เมื่อเปิดประตูห้องทรงอักษรเข้าไปกลิ่นอายอันเข้มข้นบางอย่างทำให้จ้าวเสวี่ยหรูรีบดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วยกขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้ นางหันไปส่งสัญญาณให้กุ้ยมามากันนางกำนัลทั้งหมดให้รออยู่ภายนอกห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าบาท” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางเดินเข้าไปด้านในเห็นฉู่เฮ่าเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้นอนตัวเตี้ย ด้านข้างของเก้าอี้มีนางกำนัลที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยนั่งคุกเข่าอยู่ หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นว่าแววตาที่ฉู่เฮ่าเทียนใช้มองนางยังเต็มไปด้วยร่องรอยของความกำหนัดอยู่นางจึงได้หันไปสำรวจสาวใช้ผู้นั้นอย่างเต็มตาอีกครั้ง
“กำยานเล่าเพคะ” จ้าวเสวี่ยหรูหันไปถามฉู่เฮ่าเทียน เขารีบโบกมือแล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแหบเครือ
“ข้าให้คนนำออกไปแล้ว ส่วนแม่นางน้อยผู้นี้พึ่งจะสารภาพกับข้ามาว่านางได้กำยานนั้นมาจากตำหนักโซ่วอัน” เมื่อฉู่เฮ่าเทียนเอ่ยเช่นนี้นางกำนัลผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงหน้าอันบวมเป่งและเขียวช้ำของนางทำให้จ้าวเสวี่ยหรูถึงกับนิ่งงันไปแต่เมื่อได้ยินคำพูดของนางกำนัลผู้นั้นทำให้จ้าวเสวี่ยหรูร้องเฮอะ! ออกมาในทันที
“ทรงอภัยให้หม่อมฉันเถิดเพคะ มามาอาวุโสในตำหนักโซ่วอันยืนยันกับหม่อมฉันแล้วว่าในกำยานนี้ไม่มีพิษ เมื่อหม่อมฉันทดลองจุดให้ผู้อื่นสูดดมมาก่อนแล้วก็เห็นว่านอกจากจะมีฤทธิ์ปลุกกำหนัดแล้วก็ไม่ได้มีพิษที่เป็นอันตรายใดๆ หม่อมฉันจึงคิดว่าว่ากำยานนี้ไม่มีทางทำร้ายฝ่าบาทได้อย่างแน่นอน ขอฝ่าบาทและฮองเฮาโปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ หม่อมฉันไม่ได้มีจิตคิดร้ายต่อฝ่าบาทเลยนะเพคะ” นางกำนัลผู้นั้นเอ่ยพลางโขกศีรษะขอความเมตตา
“ลองใช้มาก่อนเสียด้วย แล้วเป็นอย่างไรเล่าเจ้าเห็นว่ายานี้ได้ผลก็เลยนำมาใช้กับฝ่าบาทเช่นนั้นหรือ อืม เห็นทีว่าตำหนักโซ่วอันอีกไม่นานคงจะต้องไร้คนอาศัยแล้วกระมัง” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางยิ้มออกมาอย่างเย็นชา นางกำนัลผู้นั้นเมื่อได้ฟังก็ตัวสั่นงันงก ฉู่เฮ่าเทียนชี้ไปที่นางแล้วเอ่ยกับจ้าวเสวี่ยหรูเสียงเบา
“จะจัดการนางอย่างไรก็ตามใจเจ้า เรื่องนี้ข้ายกให้เจ้าจัดการได้ตามอำเภอใจเลย”
“ใครอยู่ข้างนอกเข้ามาพานางออกไป ในเมื่อชื่นชอบเรื่องเช่นนี้ก็ควรจะให้นางได้ไปอยู่ในสถานที่ที่นางสามารถใช้กำยานของนางได้อย่างเต็มที่ ส่งนางไปเป็นนางโลมทหารก็แล้วกัน นางจะได้ใช้ความสามารถของนางให้เป็นประโยชน์ อ้อ ส่งคนไปค้นที่ตำหนักโซ่วอันด้วย หากมีกำยานชนิดนั้นอยู่ก็ควรจะจุดให้กู้ไทเฮาได้ทดสอบประสิทธิภาพของกำยานของพระนางเสียหน่อย จะได้รู้ว่าประสิทธิภาพของกำยานของพระนางนั้นสามารถทำงานได้ดีหรือไม่” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยเช่นนี้กุ้ยมามาก็ให้คนมาลากนางกำนัลผู้นั้นแล้วจากไปในทันที นางรีบปิดประตูห้องโดยพยายามไม่มองสภาพที่ไม่เรียบร้อยของคนที่อยู่ด้านใน เมื่อประตูปิดแล้วจ้าวเสวี่ยหรูก็ถูกเรี่ยวแรงของคนตรงหน้าโอบรัดเอาไว้อย่างแนบแน่นในทันที
“ข้าอดทนเพื่อเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะตอบแทนข้าแล้ว” ฉู่เฮ่าเทียนเอ่ยพลางลงมือในทันที จ้าวเสวี่ยหรูได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างโล่งใจ คนผู้นี้สามารถอดทนอดกลั้นมาได้ถึงขนาดนี้วันหน้านางก็คงไม่ต้องหวาดระแวงว่าเขาจะทนรับความยั่วยวนใจไม่ได้อีกแล้ว
