นัยน์ตาบนใบหน้าที่ซีดเผือดตู้เซ่าฝู่สั่นไหวเขาจ้องมองชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาท่าทางทรงสง่าที่อยู่ด้านหน้าจากนั้นคารวะให้กับชายคนนี้ “เซ่าฝู่คารวะท่านลุงหลิง”
ชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาคนนี้แน่นอนว่าคือโอวหยังหลิงแน่นอนเมื่อเขาได้ยิน ก็มองหน้าตู้เซ่าฝู่ บนใบหน้าเริ่มยิ้มกว้างขึ้นมา กล่าวว่า “เจ้าหนู รู้ได้อย่างไรว่าคือข้า?”
ตู้เซ่าฝู่กลอกตาไปมาเล็กน้อย กล่าวว่า “ง่ายมาก หน้าตาพี่ส่วงมีจุดที่เหมือนท่าน เห็นหน้าแวบเดียวก็มองออกแล้วดังนั้นรู้ได้ไม่ยาก”
โอวหยังหลิงได้ยิน สีหน้าก็ตะลึงจากนั้นยิ้มเศร้าๆ กล่าวว่า “อย่าพูดถึงนางหนูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าชาติก่อนข้าทำกรรมอะไรมา นางหนูคนนั้นวันๆ เอาแต่ทำให้ข้าโมโหไม่รู้ว่าข้าจะโมโหตายเพราะนางหนูคนนั้นเมื่อไร”
“พรสวรรค์ด้านการฝึกฌานของพี่ส่วงสูงมากใบหน้าก็งดงามทำให้ทุกคนที่เห็นประทับใจ ท่านลุงหลิงควรจะดีใจสิถึงจะถูก”
ตู้เซ่าฝู่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรในใจคิดคำพูดดีๆ มากมาย พูดคำชมหน่อยน่าจะไม่เสียหายอะไร
“เจ้าไม่รู้หรือว่านางหนูคนนั้นไม่ชอบผู้ชายกลับไปชอบผู้หญิงข้ากับป้าซันของเจ้าปวดหัวกับเรื่องนี้มานานแล้ว”
โอวหยังหลิงมองตู้เซ่าฝู่เบนสายตากลอกดวงตาอันสุกใสไปทางอื่น จู่ๆ เหมือนว่าคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้ กล่าวว่า“เจ้าหนูเจ้าเองก็ไม่เลวเลย แถมยังเป็นบุตรชายของสหายซี้ของข้า ทั้งยังมีความพิเศษเฉพาะตัวข้ายกนางหนูคนนี้ให้เจ้าดีหรือไม่?”
“อะไรนะ……”
ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็ตะลึงมาก ประโยคเมื่อกี้หากโอวหยังส่วงได้ยินคงอยากจะฆ่าเขาในทันที เขารีบส่ายศีรษะกล่าวว่า “ท่านลุงหลิงอย่าล้อเล่นกันสิข้ายังเด็กอยู่ เรื่องสำคัญเช่นนี้ต้องให้บิดามารดาตัดสินใจด้วย”
“ก็ถูกอยู่คราวหน้าข้าพบสหายคนนั้นของข้าแล้ว ข้าจะลองพูดกับเขาดู”
ท่าทางของโอวหยังหลิงเหมือนว่าจะจริงจังมากๆเขามองหน้าตู้เซ่าฝู่ นัยน์ตาสั่นไหว กล่าวว่า “เจ้าเองก็หน้าตาเหมือนบิดามากมองแวบเดียวก็มองออก พอมาพูดเช่นนี้แล้ว ข้าก็ไม่ได้พบเขามาสิบแปดปีแล้วหลายปีมานี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เขาสบายดี ชอบดื่มสุราไม่ทราบว่าเมื่อก่อนเขาชอบดื่มหรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่กล่าว แม้ยังไม่ได้พูดอะไรมาก ตู้เซ่าฝู่ก็สัมผัสได้แล้วว่าบุรุษวัยกลางคนหล่อเหลาที่คุยกับเขาอยู่ตอนนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับบิดาขี้เมาของตน
“เมื่อก่อนเขาน่ะไม่ค่อยดื่มสุราเท่าไร”
โอวหยังหลิงมองตู้เซ่าฝู่เขาถอนหายใจเล็กน้อย กล่าวว่า “เรื่องในอดีตของบิดาของเจ้าเดี๋ยวต่อไปเจ้าจะค่อยๆ รู้ด้วยตัวเอง แต่หากเจ้าคิดจะเหนือกว่าบิดาของเจ้าเกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ข้าจะพยายามไม่ทำให้เขาเสียหน้าก็พอแล้ว” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
“เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ดี” โอวหยังหลิงก้าวขึ้นไปข้างหน้าช้าๆ ดวงตาสุกใสสองข้างจ้องมองตู้เซ่าฝู่สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย นัยน์ตาสั่นไหว กล่าวว่า “ข้าออกมาจากการเก็บตัวเมื่อคืน……”
“ท่านลุงหลิงน่าจะไม่ได้เก็บตัวอะไรหรอกกระมัง”
ตู้เซ่าฝู่พูดแทรกโอวหยังหลิงจากนั้นยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “หากข้าเดาไม่ผิดเมื่อคืนเจ้าเมืองหลันหลิงหานเฉียงต้องมาหาท่านลุงหลิงแน่นอน และเมื่อคืนหานซินก็น่าจะถูกปล่อยไปแล้วและขณะนี้ก็คิดว่าทหารส่วนตัวของจวนหลันหลิงก็น่าจะปล่อยทหารรักษาเมืองกลับไปกันแล้วด้วย”
โอวหยังหลิงเบนหน้าหนีตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าเหนื่อยใจ ผ่านไปสักพัก เขาจึงหันมามองหน้าตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “ไหนลองพูดดูซิ ทำไมเจ้ามั่นใจขนาดนี้?”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม กล่าวว่า “ตอนแรกข้าไม่รู้ เมื่อคืนเพิ่งเกิดความสงสัย สุดท้ายแล้วถึงจะมั่นใจ”
ตู้เซ่าฝู่ชะงักสักครู่ พูดต่อไปว่า “ตามปกติแล้ว นี่คือช่วงเวลาพิเศษ ทหารรักษาเมืองไม่มีทางกล้ามายุ่งกับสหายของข้าหานซินไม่มีทางกล้าแน่ แม้กระทั่งขนาดสั่งทหารรักษาเมืองไว้ว่าช่วงนี้อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามให้เกิดเรื่องวุ่นวาย”
“ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าเมื่อวานทหารรักษาเมืองมาคุกคามสหายของข้าข้าก็เริ่มสงสัย ทว่าก็ยังไม่กล้ามั่นใจขนาดนั้น”
“สุดท้ายข้าจึงไปที่ค่ายทหารส่วนตัวจึงทราบว่าท่านลุงหลิงเพิ่งมาที่เมืองหลันหลิงสิบหกปีที่แล้วและสุดท้ายก็ได้มาเป็นผู้ปกครองมณฑลหลันหลิง”
