ในความมืดมิดที่กดดันและบรรยากาศเย็นเยียบะเืราวกับความตาย 'ปีกรัตติกาล' พยายามทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันและความน่าสะพรึงกลัว
"ตื่นแล้วหรือ...เ้าสาวน้อย?"
"โลกที่ข้าสร้างขึ้นนี้สวยงามหรือไม่? มันโอบกอดเ้าด้วยความมืดมิด...ความมืดมิดที่จะกลืนกินเ้าไปตลอดกาล" เสียงของเขาแหบพร่า ราวกับเสียงกระซิบของิญญาที่ล่องลอยในความมืด
"ยอมแพ้เสียเถอะน่า ก่อนที่ข้าจะทำให้ร่างงามๆ ของเ้าแหลกละเอียดเป็ผุยผง" เสียงของเขาหยาบกระด้างและเต็มไปด้วยความข่มขู่ 'พญาเขา' คำรามต่ำๆ พลางกระทืบเท้ากับพื้นว่างเปล่าที่ เขาสร้างขึ้นด้วยพลังเวทย์ ปรากฎเป็แสงกระทิงั์ขึ้นมาอีกครั้ง
"ความตายในความมืดมิด...ช่างเป็สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งนัก เ้าจะไม่ได้เห็นแม้แต่ใบหน้าของผู้ที่พรากชีวิต...ความหวาดกลัวเช่นนี้...เ้าเคยััมันหรือไม่?" อสรพิษเงา เดินเข้ามาใกล้ด้วยความเงียบเชียบ ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะฉกเหยื่อ เสียงลมหายใจเย็นเยียบของเขาดังแ่เบา
แต่ในความมืดมิดนั้น ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากร่างที่ยืนนิ่งของนิชา ราวกับพวกเขาไม่ได้พูดกับสิ่งมีชีวิต ดวงตาสีดำสนิทของนางมองตรงไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ไร้ซึ่งความสั่นคลอน แม้แต่ประกายแห่งความสนใจก็ดูเหมือนจะไม่มี
"เ้าไม่ได้ยินที่พวกข้าพูดหรือ? หรือว่าความกลัวได้กลืนกินสติของเ้าไปหมดแล้ว?" ปีกรัตติกาล ขมวดคิ้วเล็กน้อย ััได้ถึงความผิดปกติ
นิชายังคงยืนนิ่ง เงียบสนิท ราวกับรูปปั้นที่ถูกสร้างขึ้นจากความมืดมิด ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อคำพูดและการข่มขู่ของพวกเขา ราวกับนางไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ
"นี่มันอะไรกัน? ทำไมถึงไม่พูดไม่จา? หรือว่านางกลัวจนพูดไม่ออกแล้ว?" พญาเขา เริ่มหงุดหงิด
"หรือว่า...นางไม่ได้กลัว?" อสรพิษเงา หยุดเดิน ดวงตาสีเหลืองอำพันของเขามีประกายสงสัย
ความเงียบยังคงปกคลุม โลกรัตติกาล ราวกับเป็คำตอบที่น่าขนลุก การที่เหยื่อไม่แสดงอาการหวาดกลัวใดๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่พวกเขาตั้งใจสร้างขึ้น กลับกลายเป็สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงร้องโหยหวนใดๆ มันราวกับว่านิชาไม่ได้สนใจต่อโลกที่พวกเขาขังนางไว้เลยแม้แต่น้อย...ราวกับจิตใจของนางอยู่ในสถานที่อื่น...สถานที่ที่มืดมิดและเย็นเยียบยิ่งกว่า โลกรัตติกาล แห่งนี้เสียอีก
"เป็ไปไม่ได้ ั้แ่เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอใครที่ไม่หวาดกลัวต่อ ทักษะของข้า" ปีกรัตติกาลเอ่ยอย่างมั่นใจ
ก่อนที่คำพูดของ 'ปีกรัตติกาล' จะจบลง ร่างที่ยืนนิ่งของนิชาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ราวกับตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน พร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นะเือันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความมืดมิดใดๆใน 'โลกรัตติกาล' แห่งนี้ และรอยยิ้มนั้นเอง คือสัญญาณเริ่มต้นของปีศาจที่ตื่นขึ้นแล้ว
"ต่อให้ทักษะดีแค่ไหน แต่ผู้ใช้เป็ขยะมันก็จะเป็ทักษะขยะ" นิชาพูดอย่างเหยียดหยามมองพวกเขาราวเศษขยะ
