี่น้องได้ผ่านพ้นค่ำคืนนั้นมาได้แสงอรุณในยามเช้าสาดส่องมาพร้อมกับเสียงนกในยามเช้าทำให้ทั้งสองตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย ไม่นานเท่านกกระพือปีกบินพวกเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้เกี่ยวกับเื่เมื่อคืนนี้ที่ทั้งสองได้แยกตัวออกมาจากผู้คน ทำให้พวกเขาตอนนี้ต้องเดินทางไปกันเอง
ทิว : พี่กล้าพวกเราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะ
กล้า : พี่..พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่จำได้ว่าเมื่อคืนนี้พวกผู้ใหญ่บอกว่าจะขอความช่วยเหลือจากในเมืองไม่ใช่หรอ
ทิว : ใช่ ๆแต่เมืองที่ว่านั้นมัน… ไปทางไหนล่ะเนี่ย…
กล้า : พี่…ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งหาเมืองเถอะทางที่ดีตอนนี้เราควรหาคนให้เจอสักคนก่อน
ทิว : ก็ใช่แต่จะมีใครมาเดินกลางป่าแบบนั้น นอกจากคนหลงทางอย่างข้ากับพี่เล่า
กล้า : ไปเถอะ..นั่งพูดอยู่นี่ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก
ทิว : อะ..อืม…
กล้า : เดินตามแม่น้ำไปน่าจะมีหมู่บ้านอยู่ติดแม่น้ำบ้างล่ะ คิดว่านะ…
หลังจากนั้นกล้าและทิวก็เริ่มเดินทางต่อในป่าพวกเขายังคงเดินเร่ร่อนต่อไปและพยายามส่งเสียงเรียกหาผู้คนเป็ระยะ ๆแต่กลับไม่มีเสียงใครตอบกลับมาเลย จนเหนื่อยและนั่งลงเพื่อพักเหนื่อยที่ใต้ต้นไม้แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงพุ่มไม้ขยับ กร๊อบ..แกร๊บ..กร๊อบ มาจากด้านหลังต้นไม้ที่กล้าและทิวนั่งอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาก็รีบลุกขึ้นแอบหลังต้นไม้ใหญ่ด้วยความกังวลว่าอาจมีสัตว์ร้ายออกมาล่าเหยื่อ ทั้งสองยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งกล้าจึงค่อย ๆ ชะโงกหน้าออกมามองสำรวจรอบ ๆ ก่อนจะพบว่าต้นเหตุของเสียงที่ได้ยินเป็เพียงชายร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม สวมเสื้อแขนสั้นสีส้มหม่นนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลแก่ กำลังเก็บผลไม้ป่า โดยในมือถือตะกร้าไม้ไผ่สานเขาไม่ได้มีท่าทีเป็ภัยแต่อย่างใด กล้าถอนหายใจด้วยความโล่งอกทิวจึงรีบวิ่งเข้าไปหา
ทิว : ทะ…ท่านท่านผู้นั้นน่ะ!
ทิวะโเสียงดังพร้อมกับวิ่งตรงไปยังชายคนนั้น เขายืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
ชายนิรนาม : หืม..มีอะไรรึไอ้หนู…
ทิว : ข้ากับพี่กำลังจะเดินทางไปที่เมืองไม่ทราบว่าท่านพอจะรู้ทางไปบ้างไหม
ชายนิรนาม : เมืองเหรอ…ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีเมืองอยู่แถวนี้เลย
กล้า : เมืองศิวิลักษณ์พวกเขากำลังจะเดินทางไปที่นั้น ไม่ทราบว่าท่านจะรู้ทางไหมหรือไม่
ชายนิรนาม : เมืองศิวิลักษณ์ข้าไม่คุ้นชื่อเลย ว่าแต่… พวกเ้าจะเดินทางไปที่นั่นทำไมหรอ
กล้า : หมู่บ้านของพวกเราถูกโจมตีเมื่อคืนก่อนคนในหมู่บ้านก็ลงความเห็นกันว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากเมืองใหญ่เผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรพวกเราได้บ้าง
ชายนิรนาม : แล้ว…พวกเ้าไปกันแค่สองคนเนี่ยนะ
กล้า : ไม่หรอกปกติแล้วข้ากับน้องก็เดินทางมากับชาวบ้านคนอื่นแต่ในตอนกลางดึกพวกเราก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัวทำให้ข้ากับน้องพลัดหลงออกมาจากคนอื่น ๆ
ชายนิรนาม : คงเป็พวกโจรป่าที่อยู่แถวนี้ล่ะสิในป่าแบบนี้ไปไหนมาไหน ่ค่ำก็ต้องระวังตัวให้ดี ๆ ล่ะ
กล้า : ข้า…ไม่รู้มาก่อนว่าแถวนี้มีโจรป่าด้วย
ชายนิรนาม : อืม..ก็จงรู้เอาไว้
ชายนิรนามกล่าวเพียงเท่านั้นแล้วหมุนตัวเดินจากไป ท่าทางราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใดทิวเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปขวางหน้าเขาไว้ด้วยความร้อนใจ
ทิว : แต่เดี๋ยวก่อนตอนนี้พวกเราต้องตามคนที่เหลือให้ทันก่อน ถึงจะกลับเข้าเส้นทางได้ท่าน…พอจะช่วยข้ากับพี่ได้ไหม
ชายนิรนาม : เฮ้อ…ตัวข้านั้นไม่รู้จักทางไปเมืองนั่นหรอกนะ แต่ข้าอาจจะพาพวกเข้าไปหาคนที่รู้ได้
กล้า : ท่านพอจะพาพวกเราไปหาเขาได้ไหม
ชายนิรนาม : อืม ตามข้ามา…
กล้าและทิวหันมาสบตากันแม้จะไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้หรือไม่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกมากนักหลังจากนั้นชายนิรนามพาพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าลึก
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง กล้าและทิวสังเกตที่พื้นพบว่ามีรอยล้อเกวียนยาวเป็ทาง ต้นหญ้าที่จะเกิดตามพื้น แต่ตรงนี้กลับมีแค่ขอบ ๆด้านข้างราวกับว่ามีผู้คนสัญจรไปมาแถวนี้อยู่เสมอก่อนจะเดินมาอีกไม่ไกลก็พบว่ามีหมู่บ้านอยู่ด้านหน้าของพวกเขา
เมื่อมองจากที่สูงที่พวกเขายืนอยู่จะพบว่าบ้านเรือนที่นั่นมีลักษณะเป็บ้านไม้ยกใต้ถุนสูงทุกหลังรอบหมู่บ้านถูกรายล้อมไปด้วยแม่น้ำต่าง ๆ ที่ไหลมากันในแม่น้ำจะพบกับต้นข้าวที่เขียวขจีอยู่ใกล้บ้านเรือนก่อนจะมองไปอีกไม่ไกลจึงพบว่ามีชาวบ้านที่กำลังหาปลาอยู่เช่นกัน
ทิว : มีหมู่บ้านจริงๆ ด้วย
กล้า : ใช่…
ชายนิรนาม : ที่นี้เป็หมู่บ้านลี้ภัยจากา
ทิว : เหมือนหมู่บ้านของพวกเราเลย
ชายนิรนาม : ่นี้ไม่ว่าจะที่ไหน ๆ มองไปก็มีแต่ากันทั้งนั้นถ้าจะมีหมู่บ้านลี้ภัยอยู่กลางป่าก็ไม่แปลกหรอก
กล้า : ที่แน่ ๆคงไม่ได้มีแค่ที่นี่กับหมู่บ้านของข้าหรอกที่เป็หมู่บ้านลี้ภัย
ชายนิรนาม : ก็ใช่…
หลังจากที่ชายนิรนามพากล้าและทิวเดินเข้ามาในหมู่บ้านภายในหมู่บ้านมีชาวบ้านเดินสวนทางกันไปมาไม่ต่างจากหมู่บ้านที่กล้าและทิวอาศัยอยู่
จากนั้นชายนิรนามได้พาพวกเขาทั้งสองไปที่บ้านไม้หลังหนึ่งมีลักษณะเป็บ้านไม้ทรงไทยโบราณ ยกพื้นใต้ถุนสูงแล้วพาที่ทั้งสองเดินขึ้นขึ้นบันไดไปบนลานบ้าน
ภายในบ้านนั้นค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงไฟที่ห้อยตามเสาต่าง ๆ เท่านั้นที่ทำให้มองเห็นเมื่อพวกเขาเดินขึ้นไปบนบ้านไม้ ก็พบกับชายปริศนาวัยกลางคนยืนอยู่ตรงหน้าต่างที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง
เมื่อเห็นชายผู้นั้นกล้าและทิวทั้งสองคนจึงยกมือไหว้เพื่อเป็มารยาทชายผู้นั้นที่อยู่หน้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองมาที่พวกเขาทั้งสองและเอ่ยถาม
ชายปริศนา : พวกเ้า..เป็ใครข้าไม่คุ้นหน้าพวกเ้าเลย
ชายนิรนาม : ท่านพ่อข้าพบพวกเขาที่กลางป่า เห็นว่าไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไรข้าเลย..พาพวกเขาเข้าหมู่บ้านมาด้วย
หลังจากที่ชายนิรนามกล่าวจบกล้าก้าวออกมาก่อนจะเล่าเื่ทั้งหมดที่เขาและทิวเจอมาก่อนหน้านี้ให้กับชายปริศนาที่อยู่เบื้องหน้าของเขาฟัง เมื่อชายปริศนาคนนั้นได้ฟังแล้วสายตาของเขามองอย่างสงสารกล้าและทิว ก่อนจะถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น
ชายปริศนา : เฮ้อ..แย่จังนะ แต่พวกเ้าไม่ตายก็บุญแล้วล่ะ
กล้า : ครับแต่คนในหมู่บ้านของข้ากำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเมืองศิวิลักษณ์ไม่ทราบว่าท่านจะทราบเส้นทางไปหรือไม่
ชายปริศนา : เมืองศิวิลักษณ์…ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นี่แน่ มันต้องข้ามูเาไปตั้งหลายลูกแต่…มันก็พอมีทางลัดไปอยู่แค่พวกเ้าอาจจะเหนื่อยกันหน่อย
กล้า : ขอแค่ตามผู้คนอื่นๆ ให้ทันแล้วกลับเข้าเส้นทางได้ จะยากแค่ไหนข้ากับน้องก็จะไป
ชายปริศนา : ก็แล้วแต่พวกเ้า…
ชายปริศนา : ถ้าคิดไม่ผิดผู้คนที่เหลือน่าจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนพวกเ้าได้สักระยะแล้วล่ะถ้าเดินลัดเลาะไปก็น่าจะเจอกันพอดี
ชายปริศนา : ส่วนเส้นทางก็ง่ายๆ พวกเ้าจะต้องเดินตรงขึ้นไปทางทิศใต้ แล้วข้ามูเาไปโดยไม่อ้อมและในระหว่างทางข้าจะให้ลูกชายของข้า นำทางพวกไปน่าจะปลอดภัยที่สุด
กล้า : ตอนนี้ข้ากับน้องรบกวนท่านมากแล้วงั้นข้าขอตัวไปก่อน
กล้า,ทิว:ขอบคุณท่านมากครับ
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็ได้เริ่มออกเดินทางไปทันทีส่วนเส้นทางที่พวกเขาจะไปนั่นเป็ทางลัดซึ่งต้องขึ้นเขาเพื่อที่จะตัดเส้นทางให้ใกล้มากขึ้น ทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบากทางเดินเต็มไปด้วยหญ้าคาที่สูงเกือบมิดหัวและต้นไม้นานาชนิดและเถาวัลย์ยาวที่ห้อยโยงระยางเต็มไปหมดแต่ยังดีที่อากาศในป่าไม่ได้ร้อนมาก
เดินขึ้นเขาไปไม่นานก็มีสายลมพัดอ่อนโชยมาทำให้ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวไปตามกระแสลมแต่เมื่ออยู่ที่สูงแล้วมองลงไปด้านล่างจะเห็นถนนที่ผู้คนใช้เดินทางเป็เส้นยาวอยู่ทางตีนเขาเมื่อกวาดสายตาไปรอบจะมองเห็นหมู่บ้านลี้ภัยที่กล้าและทิวพึ่งผ่านมาอยู่ทางด้านหลัง
ทิว : พี่กล้า
กล้า : หืม..อะไร
ทิว : ดูตรงนั้นสินั่นหมู่บ้านที่พวกเราพึ่งผ่านมานิ
กล้า : อืม…ดูจากตรงนี้แล้วเหมือนใกล้มากแต่พอเดินนิสิ ไกลพอสมควรเลย
กล้า : รีบเดินต่อเถอะไอ้ทิวเดี๋ยวเราจะตามชาวบ้านคนอื่นไปทันเอา
ทิว : อืม.
เมื่อทั้งสามเดินขึ้นเขาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทิวก็ได้มองกลับด้านหลัง เขามองเห็นหมู่บ้านของเขาที่ถูกโจมตีเมื่อหลายวันก่อนที่จนตอนนี้ยังมีควันไฟลอยออกมา
ทิว : พี่กล้าดูนั่นสิ…หมู่บ้านของเรา…
กล้า : อะไรกันจนป่านนี้แล้วยังไม่ดับอีกหรือยังไง
ชายนิรนาม : ไม่หรอก คงเป็พวกที่ไปถล่มหมู่บ้านพวกเ้าคงพังของที่มีค่าอยู่ล่ะมั้ง
กล้า : ก็…ก็คงงั้นและหวังว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านจะไม่เป็อะไรนะ รวมทั้งพ่อกับแม่ด้วย
ชายนิรนาม : พ่อแม่ของพวกเ้ายังอยู่ที่หมู่บ้านอีกหรอ…
กล้า : อืมพวกเขาอยู่ช่วยคนที่เหลือน่ะและปล่อยให้คนอีกกลุ่มหนึ่งหนีออกมาข้าได้แต่ภาวนาให้พ่อกับแม่ปลอดภัย
ทิว : ท่านพ่อกับท่านต้องไม่เป็อะไรแน่พี่กล้าไม่ต้องห่วงหรอก พวกคนอื่นจะไปขอความช่วยเหลือและจะมาช่วยพวกเขาได้ทันแน่!
กล้า : พี่ว่าอย่ารอช้าอยู่เลยไปต่อกันเถอะ รีบตามคนที่เหลือให้ทันแล้วไปขอกำลังเสริมมาช่วยคนในหมู่บ้านให้เร็วที่สุดเถอะ
สิ้นสุดคำกล่าวนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็มุ่งหน้าเดินทางต่อจนสามารถเข้าูเามาได้และมาพบกับถนนสายหลักที่ผู้คนใช้สัญจรอ้อมูเาแต่การที่พวกเขาต้องเดินขึ้นไปบนูเา เพื่อที่จะตามคนที่เหลือให้ทันทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าเอามาก ๆกล้าจึงตัดสินใจที่จะเดินอ้อมูเาไปแค่บางลูกที่พอจะอ้อมไปได้บางถึงแม้ว่าจะระยะทางจะไกลขึ้นเล็กน้อยก็ตาม
ในระหว่างทางสายหลักที่ผู้คนใช้สัญจรไปมานเป็ทางลูกรังยาวอ้อมูเาไปแบบเรียบ ๆ รอบข้างมีพุ่มหญ้าสีเขียวขจีพร้อมด้วยแม่น้ำลำธารยาวไปข้างทางเผื่อไว้สำหรับคนที่ใช้เรือซึ่งแตกต่างจากทางที่ทั้งสามผ่านมาโดยสิ้นเชิง
ชายนิรนาม : แม่น้ำสายนี้เป็แม่น้ำสายหลักที่ยาวไปจนถึงหมู่บ้านข้าเลยล่ะตอนเป็เด็กข้าเคยมาเล่นประจำ
ทิว : หมู่บ้านที่ข้ากับพี่กล้าอยู่ก็มีแม่น้ำอยู่เหมือนกันแต่ว่าเป็แม่น้ำเล็กที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน
ชายนิรนาม : อืมก็จงจำไว้แล้วกันว่าถ้าที่ไหนมีแม่น้ำ ที่นั่นย่อมมีผู้คน
ชายนิรนาม : ปกติแถวนี้เคยเป็หมู่บ้านมาก่อนแต่ว่าเมื่อเกิดาหลายครั้ง จนทำให้ผู้คนต่างก็ย้ายหนีกันไปหมดเหลืออยู่แค่หมู่บ้านที่ข้าอยู่ตามที่พวกเ้าเห็นเท่านั้นแหละ
กล้า : นี่…ขนาดพวกเราหนีออกมาอยู่ไกลเมืองใหญ่แล้วก็ยังต้องมาโดนอะไรแบบนี้อีกรึ!
ชายนิรนาม : หนีมาไกลแล้วใช่ว่าเ้าจะรอดก็ยังมีบางเมืองที่คอยโจมตีหมู่บ้านกวาดต้อนเชลยศึกอีกข้าว่าอยู่กับเมืองใหญ่นั่นแหละดีที่สุดแล้วล่ะ พวกเมืองใหญ่ ๆ น่ะมักมีกองกำลังนักรบ มากพอที่จะปกป้องผู้คนในหมู่บ้านได้แต่…ก็ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น ทรัพย์สินเงินทอง หรืออาจจะได้ไปใช้งานบ้างล่ะแต่ก็เป็การตอบแทนแลกกันไป
กล้า : ถ้าทำแบบนั้น…ก็คงไม่ต่างจากที่เราต้องเป็ทาสนะสิ
ชายนิรนาม : มันก็ดีแล้วไหมล่ะมีคนคอยคุมกบาลหัวให้เวลามีปัญหามาจะได้ไม่ต้องวิ่งหาความช่วยจากที่ไกล ๆ แบบนี้ให้มันยุ่งยาก
กล้า : ข้า!ไม่เอาด้วยเด็ดขาด ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่มีทางก้มหัวให้ใครหน้าไหน!!
ชายนิรนาม : ก็นี่แหละตัวอย่างของปัญหายังไงล่ะ ถ้ายอม ๆ กันได้บ้าง ก็จะไม่เกิดาตามมา
กล้า : นี่เ้า!คิดแบบนั้นจริง ๆ น่ะหรอ…
ชายนิรนาม : ความคิดคนเรามันต่างกันข้าแค่ไม่อยากให้มีาไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม
กล้า : ข้าไม่มีทางยอมเป็ทาสหรือเป็เบี้ยล่างของใครทั้งนั้นแหละ!!
ชายนิรนาม : ความคิดดีนิแต่ถ้าเ้ายอมเสียเปรียบหน่อยก็คงไม่จำเป็ต้องมาตายหรอก ข้าจะบอกให้อะไรให้นะถ้ามีบางอย่างที่เรา้า ก็ต้องแลกกับบางอย่างที่เขา้าเช่นกันมันก็สมเหตุสมผลแล้วไหม
กล้า : ก็ใช่หรือว่า…หมู่บ้านของเ้าก็ตกเป็ทาสไปแล้ว เ้าถึงพูดแบบนี้…
ชายนิรนาม : ไม่หรอกพวกคนในหมู่บ้านของข้าก็คิดเหมือนกันกับเ้านั้นแหละ แต่…ข้าว่าการที่เขาจะมาปกป้องทุกแลกกับข้อเสนอเพียงน้อยนิดนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่รับมันไว้
ทิว : สำหรับข้านะคิดว่ามันก็ดีแล้วล่ะ ที่ไม่เป็ทาสของใคร
ชายนิรนาม : ข้าคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านโง่มากกว่าแค่ข้อเสนออันน้อยนิดกลับไม่รับไว้
ชายนิรนาม : หึ..แล้ว…ถ้าเมืองที่พวกเ้ากำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือนี้เขามีข้อเสนอให้พวกเ้าเป็ทาสล่ะ พวกเ้าจะรับไหมล่ะ
กล้า : ไม่เด็ดขาด!ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหน
ชายนิรนาม : อืม…แล้วพวกเ้าก็จะกลับมามือเปล่างั้นสินะ
กล้า : ถ้าไม่ได้ก็คงต้องไปหาที่อื่นหาต่อไปเรื่อย ๆ
ชายนิรนาม : กว่าที่พวกเ้าจะนำความช่วยเหลือกลับมาพวกคนที่สู้อยู่ที่หมู่บ้าน คงถูกฆ่าตายหมดล่ะมั้งความคิดนี่…ช่างเป็อะไรที่ประเสริฐซะจริง ๆ ความคิดประเสริฐสมกับกับที่เขาว่ามนุษย์เป็สัตว์ประเสริฐ…
กล้า : เ้าว่าอะไรนะ!
ชายนิรนาม : ก็ไม่มีอะไรมากนิแค่ว่าพวกสัตว์ประเสริฐ…
กล้า : ชิ!
พูดจบชายนิรนามก็มุ่งหน้าเดินต่ออย่างไม่สนใจอะไรแต่คำพูดของชายนิรนามเมื่อข้างต้นนั้นทำให้กล้ารู้สึกโกรธเล็กน้อยยังดีที่มีทิวที่ไปดึงแขนพี่ตนเองออกมาและคอยเตือนพี่ชายของตนไม่ให้ทะเลาะกันในระหว่างทางทั้งคู่ก็ยังคงมีเถียงกันมาตลอดทาง
ชายนิรนามเองก็ก็รู้ว่าตัวเขานั้นไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงความคิดของอีกฝ่ายได้และไม่ว่าจะพูดให้ตายยังไงอีกฝ่ายก็คงไม่เปลี่ยนใจคงเป็เพราะพวกเขาทั้งสองมีความคิดที่ตรงกันข้ามอีกฝั่งหนึ่งยอมเสียเปรียบเพื่อไม่ให้เกิดาและการสูญเสียแต่อีกฝั่งกลับคิดว่ายอมสู้จนตัวตาย ดีกว่าต้องกลายเป็ไพร่ทาส
เมื่อพวกเขาเดินมาสักพักหนึ่ง ฝ่ายชายนิรนามไม่ได้โต้ตอบอะไรไม่ว่ากล้าจะพูดอะไรเขาก็แค่มองอย่างเงียบ ๆโดยมองตั้งหัวจรดเท้าของกล้าขึ้นลงไปมาแล้วจึงหลบตาไปซึ่งมันทำให้กล้าหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อย ๆการมองเช่นนั้นมันเป็การเหยียดหยามทางสายตา
แต่กล้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้เขาได้แต่พูดพร่ำพยายามทำให้ชายนิรนามเข้าใจแต่ไม่ว่าจะพูดยังไงเขาก็ไม่ได้โต้ตอบด้วยวาจากลับมาแต่อย่างใดชายนิรนามเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบ ๆ ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นตึงเครียดและเงียบสงัด
