บทที่ 4 ยินดีเด็ดหัวพี่ก่อน (รีไรท์)
“แหม ๆ ทำตัวเหมือนคุณหนูใหญ่จริง ๆ เลยนะ นี่น่ะเหรอหกล้มหัวฟาดพื้น จะกินข้าวยังต้องมีคนคอยประเคนให้?”
ขณะที่หลิวเยว่กำลังนำอาหารไปให้ลูกสาว น้ำเสียงกระแนะกระแหนพลันดังขึ้น
นั้นคือเสียงจางซู่ฉิน ป้าสะใภ้ใหญ่ของเ้าของร่างเดิม เธอไม่ชอบที่บ้านสามปฏิบัติกับเสิ่นทิงหงราวกับแก้วตาดวงใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
มิหนำซ้ำยังส่งหล่อนไปเรียนอีกต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่อสร้างความกดดันให้พวกเขา จางซู่ฉินคงโวยวายไปนานแล้ว เด็กสาวในวัยนี้ควรจะเก่งทั้งงานในบ้านและนอกบ้านต่างหากเล่า แต่กลับมีลูกสาวบ้านสามเท่านั้นแหละที่ทำตัวสูงส่ง
แทนที่ถ้าทำงานในบ้านได้ พวกเขาจะผ่อนคลายกว่านี้มากแท้ ๆ
“สะใภ้ใหญ่ ถ้าจะหาเื่กันก็บอก ฉันยินดีเด็ดหัวเธอเป็คนแรก ครั้งนี้นีเอ๋อร์ของฉันาเ็ได้ยังไงพวกเราทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ ถ้าไม่ใช่เพราะนีเอ๋อร์ของฉันยังนอนอยู่บนเตียง เสิ่นปี้เหลียนถูกฉันตีไปนานแล้ว ฉันยังไม่ได้ไปหาเื่เธอเลย แต่เธอนี่สิ รีบวิ่งมาชนปากกระบอกปืนเองเรอะ?”
หลิวเยว่ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ ั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนที่อยู่ในบ้านเดิมก็ซึมซับนิสัยคุณยายของเ้าของร่างเดิมมาอย่างเต็มที่ เธอมันคนบ้าบิ่นอยู่แล้ว
ตอนแรกที่แม่เฒ่าเสิ่นบอกเื่การแต่งงานครั้งนี้กับเสิ่นต้าเฉียง เพราะคิดว่าเสิ่นต้าเฉียงผู้ที่มีนิสัยอ่อนโยน ชอบถูกรังแก หากแต่งงานกับภรรยาที่เก่ง ๆ จะเป็ยันต์สะกดผีชั้นดีได้
ความคิดน่ะดีไม่ผิดเลย และก็เป็ยันต์สะกดผีชั้นดีจริง ๆ ทุกคนในบ้านถูกสะกดไว้หมดแล้ว เพราะงั้นจะไม่ใช่ยันต์สะกดผีได้ยังไง?
จางซู่ฉินโกรธจัดจนแทบพูดไม่ออก พยายามส่งสายตาให้เสิ่นต้าลี่รัว ๆ แต่เขาเหนื่อยจากการทำงานทั้งวัน เสิ่นต้าลี่ในตอนนี้กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว จะสังเกตเห็นอะไรพวกนี้ได้ยังไง
“ก็แค่เด็ก ๆ เล่นกันจะทำให้เป็เื่ใหญ่โตทำไม?” เมื่อเห็นสามีไม่สนใจ น้ำเสียงของจางซู่ฉินก็อ่อนลงมาก แต่จะพูดอะไรได้บ้างล่ะก็ในเมื่อเื่นี้บ้านใหญ่ไม่มีเหตุผลจริง ๆ
“เด็กเหรอ? เสิ่นปี้เหลียนอายุสิบแปดแล้วไหม? ยังเด็กอีกเหรอ? มันเป็เพราะพวกเธอไม่ยอมสั่งสอนลูกให้ดี ๆ ยังไงล่ะ ฝากไว้ก่อนเถอะ นีเอ๋อร์ของเราหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะช่วยสั่งสอนให้เธอเอง!”
หลิวเยว่ถือถ้วยข้าวพลางชำเลืองมองเสิ่นปี้เหลียน ทำให้เด็กสาวกลัวจนตัวลีบ
เด็กสาวได้แต่คิดในใจว่าตัวเองซวยแล้วจริง ๆ ทำไมถึงบังเอิญมีชาวบ้านมาเห็นด้วยนะ เธอตำหนิตัวเองที่ทำอะไรไม่แเี ตอนนี้จึงถูกผู้หญิงปากร้ายอย่างหลิวเยว่หมายหัวไว้แล้ว น่าจะหนีไม่พ้นถูกจัดชุดใหญ่แน่
มือที่กำลังกินข้าวของเสิ่นต้าลี่ชะงักงัน หลิวเยว่พูดแบบนี้ไม่ไว้หน้าบ้านใหญ่เลยสักนิด ทำให้เขามองไปทางเสิ่นต้าเฉียงทันที
“เ้าสาม เื่นี้ปี้เหลียนรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริง ๆ ฉันจะให้หล่อนขอโทษนีเอ๋อร์อีกทีนะ”
เสิ่นต้าเฉียงไม่สนใจ แม้ว่าเขาจะมีภาพลักษณ์เป็คนนิสัยดีมาตลอด แต่หลักการที่ว่าลูกสาวคือแก้วตาดวงใจของครอบครัวก็ไม่สามารถทำลายได้ หากจะปล่อยวางเื่นี้ง่าย ๆ แล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปมองลูกสาวและภรรยาได้ล่ะ?
พ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นฟังพวกเขาทะเลาะกัน แต่ไม่ได้พูดอะไร พวกเขารู้นิสัยของครอบครัวเ้าสามดี เื่นี้ยังไงก็ต้องเอาออกมาพูดอยู่ดี ถ้าไม่อย่างนั้นต่อไปคงไม่ได้อยู่กันสงบสุขอีกแล้ว
ส่วนบ้านรองนั้นยังมาไม่ทันได้ดูอะไรสนุก ๆ แล้วจะให้ยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเื่นี้ได้ยังไง ต่อให้ทำก็ไม่ใช่เพื่อช่วยบ้านใหญ่ หลิวเยว่กับจางซู่ฉินคนไหนร้ายกว่ากัน พวกเขาย่อมก็รู้อยู่แก่ใจดี
เมื่อไม่เห็นใครช่วยพูดแทนเธอ แววตาของเสิ่นปี้เหลียนก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ตอนนี้ทุกคนกำลังลำเอียงกันไปหมดแล้ว
หลิวเยว่ถือถ้วยโจ๊กที่ใสจนแทบจะส่องแทนกระจกได้ และจานผักสดอีกสองสามใบ ถ้าจะบอกว่ามีอะไรแตกต่างก็คือยังมีไข่ตุ๋นหอมฉุยอีกหนึ่งถ้วย
ไข่ไก่นั้นบ้านเดิมของหลิวเยว่ส่งมาเป็พิเศษหลังจากรู้ว่าเสิ่นทิงหงได้รับาเ็ ไม่ต้องถูกยึดเข้ากองกลาง แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่แยกบ้าน แต่ทั้งพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นก็เข้าใจ
ครอบครัวของเ้าสามมีบ้านเดิมของหลิวเยว่คอยค้ำจุน ย่อมมีความเป็อยู่ที่ดีกว่าอีกสองบ้านแน่นอน ถ้ายังต้องยึดเข้ากองกลางอีกละก็...
ดังนั้นขอเพียงเป็สิ่งของที่ได้มาเองก็จะเป็ของบ้านนั้น กลายเป็กฎที่ไม่ได้เขียนเป็ลายลักษณ์อักษรทันที
เสิ่นทิงหงไม่รู้สึกแปลกใจเลย อันที่จริงแม้จะอยู่ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ของจำพวกไข่ไก่ก็มีกินไม่ขาด คุณลุงทั้งสามมักจะส่งมาเป็ประจำ บวกกับเสิ่นต้าเฉียงเองก็มีทักษะด้านงานไม้อยู่บ้าง บางครั้งการช่วยคนในหมู่บ้านทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะได้ของกลับมาจำนวนหนึ่งเช่นกัน
ถึงจะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจในขณะนี้ แต่การแลกเปลี่ยนสิ่งของยังคงทำได้อยู่ จะว่าไปแล้ว ใครบ้างที่ไม่มีงานทำ คนที่มีฝีมือแบบนี้ก็มีไม่มากนัก ถือว่าทุกคนเห็นด้วยกับเื่นี้
สิ่งนี้ทำให้บ้านสามที่มีลูกมากกว่าบ้านอื่น ๆ หนึ่งคน มีความเป็อยู่สุขสบายที่สุด
“ขอบคุณค่ะแม่” เสิ่นทิงหงเอ่ยขึ้นเมื่อหลิวเยว่วางอาหารเย็นลงบนตู้ที่หัวเตียง
“เด็กโง่ กับแม่ยังต้องเกรงใจทำไม?”
เสิ่นทิงหงยิ้ม ๆ แต่ไม่พูดอะไร รอจนหลิวเยว่ออกไปแล้วก็ยกถ้วยโจ๊กขึ้นมาดู เธออดทอดถอนใจไม่ได้
เฮ้อ นี่คือโลกแบบไหนกัน ทำไมตนถึงข้ามเวลามาอยู่ยุคนี้นะ? ดูโจ๊กนี่สิ ใสจนแทบจะส่องแทนกระจกได้เลย ที่เรียกว่าโจ๊กได้ก็เพราะหลิวเยว่พยายามตักข้าวให้เธอต่างหาก
ข้าวที่พูดถึงก็คือข้าวซ้อมมือ เวลากินจะรู้สึกคันคอนิด ๆ
แต่สุดท้ายเสิ่นทิงหงก็ดื่มมันอยู่ดี นี่คือส่วนของหลิวเยว่ที่เก็บไว้ให้ ส่วนไข่ตุ๋น เสิ่นทิงหงกินไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ที่เหลือวางแผนไว้ว่าจะเก็บไว้ให้แม่
ตอนที่หลิวเยว่มาเก็บกวาดถ้วยชาม ก็เห็นว่าไข่ตุ๋นถูกแตะไปเพียงนิดเดียวจึงรีบเอ่ยขึ้น
“นีเอ๋อร์ ทำไมกินนิดเดียวเองล่ะ? ต้องกินไข่ไก่เยอะ ๆ เพื่อจะได้ช่วยรักษาาแนะ”
เสิ่นทิงหงส่ายหน้า “แม่คะ วันนี้หนูรู้สึกไม่ค่อยสบาย กินไม่ลงแล้วน่ะค่ะ แม่กินเถอะ”
“แม่ไม่กินหรอก ถ้ากินไม่ลง งั้นแม่จะเก็บไว้ให้นะ พรุ่งนี้เช้าค่อยกินแล้วกัน”
พูดจบก็กำลังจะถือออกไป
ความอบอุ่นพัดผ่านหัวใจของเสิ่นทิงหง ความรู้สึกที่ได้รับความรักจากครอบครัวที่แสนอบอุ่นก็ดีเหมือนกันนะ
“แม่คะ กินเถอะ หนูจะดูแม่กิน พรุ่งนี้หนูก็คงกินไม่ลงเหมือนกัน ถ้าแม่ไม่กินแล้วทิ้งไว้จนเสีย มันจะน่าเสียดายเอานะ…”
หลิวเยว่ชะงัก ต่อมาก็เข้าใจความหมายของลูกสาวทันที “โอ๊ย นีเอ๋อร์ของแม่ รู้จักสงสารแม่ด้วย แต่แม่ไม่หิวจริง ๆ แม่เก็บไว้ให้ลูกนะ ฮ่า ๆๆๆ”
“แม่คะ ถ้าแม่ไม่กิน คืนนี้หนูคงนอนไม่หลับแน่ ๆ”
เสิ่นทิงหงพยายามหลอกล่อทุกหนทาง สุดท้ายหลิวเยว่ก็ไม่มีทางเลือกจำต้องกินเข้าไป กินไปกินมาก็เริ่มสะอื้นไห้
“ฮือ ๆ...แม่บอกแล้วว่าการเลี้ยงลูกสาวต่างหากที่ช่วยไม่ให้แก่ไว คนข้างนอกพวกนั้นยังว่าแม่อยู่เลย ฮึ ต่อไปพวกเขาก็จะรู้เอง เลี้ยงลูกชายน่ะเป็หนี้ทั้งนั้น ดูแม่ตอนนี้สิ เพลิดเพลินไปกับความสุขที่มีลูกสาว”
เสิ่นทิงหงคิดในใจ ‘อาการนี้ เล่นใหญ่เกินไปหน่อยหรือเปล่านะ?’
“แม่คะ แม่ไม่ต้องห่วง ต่อไปหนูจะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีให้ได้เลยค่ะ”
แม้ว่าในใจจะรู้สึกว่าหลิวเยว่นั้นออกจะลำเอียงไปมากสักหน่อย แต่เสิ่นทิงหงก็ต้องยอมรับว่าเธอก็ชอบความรู้สึกที่มีคนลำเอียงมอบความรักให้นั่นแหละ