ทั้ง 3 อึ้งกับคำตอบ พวกมันรอคำตอบจากนิชามานานไม่คิดว่านางจะตอบแบบนี้ ั้แ่ไล่ล่านางมาทั้ง 3 รู้ว่านางเป็คนยังไง คำพูดแบบนั้นทำพวกเขาสับสนไปหมด
"แต่ก็ขอบใจที่ไพร่อย่างเ้า มาประเคนมันให้กับข้าถึงที่แบบนี้ อืมม...น่าจะเหลืออีก10วิ ก่อนที่นางนั้นจะมา" สิ้นสุดคำพูดของนาง ไอสังหารที่่มองไม่เห็นแต่ ทั้ง 3 กับรู้สึกได้อย่างชัดเจน มันแผ่ออกมาทับพวกเขาจนรู้สึกหายใจไม่ออก ร่างกายปวกเปียก
อยู่ๆดาบของนิชาได้เปล่งแสงรอบๆขึ้น แต่ไม่ใช่สีทองที่เคยเรืองรองจากดาบ บัดนี้กลับทอประกายสีดำม่วงอันน่าขนลุก นางหมุนดาบตามเข็มนาฬิกาจนครบวง แสงสีดำม่วงก่อเป็เพลิงม่วงขนาดใหญ่
"เพลงดาบมารผลาญภพ กระบวนท่าที่ 1 โลกันตร์สลายสิ้น "
พวกทหารรับจ้างทั้ง 3 รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากเพลิงนั้น มันร้อนราวพวกเขาอยู่ในกองไฟ แววตาที่พวกเขาเห็นคือนิชาฟาดฟันดาบมา เพลิงสีม่วงได้เคลื่อนมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว กระพริบตาอีกทีก็เป็ความมืดไปตลอดกาล
ร่างกายของพวกเขาได้สลายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน สิ่งที่เหลือออกมาจาก 3 ร่าง คือ ลูกแก้วทักษะิญญา ที่ไม่ได้ละลายหายไป ลูกแก้วสามลูกพุ่งตรงมาทางนิชา นางรับไว้อย่างอารมณ์ดี นางเก็บทั้ง 3 ลูกเข้าสู่กำไลมิตินางอย่างรวดเร็ว
"ไม่คิดว่าที่ทุรกันดารแบบนี้จะมี ทักษะอย่างโลกรัตติกาลแบบนี้ เป็ความโชคดีของข้าจริงๆ ฮ่าๆๆ" เสียงหัวเราะก้องกังวานอย่างสะใจดังออกมาจากลำคอของนาง
"เอาเถอะ คงต้องเล่นไปตามเกมของนางนั้นไปก่อน คงต้องฝากร่างนี้ไว้กับเ้าก่อนล่ะนะ 'ณิชา' " นิิชาเอ่ยเสียงพึมพำราวมีตัวเองที่เข้าใจ
"น่าจะมาถึงแล้ว..3..2...1.." สิ้นเสียงนางก็ล้มลงไปนอนหมดสติ
และในชั่วขณะนั้นเองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยความมืดของโลกรัตติกาลก็เกิดรอยร้าวมันเริ่มแตกออกจนแสงจากภายนอกเล็ดลอดลงมา ใหญ่ขึ้นจนโลกรัตติกาลนั้นได้พังทลายลงไป เหนือสุดข้างบนได้มีผู้หญิงคนนึงลอยอยู่บนฟ้าด้วยอาการเคร่งเครียด กลิ่นอายบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ ได้แผ่ออกมาจากคนๆนี้ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น าุโนักบุญหญิงแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ มทินา
'เกิดอะไรขึ้น' มทินา รู้สึกสับสน เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดอยู่ในแผนการของนางอาจจะไม่ทั้งหมด แต่ยังอยู่ในรูปแบบที่นางรับได้ แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงจริงๆ คือ ทักษะโลกรัตติกาล ทักษะนี้ไม่ควรจะมีอยู่ในเมืองเขตปลายๆอย่าง 896 หรือเพราะมีศัตรูของนางติดตามมา
'ไม่น่าใช่' นางก็ปัดความคิดนั้นตกไปทันที ศัตรูไม่จะเป็ต้องทำอะไรอ้อมค้อมแบบนั้นในขณะที่นางอยู่ใน่อ่อนแอ ทักษะโลกรัตติกาล มันเหมือนไม่สมบูรณ์ แวบแรกที่นางเห็นนางถึงขั้นตื่นใรีบหาที่หลบซ่อน กลัวว่าศัตรูจะโผล่มา แต่สักพักก็ไม่เกิดอะไรขึ้น นางจึงลองค่อยๆสำรวจกับพลังนั่น ผลปรากฏว่าพลังนี้อ่อนแอเกินไปไม่เหมือนอย่างที่นางรู้จัก นางค่อยๆผ่อนคลาย แล้วออกมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
ถึงจะคลายความกังวลแต่ก็ยังคงสับสน เพราะโลกรัตติกาล บดบังทัศนวิสัยไว้หมด ไม่มีทางเห็นที่เกิดขึ้นข้างใน นางกังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับ ณิชา จึงรีบมา และ้ารู้ถึงที่มาทักษะโลกรัตติกาลนี้ด้วย แต่พอนางมาถึง ไม่มีความสมเหตุสมผลเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณิชา นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่แค่หมดสติไป แต่ทหารรับจ้าง 3 คนที่ติดตามนางมานั้นกลับหายไปหมด มีร่องรอยการต่อสู้แต่ก็ดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกอย่างพังพินาศเละเทะไปหมด ในสถานที่ที่เกิดขึ้นค่อนข้างแปลกนี้ สร้างความอึดอัดให้กับ มทินา อย่างยิ่งยวด
"ไม่เป็ไร แผนที่ข้าตั้งไว้ยังคงเดิม" มทินาพึมพำไตร่ตรองอะไรบางอย่าง
'ส่วนเหตุการณ์นี้ เอาไว้ถามนางในภายหลัง' มทินา อุ้ม ณิชาแล้วลอยจากไป
ภายในกระท่อม ในห้องณิชา
"เฮือก!!" ณิชาสะดุ้งตื่นพรวดพร้อมกับผุดลุกขึ้นนั่ง นางสังเกตไปรอบๆ ที่นี่เป็ห้องส่วนตัวของนางในกระท่อม
เหตุการณ์ต่างๆนางจำได้อย่างชัดเจน นางสำรวจจี้สร้อยคอรูปบานกระจกของนาง มันสลักตัวอักษรว่า 'ณิชา' นางเพิ่งสังเกตเห็นว่า กระจกมันสลับด้านได้ แม้จะอยู่กับนางมาตลอดนั้นเป็สิ่งที่ พ่อแม่บุญธรรม ท่านบอกนางมา แต่ั้แ่พวกท่านให้กลับมานางยังไม่ได้มีเวลาสำรวจเลย ถึงสำหรับนางจะดูนานเหมือนผ่านไปเป็ปีแต่จริงๆ ก็เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน
นับั้แ่นางรับจี้สร้อยนี้มา นางได้ยินเสียงกระซิบแปลกๆ นางเผลอคิดว่าเป็สัญชาตญาณของนางเองทำให้นางอดภูมิใจในตัวเองไม่ได้ สัญชาตญาณของนางดีเกินไป นางยังไม่รู้ว่าขนาดมทินายังรู้สึกชื่นชมในด้านนี้ของนาง แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่านี้ ไม่ใช่สัญชาตญาณของนาง มันเป็ของคนที่สิงนางเมื่อครู่
"ออกมานะ ออกมาคุยกัน!" นางะโโวยวายด้วยความโมโห เพียงแต่ไม่รู้ว่าความโมโหนี้เกิดจากการที่นางโดนสิงสู่หรือเกิดจากถูกพรากความภูมิใจไปกันแน่
ณิชาะโออกไปหลายรอบในที่สุดก็มีการตอบสนองทำให้นางอดรู้สึกดีใจขึ้นมาไม่ได้ ณิชาได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง จากใจความที่มัน้าจะสื่อถ้าจะติดต่อมันให้ใส่พลังเวทย์ลงไปในจี้บานกระจก นางไม่รอช้ารีบลงมือในทันที ที่ทำแบบนี้ณิชาััได้ว่าตัวตนที่สิงนางไม่มีเจตนาไม่ดีกับตัวณิชา
ทันทีที่ณิชาถ่ายเทพลังเวทย์ไป จี้บานกระจกของนางก็ได้สั่นไหว มันหลุดออกจากสร้อยและขยายตัวขึ้นอย่างช้าๆจนเป็กระจกบานใหญ่บานหนึ่งที่ส่องร่างของนางได้ทั้งตัว ตัวกระจกสะท้อนตัวของนาง
"ว้าย! กรี๊ดด!" เสียงกรีดร้องนั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวา ราวกับได้ประจักษ์กับภูตผีปีศาจด้วยตาตัวเอง นางก้มหน้าซุกหมอนอย่างหลีกหนีความจริง
"เงียบ!!! หูข้าจะแตกแล้ว" เสียงทัดทานที่เหมือนกับเป็เสียงของตัวดังขึ้นมาทันที เตือนสติให้ณิชาตั้งสติได้ นางเงยหน้ามองกระจกอีกครั้ง ภาพที่เห็นมีผู้หญิงคนนึงหน้าตาสวยงาม นั้นไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือตัวนางเองที่สะท้อนออกมาจากกระจก เพียงแต่ ลักษณะท่าทางไม่เหมือนนางเลย ผู้หญิงในกระจก มองนางอย่างเหยียดและรังเกียจ มือกอดอก จ้องนางอย่างกินเืเนื้อและถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง
"ว่ามา เ้าอยากคุยอะไร" เสียงของนางห้วนๆที่ดังออกมาจากกระจก