ทิวที่เห็นพี่ชายของตนหัวเสียตลอดทางสายตาของกล้าเพ่งมองไปยังชายนิรนามที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาจึงพยายามที่จะปลอบใจพี่ชายของตนโดยการใช้มือไปลูบไหล่เบา ๆ
ทิว : พี่กล้าไม่ว่าจะยังไง เราต้องให้เขานำทางไปและไม่ว่าจะยังไง พวกเราจะนำความช่วยเหลือกลับไปที่หมู่บ้านให้ได้ก่อนนะพี่กล้า
คำพูดของทิวเมื่อครู่ทำให้กล้าตระหนักถึงเป้าหมายของเข้าที่ต้องนำพาความช่วยเหลือกลับไปที่หมู่บ้านให้ได้โดยเร็วที่สุดเมื่อนึกขึ้นได้เช่นนั้น มันทำให้กล้าใจเย็นลงเล็กน้อย
ชายนิรนาม : หึ…พวกเ้าจะแน่ใจได้ยังไงว่าเมืองที่พวกเ้ากำลังเดินทางไปขอความช่วยเหลือน่ะเขาจะยอมช่วยโดยที่ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไร
กล้า : ต้องได้!ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะยังไงข้าก็จะนำความช่วยเหลือกลับไปที่หมู่บ้านของข้าให้ได้!
ชายนิรนาม : ถ..โถ้วกว่าที่พวกเ้าจะไปถึงเมืองได้ ยังจะต้องเลือกเมืองที่ไม่มีข้อแม้อีกหรอแล้วกว่าจะเดินทางกลับไปอีก ก็ยิ่งจะกินเวลาไปอีก จนป่านนั้นพวกคนที่อยู่ในหมู่บ้านของเ้าคงตายหมดแล้วล่ะ
กล้า : ชิ!
ทิว : พี่กล้าช่างเขาเถอะ…
กล้า : ไม่ได้ได้ว่าอะไรแค่เท้าข้ามันแค่คัน ๆ
ทิว : อย่าไปฟังเขานะแค่ให้เขานำทางเราไปก็พอ
กล้า : ไม่ฟังหรอแค่อยากเตะปากคน
ทิว : เตะข้าก็ได้นะ…
ชายนิรนาม : พวกเขาจะตายกันหมดทุกคน
กล้า : พูดแบบนี้เ้าอยากมีเื่มากนักใช่ไหม!
ชายนิรนาม : ก็…เปล่าหรอกแต่เ้าอยากมีก็จัดให้
กล้า : ก็ได้!!
ทิว : เดี๋ยวก่อนพี่กล้า!
พวกเขาทั้งสองหยุดเดินและสถานการณ์นี้เริ่มเดือดมากขึ้นเมื่อทั้งมองหน้าของกันและกันในตาของกล้าที่มองไปยังชายนิรนามอย่างไม่ละสายตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเป็ฟืนเป็ไฟจากคำพูดที่ชายนิรนามส่วนอีกฝ่ายนั้นยังคงมองกล้าด้วยใบหน้าที่เฉยเมยและไม่ได้คิดว่าคำพูดนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกยังไง
กล้าเดินตรงไปที่เขาอย่างไม่กลัวพร้อมแสดงศาสตราวุธออกมาปรากฏเป็ลักษณะเป็กล้าในรูปร่างของนักมวยยืนอยู่ทางด้านหลังไม่นานศาสตราวุธก็เปลี่ยนเป็เกราะอาวุธที่ติดอยู่แขนขวาของเขาแต่เมื่อที่กล้ากำลังเดินมุ่งตรงไปหาชายนิรนามที่อยู่เบื้อหน้าทิวก็ได้มาดึกแขนรั้งพี่ชายของตนเอาไปไม่ให้มีเื่ พร้อมด้วยการส่ายหน้าไปมาและมองด้วยอ้อนวอนไม่ให้พี่ชายของตนมีเื่กับอีกฝ่าย
เมื่อเห็นเช่นมันทำให้กล้าหยุดชะงักไปชั่วครู่หนึ่งและมันทำให้กล้าก็เริ่มใจเย็นลงเขามองหน้าจองและตระหนักได้ถึงผู้คนที่หมู่บ้านที่รอความช่วยเหลืออยู่แล้วเขาจึงค่อย ๆ ว่างมือลงบนหัวของทิวและลูบเบา ๆราวกับว่าเขานั้นเข้าใจว่าทิว้าจะสื่อถึง
ทางฝั่งของชายนิรนามเขาที่ยืนมองกล้าและทิวอยู่ห่าง ๆถึงเขาจะรู้แก่ใจว่าน้องชายของอีกฝ่ายนั้นไม่อยากให้พวกเขาทั้งคู่ทะเลาะกันแต่มันอดใจไม่ได้ที่เขาจะเยาะเย้ยอีกฝ่ายที่ถอนใจไปก่อน
ใบหน้าอันเฉยเมยของชายนิรนามที่เพ่งมองมาั้แ่แรกนั้นเริ่มมีรอยยิ้มเล็กที่มุมปากข้างหนึ่ง ก่อนที่เขาค่อย ๆเดินมุ่งตรงไปยังกล้าและทิวอย่างช้า ๆ พร้อมแสดงศาสตราวุธของเขาออกมาปรากฏรูปร่างเป็เสือโคร่งตัวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขาแต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดเพราะเมื่อมองไปที่แขนขวาของชายนิรนามจะพบว่า เขามีเกราะอาวุธที่ติดอยู่แขนขวาถึงระดับ3
ส่วนกล้านั้นมีเกราะอาวุธแขนขวาเช่นกันแต่มีแค่ 2ระดับ ให้ความต่างของระดับของนักรบศาสตราวุธนั้นห่างกันเพียงระดับเดียวถือว่ายังพอสู้กันได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเกราะอาวุธที่มากกว่านั่นหมายถึงว่าฝ่ายนั้นมีความสามารถในการใช้โจมตีมากกว่าซึ่งมันจะได้เปรียบเป็อย่างมากในการต่อสู้เป็อย่างมาก
ทันใดนั้นชายนิรนามก็เริ่มเปิดการโจมตีโดยการใช้ ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่1คมเล็บวิปลาส มือทั้งสองข้างตวัดไปมาอย่างรวดเร็วพร้อมปล่อยพลังเวทศาสตราออกมาเป็รูปกากบาท พลังนั้นรุนแรงพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ราวกับกรงเล็บที่คมกริบกรีดเฉือนทุกสิ่งให้ขาดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
กิ่งไม้และต้นไม้ล้มระเนระนาดฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ พลังเวทที่เปี่ยมไปด้วยความรุนแรงนี้ เพียงแค่ชายนิรนามใช้ความสามารถของเกราะอาวุธเพียงครั้งเดียวทุกที่ที่พลังเวทผ่าน จะเหลือไว้เพียงซากต้นไม้ที่หักโค่น
กล้า : ไอ้ทิว หลบ!!
พูดจบเขาก็ได้วิ่งไปผลักทิวให้ออกไปจากระยะทิวเห็นคลื่นพลังจากศาสตราวุธก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจ ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างเขามองพลังที่แผ่ออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกโพลง สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเห็นอานุภาพร้ายกาจของศาสตราวุธที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้นอกจากเกราะศาสตราวุธด้วยกันเอง
ทิวกลั้นหายใจไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนหรือส่งเสียง ร่างกายแข็งทื่อจนขยับไปไหนไม่ได้เสียงลมหายใจแ่เบาเสียจนแทบไม่แน่ใจว่าเป็ของจริงหรือเพียงภาพลวงตา
กล้า : ไอ้ทิวเอ็งไม่เป็ไรใช่ไหม
ทิว : ข..ข้าไม่เป็ไรพี่กล้า
โชคดีที่ทิวไม่ได้รับอันตรายกล้าที่ผลักทิวออกไปได้รับาเ็เพียงเล็กน้อย แต่หากกล้าไม่ผลักทิวออกไปได้ทันการกระทำของชายปริศนาเมื่อครู่คงทำให้ทิวาเ็สาหัสกล้าหันกลับมามองชายปริศนาด้วยความโกรธแค้นก่อนจะเดินเข้าไปหาพร้อมกับสำแดงศาสตราวุธ แสงสีทองเรืองรองปรากฏขึ้นบนเกราะแขนขวาของเขา
อย่างไรก็ตามชายนิรนามก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะหวาดกลัวศาสตราวุธของกล้าเลยแม้แต่น้อยสายตาที่มองมาแบบเรียบเฉย เหมือนการรอคอยอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นโดยไม่หวั่นไหว
หลังจากนั้นกล้าเข้าโจมตีโดยการใช้ความสามารถเกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 1 หมัดขวาไร้พ่าย เป็การโจมตีด้วยการใช้หมัดขวาอย่างรวดเร็วแต่ชายนิรนามก็ยังป้องกันการโจมตีของกล้าได้อย่างทันท่วงทีเสียงคำรามของเสือดังก้องเมื่อเขาโจมตีกลับด้วยการขยับตัวอย่างรวดเร็วสลับไปมาระหว่างการโจมตีและการหลบหลีก แต่เหมือนกับว่ากล้านั้นจะแต่เหมือนกับว่ากล้านั้นจะเสียเปรียบอยู่ในระดับนึงเนื่องจากว่าตัวของกล้านั้นมีเกราะอาวุธส่วนแขนขวา แค่ 2 ระดับ
ทิวที่เห็นแบบนั้น เขากลับทำอะไรไม่ถูกได้แค่ะโบอกให้พวกเขาหยุดสู้กัน ทิวะโซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบจะหมดเสียงแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่หยุดสู้กัน ขณะที่ทั้งคู่อย่าไม่มีใครยอมใคร
ทันใดนั้นหอกยาวก็พุ่งออกมาจากฝั่งด้านหลังของชายนิรนามอย่างรวดเร็วเหมือนจะเป็การโจมตีจากความสามารถของเกราะอาวุธของใครสักคนกล้าสังเกตเห็นอันตรายจึงผลักชายนิรนามออกไปแต่หอกนั้นกลับเฉือนเข้าที่แขนซ้ายของเขาจนเกิดแผล
การที่ความสามารถของศาสตราวุธนั้นจะทำใช้นักรบศาสตราวุธที่ถูกโจมตีใส่ได้รับาเ็ได้นักรบศาสตราวุธคนนั้นจำเป็ต้องโจมตีด้วยความสามารถของเกราะอาวุธที่สูงกว่าผู้ถูกโจมตีอย่างน้อย 1 ระดับหากโจมตีด้วยความสารถของเกราะอาวุธระดับเท่ากันเกราะอาวุธจะสามารถป้องกันพลังในระดับเดียวกันได้
ดังนั้นการที่ความสามารถของศาสตราวุธที่เป็หอกพุ่งมาเฉือนแขนของกล้าได้นักรบศาสตราวุธคนนั้นจะต้องมีระดับเกราะอาวุธที่มากกว่ากล้าอย่างแน่นอน
รู้แบบนั้นแล้วพวกเขาทั้งสองหยุดสู้กันทันทีและหันไปสังเกตรอบๆ ก็พบว่า พวกเขาทั้งสามคน ถูกรายล้อมไปด้วยคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็พวกโจรป่าที่อยู่บริเวณนั้นพวกมันต้อนเขาให้ สถานการณ์เริ่มคับขัน พวกเขาทั้งสามคนถูกต้นจนหลังชนกัน
ชายนิรนามทอดสายตามองกล้าแววตาของเขาบ่งบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นพวกเขาจำต้องร่วมมือกันเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ กล้าพยักหน้าตอบรับแม้ว่าลึกแล้วเขาจะไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทันใดนั้น พวกโจรป่าเริ่มเปิดการโจมตีเสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นในป่า การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็ไปอย่างเป็จังหวะกล้าเข้าประชิดวงในด้วยหมัดที่หนักหน่วง ที่เสริมศาสตราวุธของเขาขณะที่ชายนิรนามใช้ความคล่องตัวในการหลบหลีกการโจมตีตอบกลับได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกการโจมตีและการหลบหลีกของพวกทั้งคู่นั้นประสานกันอย่างลงตัวแต่ความได้เปรียบที่พวกเขาสร้างขึ้นเริ่มลดน้อยลง
เมื่อเห็นจำนวนศัตรูมากมายการต่อสู้ก็ยืดเยื้อ ทำให้พวกเขาทั้งหมดเริ่มเหนื่อยล้าทิวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักรู้สึกสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้าเขาทำได้เพียงวิ่งหลบหลีกเพื่อไม่ให้พวกโจรป่าเข้าประชิดตัว
เวลานานผ่านไปกล้าและชายนิรนามเริ่มหมดแรง พวกเขาจึงตัดสินใจหนีเอาตัวรอด ชายนิรนามส่งสายตาให้กล้าอีกครั้งกล้าพยักหน้ารับรู้ด้วยความเข้าใจ ทั้งสองมองซ้ายขวาเพื่อหาช่องทางหลบหนีก่อนจะสังเกตเห็นช่องโหว่และรีบวิ่งหนีไปทันที