“ก่อนหน้านี้ หานเฉียงที่เป็นเจ้าเมืองหลันหลิงในขณะนี้ครองตำแหน่งเจ้าเมืองหลันหลิงมาหลายปีแล้วและสร้างคุณงามความดีไว้มาก แต่เดิมควรเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลที่สุดแล้วเพราะหานเฉียงเองก็มีความสัมพันธ์กับทางจักรวรรดิอยู่ไม่น้อย แต่ท่านลุงหลิงพอมาก็ได้ครองตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลเฉยเลยในใจของหานเฉียงจึงรู้สึกไม่พอใจ หลายปีมานี้จึงยอมอ่อนให้ท่านลุงหลิงต่อหน้าแต่ในใจกลับยังขุ่นเคืองอยู่”
“แล้วนี่แสดงถึงอะไร?” โอวหยังหลิงมองตู้เซ่าฝู่ ถามอ้อมๆ อย่างสนใจ
ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม กล่าวว่า “เรื่องราวมีความเชื่อมโยงกัน ในใจของหานเฉียงยังไม่ยอมรับและเกรงใจเพียงลมปากข้าคิดว่าท่านลุงหลิงที่เป็นผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงต้องรู้สึกไม่ค่อยสบายใจแน่นอนเพียงแต่หานเฉียงเองก็ฉลาดมาก ดังนั้นหลายปีมานี้ท่านลุงหลิงจึงไม่คิดทำอะไรและอีกอย่างคือยังหาช่องโหว่จับจุดอ่อนหานเฉียงไม่ได้”
“แต่ครั้งนี้ข้าบังเอิญไปก่อเรื่องเข้าและพัวพันถึงหานเฉียงที่สำคัญที่สุดกับทหารรักษาเมืองที่สนิทที่สุดสำหรับเขาไปร่วมด้วยท่านลุงหลิงคิดจะหาโอกาสจัดการหานเฉียงสักดอก แต่ก็ไม่ดีหากออกหน้าเอง”
บวกกับครั้งนี้หานเฉียงไม่ได้ออกหน้าเองโดยตรงให้บุตรชายของเขาหานซินออกหน้าแทน ดังนั้นท่านลุงหลิงจึงเลือกข้ามาจัดการแทนสุดท้ายเรื่องราวก็กลับตาลปัตรพัฒนากลายมาเป็นเช่นนี้” เมื่อตู้เซ่าฝู่พูดจบก็มองหน้าโอวหยังหลิง
โอวหยังหลิงได้ยินคำพูดของตู้เซ่าฝู่ก็เอามือไขว้หลัง ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุผลแต่คำพูดที่เจ้าว่ามาก็ยังดูเหมือนแต่งเรื่องอยู่ดี ข้าไม่อาจเห็นด้วยทั้งหมด”
“ก็เหมือนแต่งเรื่องอยู่บ้างและไม่มีหลักฐานอะไร”
ตู้เซ่าฝู่มองหน้าโอวหยังหลิง กล่าวว่า “ทว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริง และผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ท่านลุงหลิงอยากให้เป็นข้าคิดว่าเมื่อคืนหานเฉียงมาที่จวนหลันหลิงเพื่อขอพบท่านลุงหลิงคือการแสดงออกท่าทีที่มีต่อท่านลุงหลิงแล้ว ต่อไปคงไม่ได้แค่เกรงใจแค่คำพูดดังนั้นท่านลุงหลิงจึงปล่อยทหารรักษาเมืองและหานซินไปและบอกไปว่าเรื่องระหว่างเด็กหานซินกับข้าเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันแค่ของเด็ก ใช่หรือไม่?”
โอวหยังหลิงสีหน้ากระตุกเล็กน้อยขณะที่มองตู้เซ่าฝู่เขาตกใจที่เด็กหนุ่มคนนี้สามารถคาดเดาเรื่องราวของหานเฉียงเมื่อคืนได้อย่างแม่นยำมากทันใดนั้น เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าทำไมเจ้าถึงมั่นใจได้ขนาดนี้?”
“ฮี่ๆ……”
ตู้เซ่าฝู่หัวเราะฮิๆ จากนั้นกล่าวว่า “ง่ายมาก เมื่อวานข้าถามพี่ส่วงเพิ่มไปหน่อยนางบอกว่าก่อนหน้าที่ข้ามาหนึ่งวันท่านไม่ได้เก็บตัวฝึกวิชาจากนั้นข้าให้พี่ส่วงบรรยายรูปร่างหน้าตาคนพวกนั้นที่ไปวุ่นวายกับสหายของข้า แล้วจึงไปที่ค่ายทหารส่วนตัวเพื่อสอบถามดูพบว่านอกจากทหารที่เฝ้าเวรอยู่ มีทหารในค่ายจำนวนหนึ่งที่หายตัวไปจากค่ายหลังจากสืบหาข้อมูลมาแล้ว พบว่าทหารส่วนตัวที่หายไปจากจวนหลันหลิงคล้ายกับคนที่อ้างตัวว่าเป็นทหารรักษาเมืองที่พี่ส่วงบรรยายมาก
และคนที่สามารถสั่งการทหารส่วนตัวได้มีเพียงท่านลุงหลิงและคนใกล้ชิดของท่านลุงหลิงเท่านั้น ดังนั้นข้าลองคิดดูแล้วทุกอย่างที่น่าจะเป็นอย่างที่ว่านั่นแหละ”
“ทำไมข้าต้องส่งคนปลอมตัวเป็นทหารรักษาเมืองเพื่อรังแกสหายของเจ้าด้วย?” โอวหยังหลิงถาม
“เพราะข้าตั้งใจไว้ว่าจะไม่มายุ่งวุ่นวายเรื่องระหว่างทหารรักษาเมืองกับทหารส่วนตัวของจวนหลันหลิงท่านลุงหลิงทำไปเช่นนี้ เพราะอยากลากข้าเข้ามาร่วมด้วย เรื่องนี้ข้าเป็นคนเริ่มจึงอยากให้ข้าเป็นคนทำให้มันจบ”
ตู้เซ่าฝู่มองโอวหยังหลิง กล่าวว่า “ดังนั้นข้าเลยจงใจทำให้เรื่องใหญ่ขึ้นอีกหน่อย ข้าเรียก หานซินมาที่จวนหลันหลิงก่อนจากนั้นก็เลียนแบบท่านลุงหลิง หาคนปลอมตัวเป็นคนสนิทของหัวหน้ากองแซ่หลินที่เป็นทหารรักษาเมืองคนนั้นและให้เดินทางไปที่ค่ายทหารรักษาเมืองแจ้งข่าวกับทหารรักษาเมืองคนอื่นๆบอกว่าทหารส่วนตัวเมืองหลันหลิงคิดจะใส่ร้ายป้ายสี สาดโคลนว่า ทหารรักษาเมืองจะก่อกบฏตอนนี้จับเจ้าเมืองและบุตรชายของเจ้าเมืองไว้แล้ว พร้อมกับเตรียมสังหารเร็วๆ นี้”
“หลายวันที่ผ่านมานี้ทหารรักษาเมืองอดกลั้นมานานและหานเฉียงคือคนใกล้ชิดที่ไว้ใจที่สุด เมื่อได้ยินว่าหานซินและบิดาของเขาถูกจับตัวไปแล้วต้องมีคนที่ใจร้อนทนไม่ไหวรีบเดินทางมาที่จวนหลันหลิงแน่ๆขณะนั้นข้าก็ต้องเริ่มคิดหาวิธีให้หานซินลงไม้ลงมือกับข้าใช้เหตุผลนี้ร่วมกับการที่ทหารรักษาเมืองล้อมจวนทำให้เป็นหลักฐานที่มัดตัวไว้แน่นหนามาก มากพอที่จะให้หานเฉียงไม่มีเหตุผลพอที่จะอธิบายด้วยลมปาก”
“สุดท้ายหานเฉียงต้องเดินทางมาที่จวนหลันหลิงแน่นอนมีเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยเหลือพวกเขา คือการแสดงท่าทีอ่อนน้อมเกรมใจท่านลุงหลิงและการที่หานเฉียงเดินทางมาด้วยตัวเองเช่นนี้ ข้าคิดว่าท่านลุงหลิงต้องออกจากการเก็บตัวเลยแน่นอน”
“ไม่เลวเลยเจ้าหนู!”
โอวหยังหลิงจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่สักพักใหญ่ๆจากนั้นจึงเริ่มเอ่ยปากพูด นัยน์ตาสุกสกาวสดใสราวกับแสงยามอรุณสั่นไหวเขาถอนหายใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าทำกับเจ้าอย่างนี้ในใจเจ้าคิดอย่างไ?”
ตู้เซ่าฝู่มองโอวหยังหลิงสีหน้าจริงจังขึ้นมาในทันใด เขาก้มคารวะอีกครั้ง กล่าวว่า “ขอบคุณมากเลยครับท่านลุงหลิง”
“เป็นเด็กที่คู่ควรแก่การบ่มเพาะสั่งสอนสมกับเป็นบุตรชายของเจ้านั่นเลย”
โอวหยังหลิงได้ยินทันใดนั้นรอบกายของเขาก็มีคลื่นซัดรอบๆ จากนั้นร่างของเขาก็ห่างไปอยู่ที่ไกลๆในพริบตา มียาลูกกลอนเม็ดหนึ่งลอยอยู่ด้านหน้าตู้เซ่าฝู่ เขากล่าวว่า “เจ้าน่าจะเพิ่งบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวข้าที่เป็นลุงไม่มีของดีอะไรจะมอบให้เจ้า ยาลูกกลอนสำหรับวิญญาณติดชีพจรจะทำให้ผู้ฝึกฌานที่เพิ่งบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวมีวิญญาณติดชีพจรที่แข็งแกร่งขึ้นและทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่น้อยถือว่าเป็นของที่หาได้ยาก ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับที่ข้าให้กับเจ้าแล้วกันนะ”
ตู้เซ่าฝู่ยื่นมือออกไปรับยาลูกกลอนสำหรับวิญญาณติดชีพจรมาทันใดนั้นร่างของโอวหยังหลิงก็หายไปในพริบตา
ณ เมืองหลันหลิงที่จวนเจ้าเมือง
ภายในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง บุรุษร่างกายกำยำคนหนึ่งกำลังมองหน้าหานซินขมวดหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “สุดท้ายเจ้าก็แพ้”
“ข้าคิดไม่ออกจริงๆทำไมข้าจึงหลงกลให้กับวิธีชั้นต่ำแบบนั้น หากข้าไม่ได้ลงมือกับเขาก็ไม่มีทางถูกเขาจัดการโบ้ยแบบนั้นได้แน่” หานซินนั่งตัวตรงสีหน้าเคร่งขรึม แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียด
“เพราะเจ้าใจร้อน เจ้าอยากชนะมากเกินไป ดังนั้นเจ้าเลยเสียการควบคุม”
ชายร่างกำยำมองหน้าหานซิน กล่าวว่า “ต่อให้เจ้าไม่ต่อยเจ้าหนูคนนั้น เรื่องราวก็ถูกปั้นไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าไปที่จวนหลันหลิง ถือว่าถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะถูกควบคุมที่นั่น เจ้าลืมระวังตัวดังนั้นอย่างไรเจ้าก็แพ้แน่นอน”
“เจ้าหนุ่มคนนั้นหน้าไม่อายเลยจริงๆ” หานซินโมโหทุบที่วางแขนบนเก้าอีกอย่างแรง เขาคิดไม่ถึงว่าเขาจะมาพ่ายแพ้เช่นนี้
“อย่าหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองที่แพ้เจ้าพ่ายแพ้ให้กับเขาถึงสองครั้งแค่นี้ก็เพียงพอที่จะถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายแพ้แล้วต่อให้หน้าไม่อายแต่ก็มีถือว่ามีความสามารถ”
ชายร่างกำยำมองหานซิน กล่าวว่า “เจ้าหนูคนนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ครั้งนี้เจ้าแพ้แล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่แย่สำหรับเจ้า อย่างน้อยเจ้าก็พบจุดสิ่งตัวเองทำพลาดต่อไปเจอคู่ต่อสู้ทำเช่นนี้อีกก็จะไม่หลงกลแล้ว แต่หากเจ้าไม่ยอมรับว่าตัวเองแพ้แพ้ไปแล้วครั้งนี้ ต่อไปก็จะไม่มีโอกาสได้ชนะแล้ว”
หานซินนัยน์ตาสั่นไหว ไม่ได้พูดตอบอะไร
“นายท่าน นายน้อยมีคนที่ชื่อว่าตู้เซ่าฝู่มารออยู่ข้างนอกบอกว่าอยากพบนายน้อย”ชายชราคนหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลของจวนเดินเข้ามาบอกกับเจ้านายที่อยู่ในห้องด้วยท่าทางเคารพนบนอบ