ความเคลื่อนไหวข้างในห้องทรงพระอักษรทำให้กุ้ยมามาต้องพานางกำนัลและขันทีที่ไม่เกี่ยวข้องถอยห่างจากบริเวณห้องอีกสักหน่อย อีกทั้งต้องพยายามสอดส่ายสายตาเพื่อป้องกันเหล่าองค์ชายและองค์หญิงผู้มีความคล่องแคล่วว่องไว และอยากรู้อยากเห็นมากที่สุดมาวิ่งเล่นในบริเวณนี้
‘ในยามปกติฝ่าบาทก็ทรงลงมืออย่างคึกคักและฮึกเหิมอยู่ทุกค่ำคืนอยู่แล้ว ยามนี้ยังมีกำยานปลุกกำหนัดอะไรนั่นอีกก็คงยิ่งจะลงมือหนักหน่วงเข้าไปใหญ่ ข้าไม่อาจจะให้บรรดาองค์หญิงและองค์ชายเข้ามาที่บริเวณนี้ได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นคงจะหาคำตอบมามอบให้แก่พวกเขาไม่ได้เป็นแน่ว่าเพราะเหตุใดพระบิดาและพระมารดาจึงได้ปิดประตูห้องทรงพระอักษรเพื่อถกเถียงกันด้วยน้ำเสียงอันแปลกประหลาดเช่นนี้’ นี่คือความคิดของกุ้ยมามา โชคดีที่ไม่มีบรรดาเด็กน้อยมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณนี้ ด้วยยังคงวิ่งเล่นอยู่ที่ตำหนักของไท่ซ่างหวงไม่เช่นนั้นกุ้ยมามาก็คงจะไม่สามารถหาคำตอบให้แก่พวกเขาได้เป็นแน่ ว่าพระบิดาและพระมารดาของพวกเขาปิดประตูทำอะไรกันจึงได้มีเสียงดังแปลกๆ ไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อนออกมาจากห้องทรงพระอักษรเช่นนั้น
“นี่ถ้าหากว่ากำยานนั้นเป็นยาพิษ ฝ่าบาทก็คงจะไม่ได้ทรงนอนกอดหม่อมฉันเช่นนี้อีกแล้วนะเพคะ” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความมืด กว่าพายุอารมณ์จะสงบท้องฟ้าก็มืดมิดไปนานแล้ว เพราะความอ่อนล้าจากการโรมรันพันตูมาหลายชั่วยามทั้งนางและเขาต่างก็ไม่มีใครคิดอยากจะขยับกายไปจุดตะเกียง ห้องทั้งห้องจึงได้มืดมิดอยู่เช่นนั้น
“เป็นข้าหละหลวมไปหน่อย ทำให้เจ้าต้องตกใจแล้ว”
“คราวนี้เห็นทีว่าคงจะต้องกำจัดพระนางให้สิ้นซาก รวมทั้งคนสนิทที่ถูกขังร่วมกับพระนางด้วย หม่อมฉันไม่อาจจะทนรับการสูญเสียได้เช่นกันนะเพคะ” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยเช่นนี้ฉู่เฮ่าเทียนก็กอดนางอย่างแนบแน่นมากยิ่งขึ้นแล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนเพลีย
“วางใจเถิด อายุมากถึงขนาดนั้นได้รับพิษกำยานไปนางจะทนรับไหวได้อย่างไร เมื่อนางตายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเก็บคนข้างกายของนางเหล่านั้นเอาไว้อีก งูพิษจะอย่างไรก็ยังเป็นงูพิษไม่อาจจะเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว” ฉู่เฮ่าเทียนเอ่ยพลางโอบกอดคนในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น เขาไม่เคยหวาดกลัวเรื่องความเป็นความตาย แต่ยามนี้เขาต้องการจะมีชีวิตอยู่เพื่อจะได้ใช้ชีวิตกับจ้าวเสวี่ยหรูไปอีกนานแสนนานจวบจนแก่เฒ่าไปด้วยกัน
ร่างกายของกู้ไทเฮาทนรับการทรมานจากพิษของกำยานไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางจึงได้จากไปเพียงเพราะกำยานปลุกกำหนัดของตนเอง ซึ่งเป็นการจากไปที่แม้แต่ตัวของพระนางเองก็ไม่เคยจะคาดคิดว่าตนเองจะต้องมาตายเพราะกำยานอันโสมมเช่นนี้
การจากไปของนางสร้างความเสียพระทัยให้แก่ไท่ซ่างหวงอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรพระนางก็ทรงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระมารดา หากไม่ติดเรื่องที่พระนางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจากไปของพระมารดาแท้ๆ และเรื่องราวการแย่งชิงอำนาจบริหารแผ่นดินในช่วงหลัง ไท่ซ่างหวงก็คงไม่คิดที่จะโค่นล้มพระนางลงเช่นนี้
ส่วนองค์ฮ่องเต้ฉู่เฮ่าเทียนนั้นนับว่าเป็นปลดปล่อยความเคียดแค้นในพระทัยของเขาได้เสียที ทำให้คังอ๋องฉู่เฟยหลงสามารถออกท่องเที่ยวได้ตามที่ใจปรารถนาโดยมีพระชายาเอกจ้าวเสวี่ยอิงติดตามไปด้วย ส่วนลูกๆ ของพวกเขานั้นไท่ซ่างหวงทรงรั้งเอาไว้ให้อยู่ในวัง ด้วยเกรงว่าพระนัดดาทั้งสองจะได้รับความลำบากอยู่ข้างนอก ตำหนักใหญ่ท้ายวังขอไท่ซ่างหวงจึงมีความครึกครื้นรื่นเริงตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา