บทที่ 140 สองสาว
ยิ่งเดินทางเข้าใกล้พื้นที่เกิดปัญหามากเท่าไร น้ำในลำธารก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงขุ่นมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏว่าไม่ใช่แค่ชาวบ้านในหุบเขาเท่านั้นที่ต้องเดือดร้อนเพราะจมอยู่กับน้ำท่วมขัง แต่ชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านอื่นๆก็ได้เจอกับปัญหาเรื่องการใช้น้ำเหมือนกัน บางหมู่บ้านโชคดีที่มีบ่อน้ำในหมู่บ้าน ทว่าบางหมู่บ้านที่ไม่มีบ่อน้ำ ปกติแล้วใช้น้ำในลำธารซึ่งไม่เคยขาด หมู่บ้านเหล่านี้เองที่จะเจอกับปัญหามากที่สุด
น้ำไม่อาบ เสื้อผ้าไม่ซัก ก็ยังอยู่ได้ แต่ไม่มีน้ำดื่มสะอาดเอาไว้กิน ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาต้มน้ำและพยายามกรองให้ดินสีแดงตกลงไปก้นหม้อนั้นกลายเป็นภาระของพวกเขาทันที
ปกติฟืนก็หายากอยู่แล้ว ต้องมาใช้ฟืนไปกับการสิ้นเปลืองเช่นนี้ยิ่งแย่เข้าไปกันใหญ่ ปัญหาของพวกเขาถูกส่งต่อมายังขบวนของหวงซีเฉิงที่กำลังเดินทางผ่านไป ทุกคนไม่รู้จักแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรเซิน แต่พวกเขารู้ว่าขบวนที่เดินทางมาอย่างเร่งรีบนี้กำลังมาเพื่อช่วยจัดการกับต้นตอปัญหา
“ได้ยินว่าคนที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายนี้ก็คือองค์รัชทายาทใช่หรือไม่”
“ก่อนหน้านี้มีขบวนองค์รัชทายาทเดินทางผ่านไปก่อนแล้ว เป็นพวกเขาที่ทำให้สันดินกั้นน้ำพังทลายลงใช่ไหม”
“พวกท่านมาที่นี่เพื่อตามเก็บกวาดงานให้องค์รัชทายาทหรือ? แล้วความเดือดร้อนของพวกเราระหว่างนี้ ผู้ใดจะรับผิดชอบ!!”
“จริงด้วย พวกเราต้องใช้ฟืนกันทุกวัน ฟืนที่เตรียมเก็บเอาไว้รองรับตอนหน้าน้ำหลากก็แทบจะไม่เหลือแล้ว หลังจากนี้พวกเราจะอยู่กันอย่างไร องค์รัชทายาทที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาแผนการที่จะช่วยเหลือพวกเราหรือไม่”
“เป็นถึงรัชทายาท ว่าที่องค์จักรพรรดิคนต่อไป คงจะไม่ใช่ว่าไม่ดูดำดูดีพวกเราหรอกนะ”
“ใช่ ใช่ อีกอย่างปัญหานี้ก็เกิดจากพระองค์เอง ยังไงก็ต้องมีวิธีช่วยอยู่แล้ว!”
ชาวบ้านจำนวนมากออกมายืนอยู่หน้าหมู่บ้านของตนเอง นี่ไม่ใช่หมู่บ้านแรกที่ออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือเช่นนี้ หลี่ชิงหมินนั่งอยู่บนหลังของสิงโตน้อย แรกเริ่มตกใจกับท่าทางของพวกเขา ทว่าเมื่อผ่านไปหมู่บ้านที่สามและสี่ ชิงหมินก็ไม่สนใจอีก
การแสดงออกของชาวบ้านเหล่านี้ เขารู้ว่าเดือดร้อนจริง แต่ดูท่าว่าเดือดร้อนก็ส่วนหนึ่ง ปัญหาใหญ่สมควรจะเป็นการที่พวกเขาได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างผิดๆมา
เริ่มจากการที่พวกเขารับรู้โดยทั่วกันว่าคนที่ทำให้สันดินพังลงมาคือองค์รัชทายาท ไม่ว่าจะหมู่บ้านที่ไกลออกไปหรืออยู่ใกล้ ข่าวเหล่านี้กระจายรวดเร็วเกินไป นอกจากนี้...ในฐานะชาวบ้านธรรมดาๆผู้หนึ่ง พวกเขาคิดเรียกร้องและกล้าทวงคืนความยุติธรรมจากองค์รัชทายาทเลยหรือ?
คนเหล่านี้กินดีหมีมาจากไหนจึงไม่กลัวตาย โทษของการหมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์คือการประหารเจ็ดชั่วโคตร ถึงแม้จะเป็นกฎที่คนจากโลกสมัยใหม่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่นี่คือกฎของที่นี่...ชาวบ้านเหล่านี้จะบอกว่าพวกเขาไม่รู้คงไม่ได้
ที่กล้าแสดงออกมาเช่นนี้ คงถูกกระตุ้นความไม่พอใจมาตลอดหลายวัน พอเห็นคนของทางการผ่านไปจึงกล้าตะโกนออกมาด้วยเข้าใจว่าพวกเขาคงจะไม่เอาผิดกระมัง
หากเป็นคนอื่นที่เดินทางมา เว้นแค่คนที่มานั้นไม่ใช่คนของรัชทายาท ชาวบ้านพวกนี้จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างแน่นอน ซึ่งผลที่ตามมาหลังจากนี้คงจะไม่ใช่เรื่องดี
แม้ว่าต่อไป ผู้คนจะไม่กล้าหมิ่นเกียรติพระองค์ต่อหน้า แต่ลับหลังย่อมไม่ยอมรับในตัวองค์รัชทายาทมากขึ้นแน่ ซึ่งการที่ชาวบ้านทั้งหลายนี้ไม่ยอมรับพระองค์ก็อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของชนวนความวุ่นวาย ปัญหาที่ใหญ่กว่าก็คือ...มันจะกลายเป็นประเด็นให้ขุนนางฝั่งอื่นโจมตีทันที
องค์รัชทายาทสร้างปัญหาขึ้น ไม่เพียงแค่ไม่ช่วยเหลือชาวบ้าน กลับยังลงโทษพวกเขาที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตนเองอีก คนเช่นนี้ย่อมถูกขุนนางจำนวนมากคัดค้านการขึ้นครองบัลลังแน่
โชคดีเพียงอย่างเดียวของรัชทายาทก็คือการที่มีมารดาคอยคิดทุกอย่างให้แก่เขา ปล่อยให้ขบวนของท่านแม่ทัพใหญ่เป็นคนเดินทางมาช่วย ยังดีกว่าที่จะให้ขุนนางคนอื่น หรือเป็นองค์ชายสามเองที่เดินทางมา เพราะนั่นจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบครั้งใหญ่ขึ้นทันที
คนหนึ่งทำลาย อีกคนช่วยเหลือ แค่ความแตกต่างนี้ก็เพียงพอที่จะกดดันการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิเกี่ยวกับราชบัลลังแล้ว
หวงซีเฉิงไม่สนใจชื่อเสียงของผู้อื่น เขาไม่แม้แต่จะสนใจชื่อเสียงของตนเองด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ว่าชาวบ้านจะพูดด่าทออย่างไร เขาเพียงทำหูทวนลมเท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของเขา ทั้งไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องจัดการ หากไม่มาสร้างความวุ่นวายให้กับขบวนของเขาจนการเดินทางล่าช้า อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องหันไปมอง
เสียงน้ำที่ไหลบ่าเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่มีสันดินกั้นน้ำเอาไว้ น้ำป่าที่ไหลมาอย่างรุนแรงก็ไม่ได้ถูกชะลอความเร็วลง สร้างเสียงดังเหมือนกับน้ำตก พร้อมๆกันนั้นก็ทำให้ตะกอนดินจำนวนมากพัดผ่านไปด้วย
หลังจากที่ขบวนขนาดย่อมของซีเฉิงมาถึง พวกเขาก็ได้เห็นสภาพของสันดินที่พังทลายนี้กับตา ปรากฏว่าสันดินนี้ไม่ได้มีขนาดเล็กๆเลย ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อมันพังลง บ้านเรือนในหุบเขาจะถูกทำลายสิ้น
ด้วยความแข็งแรงของมันเช่นนี้ การถูกทำลายเพียงเพราะมีขบวนรัชทายาทเดินผ่านนั้นไม่สมเหตุสมผลมาก ไม่ว่าใครจะมองดูอย่างไรก็ยังเข้าใจว่าองค์รัชทายาทเป็นเหยื่อของเรื่องนี้
“น้ำแรงมาก คาดว่าด้านในหุบเขาคงจะเดือดร้อนกันไม่น้อย” ชิงหมินบ่นพึมพำ
เพียงเพื่อให้ฝั่งตนเองได้เปรียบ จะลงมือกับประชาชนเช่นไรก็ได้ นี่คือนิสัยขององค์ชายสามที่แท้จริง เขาเป็นพวกโหดเหี้ยมและสามารถใช้วิธีใดๆก็ได้เพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จ คนเช่นนี้...หากขึ้นครองบัลลังได้ ในอนาคตจะต้องตวัดดาบไปทั่ว ทำให้บัลลังสีทองกลายเป็นสีเลือด!
“พวกเขาหนีขึ้นไปสร้างที่พักด้านบนแล้ว ถึงจะมีผู้เสียชีวิตบ้าง แต่ก็ยังไหวตัวได้ทัน” ซีเฉิงเล่าสถานการณ์คร่าวๆให้ชิงหมินได้รับรู้ก่อน พวกเขาไม่มีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือด้านใน หากชิงหมินกังวลเกินไปจะเป็นการกังวลโดยไร้ประโยชน์
“อืม ข้าเข้าใจ” เพราะมีนางเอกอยู่ที่นั่น ขอเพียงไม่ตาย...เชื่อเถอะว่าพวกเขาจะต้องไม่อดอยากเป็นแน่
แล้วก็เป็นเช่นที่ชิงหมินเข้าใจจริงๆ ณ เวลานี้...ที่พักของชาวบ้านและเหล่าผู้ติดตามในขบวนถูกสร้างเสร็จแล้ว ดีที่ขบวนของรัชทายาทนั้นมีกระโจมที่พักมาจากเมืองหลวง ดังนั้นพวกเขาไม่เดือดร้อนเท่าไร ส่วนพวกชาวบ้านก็คุ้นเคยกับการที่ถูกน้ำป่าไหลหลากท่วมทำลายบ้านเรือน พวกเขาจึงสามารถจัดการหาที่พักง่ายๆได้
ปัญหาหลังจากนี้ก็คือเรื่องของอาหาร เสบียงที่กองทัพขนมาด้วยไม่มีเวลาจัดการ ถูกน้ำท่วมพัดทำลายไปจนหมด ดีที่พวกเขาได้วิธีในการใช้ผลคันจากจดหมายข่าวที่องค์จักรพรรดิสั่งให้ร่อนไปทั่วทุกพื้นที่ที่เป็นภูเขา ชาวบ้านเหล่านี้จึงพยายามรวบรวมผลคันและต้มมันสำหรับทุกคนในหมู่บ้านของพวกเขา
ด้วยผลคันเหล่านี้ ชาวบ้านย่อมไม่อดตาย แต่พวกเขาก็ไม่ถือว่ามีความเป็นอยู่ที่ดีนัก ดังนั้นซือซือจึงพูดเปรยๆออกมาว่านางต้องการจะช่วยจัดการเรื่องนี้เอง
“แม่นาง ถึงแม้ว่าเจ้าจะถูกเรียกว่าผู้วิเศษ และข้าก็ได้เห็นแล้วว่าทักษะในการเพาะปลูกสมุนไพรของเจ้ายอดเยี่ยมมาก แต่...เจ้าไม่ควรจะให้ความหวังแก่ชาวบ้านมากเกินไป เรื่องนี้ควรต้องถามความคิดเห็นขององค์รัชทายาทก่อนด้วยซ้ำ พระองค์คือผู้นำขบวนช่วยเหลือในครั้งนี้ เจ้าทำเช่นนี้อาจจะสร้างปัญหาตามมาให้องค์ชายได้”
จางหลิวอี้ออกตัวตำหนิซือซือให้ ท่าทางและน้ำเสียงของนางเหมือนคนเที่ยงธรรมทุกประการ ยิ่งรวมกับพลังพิเศษก็ยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ร่วมขบวนมาด้วยพยักหน้ารับ
แม่นางซือซือผู้นี้ติดตามมากับขบวนของเขา หากแสดงสิ่งใดออกไป ย่อมทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดได้ว่าเป็นคำสั่งขององค์รัชทายาท และเมื่อครู่นี้...นางได้บอกกับชาวบ้านทั้งหลายว่าจะช่วยหาอาหารที่สามารถบำรุงพวกเขาเอง
คำพูดที่ไม่ได้ปรึกษาผู้ใดก่อน ทั้งยังไม่รอรับคำสั่งจากองค์รัชทายาททำให้ทุกคนวิตกกังวลอย่างมาก ตอนนี้ชาวบ้านมีอาหารกินและไม่อดตาย เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว นางกลับยังไปรับปากว่าจะทำให้พวกเขากินดีอยู่ดีอีก ถ้าพวกชาวบ้านเหล่านี้สามารถกินดีอยู่ดีได้ เช่นนั้นพวกเขาจะยังต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกหรือ?
บนหุบเขานี้ไม่มีอะไรเลย แค่มีวิธีใช้ผลคันก็ยอดเยี่ยมแล้ว นางยังจะพูดเรื่องกินดีอยู่ดีอันใดได้อีก
ทว่าคำพูดนี้ออกไปแล้ว ชาวบ้านทุกคนล้วนได้ยินทั้งหมด พวกเขาตื่นเต้นกับคำกล่าวของแม่นางซือซืออย่างมาก หากคนอื่นไปบอกว่าแม่นางซือซือเพียงพูดออกไปอย่างนั้น มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือขององค์รัชทายาทถูกทำลายลง
“เฮ้อ แต่ถึงอย่างนั้น...คำก็ได้พูดออกไปแล้ว เวลานี้พวกเราทำสิ่งใดไม่ได้ องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันจะร่วมออกล่าสัตว์กับทุกคน หากสามารถหาเนื้อมาได้ ก็น่าจะถือว่าเป็นการช่วยเหลือให้กินดีอยู่ดีแล้วใช่หรือไม่เพคะ”
จางหลิวอี้ไม่เพียงเอ่ยปากตำหนิ นางยังเสนอทางออกขึ้นมา และพร้อมที่จะช่วยเหลือรัชทายาทในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้วย การแสดงออกของจางหลิวอี้ค่อนข้างฉลาด ทุกคนพอใจกับนางเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย
ทว่า....ซือซือที่นั่งฟังอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็ได้โอกาสพูดเสียที
“คุณหนูผู้นี้ชอบคิดเองเออเองจริงๆ จิตใจของท่านซับซ้อนยิ่งนัก ไม่เพียงแค่ไม่ถามว่าข้าจะทำอย่างไร หรือสามารถจัดการปัญหานี้ได้หรือไม่ กลับเอาแต่ตำหนิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
“ข้ามันชาวบ้านธรรมดาๆผู้หนึ่ง ไม่รู้หรอกว่าผู้คนในเมืองหลวงเป็นพวกที่ชอบคิดเอาเองเช่นท่านทุกคนหรือไม่ แต่...สำหรับข้า พูดสิ่งใดออกมาก็หมายความว่าข้ามีวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จ”
“พวกท่านออกไปล่าสัตว์ป่าเพื่อมาเพิ่มอาหารก็เป็นเรื่องดีต่อชาวบ้าน อย่างน้อยๆก็ดีกว่ารอเวลากินอยู่ที่นี่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนข้า...ข้าก็จะใช้วิธีการของตนเอง แล้วพวกท่านค่อยดูเอาว่าข้าเพียงพูดออกไปโดยไร้ความคิด และจะสร้างความเสียหายต่อองค์รัชทายาทของพวกท่านจริงหรือไม่”
“ถ้าหากว่าการทำงานหนักของข้าไม่เพียงแค่ไม่สร้างปัญหาให้ชื่อเสียงขององค์รัชทายาท แต่ยังทำให้ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านด้วยเล่า พวกท่านจะมาขอโทษข้าจากใจจริงไหม”
ซือซือผู้หยิ่งทระนงเชิดคางของตนเองขึ้น ปรายตามองจางหลิวอี้ที่ชอบมีปากเสียงกับนาง ซือซือพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าของจางหลิวอี้เปลี่ยนเป็นสีแดง
คำพูดของนางไม่ได้หมายความว่า ทุกวันนี้จางหลิวอี้ไม่ได้มีประโยชน์อันใดนอกจากเป็นภาระให้ทุกคนต้องเลี้ยงดูหรือ? กล่าวหาว่านางเอาแต่นั่งกินๆนอนๆอย่างนั้นหรือ? คำพูดที่แสดงน้ำใจของหลิวอี้กลับถูกกลับให้กลายเป็นเรื่องที่นางควรจะทำตั้งแต่แรกแทน
“แม่นางซือซือพูดจาเก่งจริงๆ ถ้าอย่างนั้น...หากเจ้าสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงๆ ต่อให้ข้าต้องคุกเข่า ข้าก็จะคุกเข่าเพื่อขอโทษเจ้า และยังคุกเข่าเพื่อขอบคุณเจ้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านด้วย”
“ตัวข้าไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอันใด ข้าจึงสามารถทำได้แค่ช่วยเหลืองานทั่วไปในค่ายเท่านั้น ในเมื่อเจ้ามั่นใจในทักษะของตนเอง อย่างนั้นก็ช่วยลงมือด้วยเถอะ”
จางหลิวอี้แสดงออกอย่างใจกว้าง รอยยิ้มหวานของนางทำให้บุรุษมากมายต้องหวั่นไหว รัชทายาทมองดูการวิวาทกันของทั้งสองก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เวลานี้เขาปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ยังต้องมาฟังการโต้เถียงพวกนี้ให้รำคาญใจอีก
ตอนนั้นเอง จู่ๆเขาก็คิดถึงบุรุษผู้นั้นที่อยู่เคียงข้างแม่ทัพใหญ่ ถ้าเป็นเด็กคนนั้น...สิ่งไหนที่น่ารำคาญเกินกว่าจะโต้เถียง เขาจะทำเพียงยิ้มรับแล้วก็หันหลังหนีเท่านั้น ถ้าคนๆนั้นได้มาอยู่ข้างกายของเขา หูของเขาคงจะไม่ต้องเต้นอย่างเจ็บปวดเช่นนี้หรือไม่?
ราวกับซือซือรับรู้ว่าตอนนี้อารมณ์ขององค์รัชทายาทเป็นอย่างไร นางอยากจะโต้เถียงอีกสองสามคำแต่ก็เงียบไป เพียงหันกลับไปทำงานด้วยทักษะของตนเองเท่านั้น
หญิงสาวไม่เรียกให้ผู้อื่นมาช่วย แม้แต่ขุดดินก็ยังเป็นนางที่ทำด้วยตนเอง ความแข็งแกร่งที่หญิงสาวแสดงออกมาทำให้หลายคนเริ่มสนใจ มีกระทั่งชาวบ้านบางคนอาสาเข้าไปช่วยเหลือด้วย
ซือซือเข้ากันได้ดีกับชาวบ้านมากกว่าคนในขบวนขององค์รัชทายาทอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่ใช่เพราะองค์รัชทายาทสนใจนางเป็นพิเศษ คนอื่นๆในขบวนก็คงจะไม่ทักทายนางด้วยซ้ำไป
สำหรับพวกเขาแล้ว ซือซือที่ถูกเรียกว่าผู้วิเศษ แท้จริงแล้วก็แค่ชาวบ้านผู้หนึ่งเท่านั้นไม่ใช่หรือ?
สถานการณ์ของหญิงสาวเต็มไปด้วยความยากลำบากและถูกผู้คนเกลียดชัง หากชิงหมินอยู่ที่นี่และได้เห็นฉากนี้ เขาคงจะต้องอ้าปากค้างเป็นแน่
สุดท้ายแล้ว แม่นางเอกของเขาก็ยังอยู่ในสถานการณ์เหมือนกับในเนื้อเรื่องนิยายอยู่ดี ทั้งๆที่ไม่ได้ครองคู่กับพระเอกแล้วก็ตาม.... กลายเป็นว่า นางก็คือผู้ดูดซับความอับโชคของโลกนิยายนี้อย่างแท้จริง ขนาดเนื้อเรื่องเปลี่ยน ปัญหารอบตัวของนางก็ยังไม่หมดไป
…………………………………………